这是一段佛法对话,是师父和弟子之间关于通过修行来解脱痛苦的问答。 弟子向师父请教修行时出现的情况,就是感觉知道得非常宽泛,然后有一些状态出现,只是知道,仅仅是知道。但有时当看清这些状态时,却感觉好像有个“我”进去观看,从而产生了欲望。 师父慈悲地解释说,被观看的状态只是行(被造作的事物)。无论是想什么、说什么,甚至是试图去观看,都是行。想法和说话也是行。任由它想,任由它和各种事物对话,看到根据六根所发生的一切,也只是行,生起和灭去。 师父指出,试图进入观看会带有重量,带有“我”进入观看的感觉。但如果只是自然地知道,没有刻意地凝视,就不会有“我”在其中。所有的想法,所有的状态,都是行。甚至连试图解释都是行,无论解释得多么出色,仍然是行。 然后弟子沉默了。师父因此提醒说,无论想什么、说什么、解释或描述什么,都是行。试图去做、试图造作、试图观看、试图知道、试图放下,都是行。 师父解释了身处世界的痛苦,说我们沉迷于执着行,沉迷于自我,用自我去执着各种事物,因此才痛苦。当来修行时,仍然试图造作修行的方式方法,让自己更加痛苦。无论想什么、说什么、试图观看、知道、看到和放下什么,仍然是在造作,沉迷于行。 试图脱离痛苦,那才是真正的痛苦。沉迷于真正的痛苦,因为仍然沉迷于世俗的行,沉迷于自我,沉迷于执着他人和事物。当来修行时,仍然沉迷于佛法的行,按照言语教诲来造作,按照假定的概念来造作,按照经典来造作。无论想什么、说什么、修行得多好,仍然是在造作,因此无法脱离痛苦。 师父强调说,造作以求脱离痛苦是不可能的。想法、言语、描述,即使拥有再多的知识,也只会更加沉迷,因为仍然沉迷于行。沉迷于行会让人无休止地哭泣和悲伤。应该尽情地哭泣,以便结束世俗的行,结束佛法的行,从而不再哭泣。 这一世应该是最后一世,不要再造任何罪孽。好好照顾彼此,因为这是最后一次相遇。内心必须结束执着,不要执着于世俗、佛法或轮回。不要在世俗中痛苦,还在修行中强迫、凝视、控制、平静、空无、冷漠或安静。 师父问,大多数修行人是什么样的?修行后内心很舒服吗?如果还在造作,就仍然有痛苦。没有人是痛苦的,因为没有自我,也没有轮回。如果能够停止造作,就不用试图去做任何事情,不用试图让什么变成什么,不用去寻找、去思考某件事物是什么,不用试图去思考、去造作,因为那就是所有的行。停止就结束了,结束就停止了,不需要任何人去让它停止。 师父比喻说,心就像天空,无法思考造作,无法飞行,无法移动,没有情绪,但天空是一种觉知的元素,自身具有觉知,知道自己是空旷的天空。而行,是感觉、想法、各种情绪,就像在天空飞翔的鸟。在天空飞翔的鸟,就像我们的身体一直在移动。鸟有想法和情绪,就像我们的想法和情绪一直存在,但这些都在空旷的天空中生起和灭去,这个空旷的天空就是心。心就像空旷的天空,但自身具有觉知。 另一方面,心就像海水、大海。鱼就像我们的身体。我们的心智就像鱼,拥有感觉、想法和各种情绪。但移动来移动去的我们,拥有感觉、想法和情绪的我们就像鱼。但在我们的心中有水,也就是心,心就像海水。我们做什么就去做什么,但心是水,不要沉迷于成为鱼,不要沉迷于成为鸟。 佛陀说,只要觉知、知晓,你就能到达涅槃,就不会有在这个世界和来世的自我。只需要切断这些烦恼,并不复杂。 师父告诫说,很多人误解了,认为必须让心空无,没有想法,只看到空,这就是在心中创造一个空。师父强调说,必须看到自己在思考,但心是空旷的,而不是把想法放在头脑中,然后看到自己是空旷的。 弟子承认说,过去确实修错了,创造了一个空,却不明白必须没有自我再回去知道,建立起一个“那个自我”,然后就空荡荡的,看到自己什么都没想,这其实是在欺骗自己。 师父指出,向内看会看到心是不自由的,当有什么发生时,就会沉迷于去做不是佛法的事情,不按照实相去了解。当知道了,再去改正也不晚。 师父总结说,大多数人修行都错了,没有放下自己,而是用自己去抓住舒适、空虚,试图放下其他事物,却没有放下自己。这是为了自己、为了让自己舒适、为了让自己快乐、放下而修行,这是以执着自我为基础,是无明、贪爱、执取,导致了轮回、衰老死亡、痛苦、悲伤、忧愁、烦恼,没有尽头。 正确的修行是必须摆脱行,认识自己,放下自己,而不是自己试图放下其他事物。无论如何修行,如果为了自己,就仍然是痛苦,是用烦恼、无明、贪爱、执取来修行,导致轮回没有尽头。必须熄灭无明、贪爱、执取,放下我们自己,停止造作,停止挣扎,停止寻求,停止努力,停止为自己寻找道路,甚至停止试图为自己寻找涅槃,结束为自己寻求任何利益,甚至是涅槃,结束试图用我们的自我去寻找什么、去挣扎寻找什么、去试图摆脱什么,就能在当下解脱痛苦,并永远解脱痛苦。 过去的一切,无论是世俗、佛法,还是错误的修行,都扔掉。只剩下完全结束造作的心,没有旅行者,又会有什么目标去哪里?没有人去任何地方,没有必须要去的地方,没有需要寻找的东西,又会有谁是旅行者?桥梁和道路是存在的,但旅行者不存在。 努力没有停止,痛苦就不会停止。必须在当下停止努力,才能脱离痛苦。五蕴想要造作,就让它们去造作吧。鸟的本性仍然在天空,鱼的本性仍然在海水和大海中。但心就像天空,就像大海,不需要去伤害鸟或鱼,不需要去杀死、去消灭,让鸟或鱼从天空或大海中消失。它们共存,鸟与天空共存,鱼与水共存,这是共存的自然状态,彼此不可或缺。鱼离开水就会死亡。 造作的本性和不造作的本性是共存的自然状态,彼此不可或缺。鱼离开水就会死亡。没有人需要试图杀死鱼,只剩下水,这是不可能的。当有海水和大海时,就必然有鱼。理解这种本性就不难了。 任何有身体的、能够说话的、能够思考的、能够想的、能够造作的、能够移动的,都是造作的本性,是行。就像鸟和鱼。但心是无法造作的本性,是不造作的本性,或无为法。就像天空和水,是不同类型的本性。 师父总结说,佛法的本性就在这里,并不复杂。希望每个人都能理解,并且不再迷失。让五蕴如何造作就让它们造作吧,变成鸟就飞翔吧,变成鱼就游动吧,那是它们的自然规律,与不造作的心无关。让每个人都从迷失中醒来,不再迷失。 最后,师父提到了佛陀在经典(大涅槃经)中所说的“那个东西”, “比丘们,有那样东西,那东西中没有地、没有水、没有火、没有风……” 是不可说有来、有去、有停止、有生、有死的,不是情绪。那就是痛苦的尽头。师父希望每个人的心都能与“那个东西”合一,从而永远完全地解脱痛苦。 --- 翻译以下佛法讲座为中文,要求: 1. 完整翻译为中文,不要包含泰语 2. 不遗漏内容 3. 原文一行行字幕的格式,请根据意思,整合输出成段落文章的形式,且保持语言通顺! --- ว่าเล็กๆๆที。 รู้。 รู้แบบคือรู้มันจะมันจะเห็นวามันจะรู้กว้างๆค่ะแล้วมันก็จะมีตัวนี้ขึ้นมาก็ก็แค่รู้แล้วก็。 แล้วก็รู้ค่ะ。 แต่ว่าบางครั้งเนี่ยมันเหมือนกับว่าพอเห็นตัวนี้ชัดเนี่ยมันเหมือนกับว่ามีตัวเข้าไปดูแล้วค่ะ。 แตต้องการ。 พูดอะไรต้องขารหมดเลย。 อาการที่ถูกดูไปดูสักขา。 สาย。 นั้น。 รู้ว่าเป็นสงหาร。 จะคิดไปต้นไม้。 จะต้องพูดไปธรรมะ。 สังหาร。 คิดไปพูดไปก็สังหาร。 คิดไปสังฐานพูดเป็นปัญหา。 คุณคิดไปปล่อยมันคิดไปพูดไปกับต่างๆ。 เห็นว่าที่มันเกิดขึ้นตามอายคณะต่างๆก็หามันก็แค่เกิดดับวาง。 แล้วไง。 ซึ่งถ้าผมว่าเอาไป。 พยายามไปดูไปดูตรงนะเนี่ยมันจะมีน้ำหนักซึ่งนะแล้วก็เห็นว่ามีความเป็นตัวตนเข้าไปดูเข้าไปดูเข้าไปดูเข้าไปดูเขาค่ะ。 แล้วก็ถ้าบอว่า。 แค่รู้โดยที่ไม่ได้ไปเพ่งจ้องอะไรแต่ว่ารู้ตามธรรมชาติอย่างนี้มันก็ไม่มีตัวมีตนอะไรในนั้น。 ทุกคิดทุกอาการ。 วันนี้ก็เป็นสังขารเจ้าค่ะ。 พูดอะไรก็สังขารนะพยายามไปดูอะไรก็ต้องการ。 พยายามอธิบายสังหาร。 อธิบายนี้เป็นคหน้านี้เป็นเป็นสัญญาทางการยานนี้เป็นอายนะภายในภายนอกที่พยายามอธิบายให้ต้องการหมด。 อธิบายเก่งขนาดไหนก็เป็นสังการ。 เงียบไปเลย。 ทำไมเงียบไปเลยอ่ะ。 ผมนะแต่เห็นว่าอะไรทั้งนั้นคิดไปพูดไปอธิบายไปบรรยายไปจะบอกอย่างนั้นบอกอย่างนี้จะบอกกับลูกตาว่าอย่างนั้นอย่างนี้。 ลองลองหอะ。 มานานแล้วไม่สะใจแล้ว。 จะได้สิสังขารดี。 หลฐานทั้งนั้นพยายามทำพยายามปรุงแต่งพยายามดูพยายามรู้พยายามนะพยายามปล่อยพยายามวาง。 หลักคาทั้งนาน。 ในโลกมันเป็นทุกข์เราอยู่ในโลกมันเป็นทุกข์เป็นทุกข์ทุกข์กับโลกมานานเราเลยมีมาปฏิบัติธรรมปฏิบัติธรรมเราพยายามจะมาปรุงแต่งผมแต่งผมแต่งพยายามดูรู้เห็นและปล่อยวาง。 อย่าทำความเข้าใจมันพจากทุกขทางโลกที่เรามีอยู่แต่ที่จริงอยู่ในโลกเราทุกกับำว่าหลสังหารลูกหลสถหารตัวเราหลวงตาเป็นตัวเราและเอาตัวเราไปยึดเขาทุกทีมันก็เลยเป็นทุกข์เป็นทุกข์เป็นทุกข์。 พอเสร็จแล้วเราทุกข์มากกว่านี้มาปฏิบัติธรรมนี้มาปฏิบัติธรรมสุดท้ายก็มายึดปรแต่งปรุงแต่งรูปแบบวิธีการเอาวิธีการปฏิบัติให้ตัวเองเป็นทุกข์อีกเป็นทุกการปรุงแต่งคิดยังไงจะพูดยังไงจะพยายามดูรู้เห็นแล้วไปวางไหนมันก็แตแต่งแต่งหมดลงสังขารหมดถ้าแต่งลงสังขา。 รหมดลงคิดลงแต่งลงขาานหมดพยายามคิดพยายามพูดพยายามจะทำยังไง。 ก็ยังมีการกระทำอยู่。 พี่โดนค้นหา。 ยังพยายามที่จะออกจากทุกขนั่นแหละคือทุกข์แท้เลยแล้วนะ。 แท้ๆหลงทุกขแท้ๆเลย。 มันลงสังขารโลกลงสังขารทำมานานแล้ว。 อยู่โลกก็หลงสังขารโลกหลงตัวเราตัวเราไปยึดคนอื่นด้วยสิ่งอื่น。 ปฏิบัติธรรมก็ลงสังหารทำ。 ผมุงแต่ง。 ไปตาม。 คำพูดคำสอนผมแต่งไปตาม。 บัญญัติอีกสมมุติบัญญัติ。 ผมแต่งไปตามคัมภีร์。 ผมแต่งผมุงแต่งจะคิดจะพูด。 เก่งขนาดไหนพูดดีขนาดไหน。 ปฏิบัติธรรม。 เดินสวยงามขนาดไหนนั่งสวยงามขนาดไหน。 ใจไม่หยุดโปรแต่ง。 ลงทั้งนั้นแหละลงต้องการทั้งนั้นแหละ。 สังขาร。 ปรุงแต่งให้มันพ้นทุกข์มันพ้นทุกข์ไม่ได้แล้ว。 คงพยายามคงแตให้มันพ้นทุกข์บนทุกข์。 คิด。 ยังพูดอยู่บรรยาย。 เป็นผู้เรียนมากรู้มาก。 พูดมากยิ่ง。 หลงมาก。 มันหลสังขารมานานแล้ว。 อยากจะร้องไห้ร้องมันสะใจเลย。 มันจะได้สิ้นสังขารโลกซึ่งสังขารธรรม。 ต่อไป。 มันจะได้ไม่ต้องร้องอีก。 รอมันจะทีเดียว。 มันจบ。 พบชาติ。 จัดนี้เป็นชาติสุดท้าย。 มันจะต้องได้ไม่ต้องไปร้องไห้กับใครอีก。 ไม่เก็บมันต้องไปร้องไห้คนอื่นอีก。 ไปร้องไห้กับคนนู้นคนนี้ร้องไห้กับพบชาติไม่จบสิ้น。 มันร้องเพื่อให้จบไปที่สังขารโลกที่สังขารทำ。 ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายไม่สร้างบาปกำเวรกับใครอีกต่อไปแล้วจบสักที。 คนไหนที่ยังมีกันอยู่ก็ดูแลกันให้ดี。 จะดใจกรรมกันเป็นครั้งสุดท้ายกันเป็นชาติสุดท้ายที่ได้มาเจอกัน。 แต่ใจนั้นจบสิ้นความยึดมั่นถือมั่นแล้ว。 ไม่อะไรใครไม่อะไรโลกไม่อะไรทำไม่อะไร。 พบชาติติดต่อไป。 พ้นทุกจริงๆไม่ใช่ทุกโลกมากๆในโลกมาปฏิบัติธรรมเพลงมาจ้อง。 ปรากฏบคมมาบังคับมานิ่งมาว่างมาเฉยมาสงบ。 ทำให้มันสงบทำให้มันนิ่งว่างๆอะไรนะมันมันไม่ใช่มันต้องแต่งแต่งครบ。 เราเห็นแล้วเนี่ยมาอยู่ต่อหน้าเราเนี่ย。 ส่วนใหญ่คนปฏิบัติเป็นไง。 ปฏิบัติ。 ใจที่สบายมากบทุกข์ไหม。 เดี๋ยวก็หยุดปรุงแต่งมันจะทุกขอะไรไม่มีใครทุกข์เลยตัวตนก็ไม่มีหยุดปรุงแต่งพบชาติก็ไม่มี。 แค่นี้แหละ。 จะต้องพยายามไปทำอะไรให้เป็นอะไร。 จะต้องไปหาไปคิดทำไมวะไอ้นู่นเป็นๆนี่เป็นอันนี้เป็นอายนะภายนอกนี่เป็นรูปภายในนี่เป็นรูปนี่เป็นสิ่งที่ถูกรู้นี่จะต้องไปปล่อยวางผู้รู้นี่จะต้องไปพยายามคิดพยายามปรแตนี้ก็คงแตทั้งนั้น。 แล้ว。 สังขารทั้งนั้นเลยสังขารทั้งหมดอ่ะอย่างนั้นพยายามอย่างนั้นแหละค่ะทั้งหมดแหละไม่พยายามอะไรทั้งหมดพยายามอะไรสังขา。 รทั้งหมด。 หยุดก็จบแล้วจบก็หยุดแล้ว。 ไม่มีใครต้องทำอยู่ยุดด้วยไหมแล้วมีใครต้องปรุงแต่งให้มันหยุดด้วย。 วันหยุดปรแต่งมาแล้วผมแต่งโลกอยู่ปรแต่งทำแล้วเป็นไง。 ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยไม่ได้。 ลำบากเลยในการปฏิบัติไปปฏิบัติให้มันลำบาก。 คนตั้งหลายไม่ปฏิบัติให้มันลำบาก。 ปฏิบัติมากไปด้วยความปรแต่ง。 ความไม่คุแตมันจะลำบากอะไรอ่ะแต่่งมันไม่ต้องทำอะไรไอ้ที่ทำอะไรมันถึงลำบาก。 ไม่ต้องรู้อะไรก็ได้ไม่ปรุงแต่งหรืออะไรสักอย่างนึง。 แค่นั่นแหละบรรทุกข์และ。 ไม่ต้องเรียนโลกเรียนทำอะไรก็ได้。 ปรุงแต่งไม่ยึดถืออะไรไม่ยึดถือแม้แต่ร่างกายจิตใจของตัวเองไม่ยึดถือแม้แต่พบชาติในปัจจุบันและพบชาติใหม่มีอะไร。 ไม่ขอเวรปลูกกรรมกับใครอีกต่อไปแล้วจะวจบแล้จะใช้กรรมกันเป็นชาติสุดท้าย。 กรรมเวลาที่มีต่อกันมาทุกชาติ。 จดใช้กรรมกันเป็นชาติสุดท้าย。 พบชาติใหม่ไม่มีกรรมกับใครอีกแล้ว。 ไม่เกิดเปลี่ยนปยตายเกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป。 กินเยมันก็。 สิ้นกรรมสิ้นเวรสิ้นชาติ。 พ้นทุกข์แล้วไม่มีใครพ้นทุกข์แต่ไม่มีใครต้องทุกข์อีกละ。 แต่คันห้ายังต้องทำมาหากินยังต้องยังดูกันอยู่ก็ยังทำกันไปทำหน้าที่กันไปประกอบอาชีพประกอบอาชีพโดยชอบไปเ,ล,ี,้ยงดูก,ั,น,โ,ด,ย,ช,อ,บไปอาทิตย,์,น。 ี้,แล้วก็。 ทุกคนต้องทิ้งกันทอดทิ้งกันแต่ดูแลกันแต่ก็ต้องบอกว่าเธอไม่ปฏิบัติให้คนทุกข์กันจะไปแล้วนะไม่เกิดอีกแล้วฉันหายตัวไปแล้วเธอก็ไปเป็นว่าตายเกิดท่องเที่ยวร่องรออยู่ในจักรวาลสงสารของเธอไปหอะแต่เราไม่ได้เจอกันอีกแล้วว่าฉันจะไม่ไปไหน。 แล้ว。 ฉันเบื่อหน่ายแล้วที่จะไปสร้างกรรมเวรต่อไป。 แต่เธอยังไม่สนใจปฏิบัติเธอก็ไปเธอคนเดียวหอะลเลวเธอไปแล้วแต่พบเจ้าก็สงสารไปเจอพุทธเจ้าต่อไปไปเจอพระหลานต่อไปเจอครูบาอาจารย์ท่านอื่นต่อไปจะฉันไม่ไปไหนแล้วจะจบแล้วในปัจจุบันจบแล้วในอ。 นาคต。 เรื่องอดีตทั้งหมดก็จบไปที่ใจแล้วอดีตทั้งหมดด้วยนะจบไปที่ใจแล้วจบลงในปัจจุบัน。 ปล่อยวางอดีตไปหมดแล้ว。 ในปัจจุบันก็ทำหน้าที่อย่างเดียวที่สมบูรณ์และถูกต้องมายึดถืออะไรอนาคตก็ไม่ห่วงยายกังวล。 แค่นั้นนะ。 แค่นี้จริงๆ。 ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย。 อืม。 แค่นี้แหละ。 คิดอะไรเป็นทุกข์。 ไปปฏิบัติอะไรเป็นทุกข์。 ไม่ยึดก็ไม่ถูกอะไรหรอก。 ไม่มีที่ไปแล้วจะมีคนไปที่ไหน。 ไม่ปรารถนาจะไปเกิดเวียนว่ายตายเกิดกับใครอีกกับที่ไหนอีกในพบชาติใหม่แล้วจะมีใครไปแล้วมันก็ไม่มีตัวตนของผู้ไปแล้ว。 ติดปรารถนากับพ้นทุกข์นพพาน。 ยังปรารถนาอยู่กันทุกอยู่นั่นแหละปโตดับความปรารถนาสนิทไม่มีส่วนหนือ。 การปฏิบัติเป็นธรรมะไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก。 มันยากตรงที่ใจคนเราไม่ยอมปล่อยวาง。 ไม่ยากตรงนี้อย่างเดียว。 มาไปเรียนอะไรมันมากมายปวดหัว。 เรียนมายึดถือหมด。 เรียนมาเท่าไหร่ก็ยึดถือหมดมันจะไปทำที่ไหน。 มันอยากก็ไม่ยอมปล่อยวางนี่แหละแล้วถ้าปล่อยวางก็แล้วไม่ยากหรอกธรรม่าม่าคือปล่อยวาง。 นั่งคิดอยู่วนเวียนในทุกวันแล้ว。 เรายังไม่ตายอ่ะขันห้าก็ต้องคิดปรุงแต่ง。 แต่เราไม่เห็นว่าคันหมันจะคิดปรุงแต่งยังไงอ่ะครับเปลี่ยนมันเป็นปลาเป็นนกที่มีอยู่ในท้องฟ้า。 ไอ้ผู้รู้ก็เหมือนกับท้องฟ้าหรือน้ำน่ะมันเป็นวิสังขารไม่อาจคิดไม่อาจปรุงแต่งได้。 มันได้แต่มีความรู้อยู่ในตัวของมันเองมาแต่ไม่ใช่ว่าไปไล่รู้อาการไล่ดับอะไรได้。 ตัวมันอ่ะคิดไม่ได้คิดไม่ออกบอกไม่ถูกพูดไม่ได้รู้นะน่ะมันได้แต่รู้อย่างเดียวแต่ตัวมันคิดไม่ออกบอกไม่ถูกพูดไม่ได้คิดอกบอกถูกพูดได้มันต่างทั้งนั้นต่างทั้งนั้นแหละ。 อย่าหลงไปเป็นสังขาร。 แล้วไม่ต้องไปยหาวิสังขาร。 เพราะอะไรล่ะไอ้ที่มันรู้ว่าทุกอย่างเป็นสังขารอ่ะตัวมันนเป็นวิสังขาร。 ไม่ออกไปไล่ดับสังหารไปไล่ไล่ไปจ้องดูสังขารนะที่มันรู้แก่ใจว่าเนี่ยทุกอย่างที่มันสังขารได้เนี่ย。 มันไม่ใช่วิสังขารทั้งหมดเลย。 วิสังขารหรือภาษาสมุดภาษาไทยเราคนไทยเรียกหัวใจ。 ส่วนใหญ่จะรู้จักก็พูดหัวใจจะรู้จัก。 เรียกว่าธารู้เรียกว่าพุทธจักเรียกว่าจิตเดิมแท้คนไทยไม่ค่อยรู้จัก。 จะเรียกหัวใจชาวบ้านรู้หมด。 ใจเนี่ยมันเป็นธรรมชาติที่มันเนี่ยแต่งไม่ได้คิดไม่ได้ไม่อาจก็เพื่อนไม่อาจไหว้ตัวได้ไม่ถูกข์ไม่สุขไม่ถูกไม่เศร้าไม่ดีใจไม่เสียใจไม่สงสัยไม่เศร้าหมอ。 มันไม่มีอะไรเลยในนั้นน่ะใจอ่ะไม่มีไม่มีแม้แต่ตัวใจ。 ไม่มีแม้แต่ตัวใจนะไม่มีสว่างไม่มีมืดไม่มีห้องสายไม่มีสมองไม่มีสุขไม่มีทุกข์。 ไม่อยากคิดไม่ปรุงแต่งได้เพราะตัวตนของเขาไม่มีเลยเขาเป็นเรียกว่าเป็นวิสังขารหรือเป็นสังขาสัภาพเป็นทที่ไม่อาจปรุงแต่งได้แล้วไม่มีใครไปพยายามปรุงแต่งก็ได้。 และที่ร้ายที่สุดอ่ะคือ。 ไม่อาจจะรับรู้ก็ได้ตามประตูตาประตูหูประตูจมูกประตูลิ้นประตูกายประตูใจเพราะประตูตารับรู้ได้แต่รูปประตูหนูรับรู้ได้แต่เสียงประตูจมูกรับรู้ได้แต่กินประตูริรู้รับรู้ได้แต่รถประตูร่างกายรับรู้ได้แต่สิ่งสั。 มผัส。 แล้วก็ประทูใจรับรู้ได้แต่ทำอารมณ์คือรับรู้ได้แต่เวทนาสัญญาสังขารคือความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นกลางกลาง。 ความจำได้ไหมรู้สังขารคือความคิดคิดคิดปรุงแต่ง。 รับรู้ได้แค่นี้。 ประตูทั้งอกอ่ะแต่ไม่อาจรับรู้ใจที่ไม่อาจปรุงแต่งได้เลยเพราะว่าใจไม่ใช่รูปเสียงกินรสสัมผัสหรือสพระแล้วก็ไม่ใช่ทำอารมณ์。 ดังนั้นเนี่ย。 หมดโอกาสที่จะเอาทำประตูตาหูสมุดลไกใจไปหาขาได้。 แล้วหมดโอกาสที่จะเอาความคิดปรุงแต่งเนี่ยไปหาขาได้。 เพราะเขาเป็นความไม่มีอะไรเลย。 ให้ทุกคน้นพบได้。 แต่เขาสามารถรับรู้ได้เพียงแค่ตัวของเขาเองคือใจ。 ใจย่อมรู้ใจของเจ้าของดี。 อื่น。 คนอื่นไม่อาจดูได้。 คนมีวิยาตาทิศ。 คมๆหรือพวกยมทูตยบาลหรือพวกเชิญวิญญาณในฝ่ายสวรรค์ทั้งหมด。 จะมาค้นพบได้หาพบได้แต่สังขาร。 คือสังขารกายที่ยังหลงเหลืออยู่และสังหารจิตที่ยึดมั่นถือบ้านยังเหลืออยู่。 แต่。 ค้นหาใจที่ความยึมั่นถือมั่นไม่ได้เพราะใจถ้าเขาถึงใจที่เป็นธรรมชาติแท้ๆก็ไม่อาจคมั่นถือมั่นอะไรได้เพราะเขาไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างไม่มีเครื่องมืออะไรเลยไม่มีเครื่องมืออะไรเลยที่จะไปยึดมั่นถือมั่นอะไรได้。 จากนั้นไม่ว่าจะมีพวกอภริญญาตาทิพย์ครูบาอาจารย์ที่ตาทิพย์คมๆ。 รู้วจิต。 มันก็รู้ได้แต่เพียงความคิดปรุงแต่งรู้ได้จิตไม่ไหวรู้ได้แต่กับเพื่อนรู้ได้สภาวะธรรมในใจของของลูกศิษย์。 แต่รู้ไม่ได้คือจ่าย。 เพราะใจคือไม่มีอะไรเลยถ้ารู้ได้ถึงนั้นน่ะเป็นปรุงแต่งหมด。 ถ้าสามารถกินยาคมที่สุดรู้ใจของศได้นะไม่ใช่ใจอันนั้นเป็นสภาวะทำเป็นความปรุงแต่ง。 ใสใจแท้มันไม่มีอะไรเลยนั่นแหละคือว่าไม่มีอะไรที่ไม่หาดูได้นั่เราจึงเรียกว่ามันมีเพราะวามันมีความไม่มีอะไรเลยนะม。 ันมีอยู่。 แต่ไม่ใช่มีแบบนี้。 มันรู้ว่าความไม่มีอะไรเนี่ยมันมีอยู่และความมีอะไรเนี่ยมันมีอยู่ไอความมีอะไรทั้งหมดในกว่าสังขารความไม่มีอะไรทั้งหมดเรียกกูมีสังขารคือความไม่มีอะไรนะรู้อยู่ว่ามันไม่มีอะไรรู้อยู่แต่มันรู้แก่ใจเท่านั้นแหละแต่มันเห็นไม่ได้แต่มันรู。 ้ได้。 ในความไม่มีอะไร。 เพราะฒนาน่ะ。 ท่านบอกอยู่กับรู้อยู่กับใจของเจ้าของแล้วแหละ。 อยู่กับใจของสองไม่มีตัวเราที่เป็นขหน้าไปอยู่กับใจของเจ้าของเป็นใจของเจ้าของเองเป็นใจนั้นเองไม่ใช่ว่ามีตัวเราไปเป็นใจามันไม่รู้จะพูดว่ายังไงใจนั้นน่ะคือให้เป็นใจนะเนี่ยจะบอกเป็นใจก็เดี๋ยวมันจะเอามีตัวเรากันหน้าไปเป็นใจให้อยู่กับใจก็เจ้าของก็จะเอา。 ตัวเราไปอยู่กับใจอีกเอาไอขันหน้าเนี่ยตัวเราเนี่ยสามารถคิดพูดก็ทำอะไรได้เนี่ยก็ไปอยู่กับใจของเจ้าของ。 เอาตัวเราที่เป็น。 หหน้าเนี่ย。 ไม่เป็นใจอีกก็บอกให้อยู่กับใจให้เป็นใจตัวเราที่เป็นขเป็นใจอีก。 ยังไง。 รู้แต่ว่ามันมีธรรมชาติที่เป็นสังขารกับใจที่เป็นสังขารมันอยู่คู่กันอย่างนี้。 แล้วก็ใจตลอดกาลตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงขนาดนิรันดร์ก็เป็นใจที่ไม่หาสังหารได้นิรันดร์แต่มันมีความรู้อยู่ในตัวไม่ใช่ว่าไปไล่ดูอาการไล่ดับอาการนะเพื่อมันมีความรู้ที่ไม่มีมันได้แต่รู้ว่ามีสังขารเกิดขึ้นอยู่ในมันเกิดดับเกิดดับทุกความรู้สึกนึกคิดอา。 รมณ์。 แต่ตัวมันเองอ่ะไม่เคยเกิดไม่เคยดับไม่เคยมีตัวตนไม่เคยมีสุขภาพไม่เคยมีอาการใดๆไม่ถูกไม่ถูกข์ไม่ผ่อ,ง,ใ,ส,ไ,ม,่,เ,ศ,ร,้า,ห,ม,อไม่มีมืด,ไ,ม。 ่ม,ีสว่าง。 ไม่มีอะไรเลยนั้นน่ะมีแต่ความรู้ว่าตัวมันเองอ่ะไม่มี。 แต่ที่มันมีปรากฏการณ์ทั้งหมดมีอาการมีความรู้สึกึกคิดอารมณ์มีป่องใสมีเศร้าองมีสุขมีทุกข์มีวุ่นวายมีนุ่มมีนี่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ในใจตลอดเวลานั่นแหละอันนั้นไม่ใช่ใจใจมันรู้ทุกอย่างไม่ใ。 ช่ใจ。 ไอสนใจนะมันก็รู้ว่าตัวมันน่ะไม่อยากปรุงแต่งได้ไม่อยากคิดแม่ปรุงแต่งได้คิดปรแต่งได้ไม่ใช่ใจเนี่ยไม่ได้เจ้าทั้งหลายน,ะ,ฉ,ันอยู่กันอย่,า。 งนี้แหละ。 อยู่กับใจอ่ะอยู่กับรู้เนี่ย。 ที่ว่าตัวมันเนี่ยไม่อยากคิดแม่ผมแต่งได้ไม่มีอะไรเลยมีแต่ความรู้แต่ที่คิดที่ผมแต่งได้มีความรู้ความเห็,น,ค,ว,า,มเข้,า,ใ,จ,ร,า,ยได้เป็นสัง,ข,า。 รท,ั้งหมด。 สังขารเนี่ย。 มันทำหน้าที่ของมันเนี่ยยึดแล้วเนี่ยเพราะเป็นใจแล้วใจมันอะไรไม่ได้เพราะตัวตนมันไม่มีไงเลยเป็นใจแล้วมันก็เลยไปคิดอ,ะ。 ไรไม่ได้。 ไม่ได้ไปขันห้าเนี่ยมันก็เลยทำหน้าที่ที่สมบูรณ์แล้วถูกต้อง。 โดยที่ไม่มีผู้ประยึดถือทำแต่หน้าที่ผู้ยึดถือไม่มี。 สามีถ้ามีสามีกับภรรยาหรือสิหน้าบริสุทธิ์ไม่ร่วมประเวณีกันก็รู้อาหารได้เพราะอะไรก็มาทำหน้าที่ต่อการไม่มีใจยึดถือ。 แต่คหน้ามาทำหน้าที่ได้แต่ใจที่จะึหรือไม่มี。 ยดถือแล้วนะแต่แต่ถ้ายังเดินไปเดินมาได้พูดคุยได้ทำนู่นทำนี่ได้ยังไม่ตายมันแล้วตัวเดียว。 ใจเนี่ยมันไม่ใช่ว่าเอาตัวเราขันหน้าพยายามไม่ยึดถือแต่มันเป็นธรรมชาติของใจที่ไม่อาจยึดถืออะไรได้เพราะวามันไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างไม่มีเครื่องมืออะไรไม่อาจคิดแม่ปรุงแต่งใดได้มันจะไปยึดถืออะไรไม。 ่ได้。 มันก็มีความรู้อยู่ในตัวมันอย่างนี้。 แล้วมันก็เป็นความไม่มีอะไรอยู่ในใจ。 และความมีก็มีอยู่ว่าไม่มีก็ไม่มีอยู่ตอนนี้ก็มีอยู่ตลอดเวลาผมแตไปตลอดเวลาแต่ความปรุงแต่งมันเกิดดับอยู่ในความไม่。 ปรุงแต่ง。 ความปรุงแตวันแต่งทั้งวันทั้งคืนแต่มันปรุงแต่งเกิดดับอยู่ด้วยความไม่ปรุงแต่ง。 มันมีความไม่่นคงแต่งเป็นฐานใหญ่หรือเป็นที่รองรับที่เกิดระดับของความปรุงแต่งตลอดเวลาความคิดความปรุงแต่งเกิดดับเกิดดับเกิดดับเกิดดับมันเองนะไม่มีใครไปทำเกิดไม่มีใครไปทำดับไม่มีใครไปไล่เกิดอะไร่ดับไม่มีใครไปทำเกิดและไล่ดับไม่มีใครไปทำเกิดและไ。 ล。 ่ดับ。 ไม่มีใครไปทำอะไรหรอกไม่ว่าอาการน่าจะถูกใจไม่ถูกใจ。 ไม่ว่าจะเป็นจิตที่เป็นกุศลกุศลหรือไปกลางๆไม่มีใครไปไปไล่ยึดไม่มีใครไปไล่ละไล่ปล่อยไล่วางหรอกไม่มีใครไปทำเกิดไม่มีใค,ร。 ไปไล่ดับ。 ไม่มีใครไปไล่รู้ไร่ละไล่ปล่อยไล่วางหรอกแต่ได้ความรู้เข้าใจแบบนี้ไอ้ที่เป็นตอนแรกๆที่มาปฏิบัติการก็ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจเรียกว่ามารู้ความเข้าใจและได้ปล่อยวางความหลงไม่ใช่ไล่เอาตัวเราไปปล่อยวางอะไรหรอกไปวางความหลงความโง่ยึดถือนั้นเนี่ยปล่อยวาง。 ไปวางความหลงความโง่ความยึดถือ。 กลายเป็นใจเลย。 แต่สังขารเนี่ยมันก็คงแต่งของมันอยู่。 เป็นหหน้ายังไม่ตายก็เพิกูแต่งอยู่。 จะเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆว่ะ。 มันเปรียบเทียบเห็นภาพพจน์ว่าใจเนี่ยมันเหมือนกับท้องฟ้าที่มันคิดมันปรุงแต่งไม่ได้มันบินไม่ได้มันเคล,ื,่,อ,น,ไ,ห,ว,ไม่ไ,ด้มันมีอา,ร,ม。 ณ์,ไม่ได้。 แต่ท้องฟ้าเนี่ยมันเป็นท้องฟ้าที่เป็นธาตุรู้มันเลยมีเป็นท้องฟ้าที่ว่างเปล่าแต่มันมีความรู้อยู่ในตัวมัน。 ว่าตัวมันจะเป็นท้องฟ้าที่ว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรแล้วก็มีสังขารคือความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ต่างๆเนี่ยเปรียบเหมือนนกที่มันบินอยู่ในท้องฟ้านกที่บินในท้องฟ้าก็เหมือนเปรียบร่างกายเราเนี่ยที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาแล้วนกมันก็มีความคิดอารมณ์ในความคิดอารมณ์ของนกก。 ็คือในความคิดอารมณ์ของเรานี่แหละมันก็มีอยู่ตลอดเวลา。 แต่มันเคลื่อนไหวเกิดดับอยู่ในท้องฟ้าที่กว่างเปล่าคือใจอ่ะเสเหมือนท้องฟ้าที่ว่างเปล่าแต่มันมีความรู้อยู่ในตัวมันเองใจ。 นะเนี่ยไงตลอดเวลาในใจก็คิดไปดิแต่ใจมันน่ะ。 มันก็ไม่มีอะไรตลอดแต่มันมีความรู้ในตัวมันว่ะมันน่ะ。 ความไม่มีอะไรตลอดแต่ให้ความคิดความปรแต่งเหมือนนกที่มีในท้องฟ้าใจเปลี่ยนเหมือนท้องฟ้ามันก็มีอยู่ตลอดนะ。 ด้วยความเข้าใจง่ายๆอย่างนี้ของเราเนี่ยเราพยายามต่ออนลูกศิษย์ของเรานี้。 เราก็พยายามจะเปรียบเทียบเป็นน้ำบ้างเป็นปลามั่งใจและเปรียบเหมือนเป็นน้ำทะเลมาสมุดปลาเนี่ยคือร่างกายเรานี่แหละดีใจของเราเนี่ยเปนเหมือนเป็นปลามันที่มันร่างกายเราเหมือนตัวปลานี่แหละจิตใจก็เหมือนกับปลาที่มันมีความรู้สึกนึคิดอารมณ์ก็กัดกันก็รักกันก็สื。 บพันธุกันก็คือตัวเรานี่แหละ。 แต่ตัวเราเนี่ยที่มันมีความรู้สึกนึคิดอารมณ์เหมือนปลาแต่ปลาเนี่ยมันในใจในตัวของเรามันมีน้ำอยู่คือใจมันมีน้ำ。 เหมือนน้ำทะเลแต่ตัวเราที่เคลื่อนไหวไปมามีความรู้สึกในจิอารมณ์เหมือนปลาไปสิมันทำได้ก็ทำไปแต่ใจมันเป็นน้ำมันเรื่อยไปมันเป็นคนละอย่างกันไม่ใช่เป็นอันเดียวกันอย่าหลงไปเป็นปลาอย่าหลงไปเป็นนกมันก็เป็นฟ้าเป็นน้ำอัตโน。 มัติ。 อย่าพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนอยากตัวเราไปเป็นฟ้าเป็นน้ำกระเสือกกระสนพยายามตัวเราไปเป็นฟ้าเป็นน้ำเป,็,น,ป,ล,า,เ,พ,ร,าะ,ม,ั,น,ดิ้นกระเสื,อ,ก。 กระสนได้。 จะปล่อยวางสังขารปล่อยมันคิดปรุงแต่งไปแต่ใจไม่ปรุงแต่งได้แต่แค่รับรู้รับทราบแค่สำรับทราบ。 นี่แหละพุทธเจ้าที่กับไปยแค่ศตวรับรู้รับทราบเนี่ย。 เธอก็ไม่รู้นพพานเลยจะไม่มีตัวตนในโลกนี้เลยโลกนายต่อไปอยากเข้าใจปุ๊บก็ไม่ผ่านเลย。 แค่นี้จริงๆเจ้าสอนแค่นี้จริงๆตัดกับแค่นี้จริงๆ。 ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะ。 แมแต่เราพูดไปแล้วหลายคนก็ยังเข้าใจผิด。 ถ้าอย่างนั้นเราก็ทำใจมันว่างๆ。 แล้วไม่มีความคิดอะไรเลยเห็นแต่ความว่าคือสร้างขึ้นมาเลยอ่ะ。 สร้างความว่างมาในใจก็ทำใจว่างๆไปเลย。 อาจารย์มันว่าตลอดเวลาเลยไหมเนี่ยมันว่าตลอดเวลาไม่ใช่อาจารย์ดูดิมันว่าตลอดเวลาเห็นเราคิดเราพูดอยู่เนี่ยวามันว่าตลอดเวลาไม่เห็นเห็นว่าใจใจว่าตลอดเวลาตลอดเวลาไม่เห็น。 อย่างนี้มันกลายเป็นไปเป็นนกไปเป็นปลาที่มองเห็นท้องฟ้ากับมองเห็นน้ำแล้วเลยแต่ความว่าตลอดเวลาหลวงตาบอกว่าให้เป็นฟ้าเป็นน้ำแล้วเห็นนกมันดินเห็นปลามันว่าคิดปรแตแต่ผู้เห็นเนี่ยผู้เห็นมันเป็นท้องฟ้ามันเป็นน้ำแต่ปฏิบัติกลับด้านอาจารย์ไม่เชื่ออาจารย์ดูใ。 จว่างตลอดเวลาเลยใจว่างตลอดเวลาอย่างนี้มันแล้วเราพูดอยู่คิดอยู่ได้เห็นไหมเนี่ยไม่เห็นเลยไม่เคยคิดไม่เคยพูดอะไรไม่เชื่อดูอาจารสาบานได้ไม่เคยคิดไม่เคยพูดอะไรเลยมันว่าตลอดเวลาจะดูใจว่าตลอดเวลาเสียงตลอดเวลาเลยเ。 นี่ย。 หยุดนิ่งกับไม่มีอาจารย์มันว่าตลอดเวลาแล้วก็พูดต่ออีก。 คือมันปฏิบัติกลับด้านเลยตัวที่คิดได้พูดได้หมดได้ไม่เห็นไปสร้างมองเห็นใจที่ว่างเปล่ามันเลยเหมือนคนเอาความคิดไว้ในหัวเนี่ยแล้วก็หัวจะตัวเองในตัวเองมองเห็นตัวเองว่างเปล่าแต่ความคิดอยู่ในหัวมองไม่เห็นว่ามันหัวก็ไปด。 ูตัว。 เราก็บอกว่าเฮยไม่เห็นเหรอเนี่ยเราจะเอาความคิดไว้ในหัวนี่เราก็ไม่ดูใจที่่ว่างเปล่าในตัวมันก็เลยเห็นว่าว่าไม่เห็นตัวเองคิดมันต้องเห็นตัวเองเราคิดแต่ใจนะมันว่างเปล่า。 ไม่เข้าใจอยู่นั่นแหละทำไงเห็นตัวเราคิดิดได้จ่ายก็ก็ไม่เห็นตัวเราคิดเห็นแต่ความว่างเปล่าเขาก็เลยตัวเองกลางอากาศแล้วมาดูตัวเองในหัวคิดอยู่ในอากาศในหัวในหัวว่างเปล่าอาจารย์ในหัวมันก็เห็นคิดเลยไม่เห็นว่างเปล่าแต่เขาสร้างตัวเองในอากาศนไอ้คนคิดอยู่ใน。 อ。 า。 ก。 าศ。 ปฏิบัติกับคนไม่รู้เรื่องไม่เป็นมันพูดไม่รู้เรื่องจริงๆทำยังไง。 ก็ตัวเราคิดอยู่ตัวเราคิดๆอยู่ตัวเราทุกๆๆๆแต่งอยู่มันก็รู้อยู่แต่ต้องไปดูทำไมอ่ะไปดูมันไม่เห็นหรอก。 ก็มีคนไปดูมันอ่ะความคิดไม่อยู่ที่คนดูดิไอความคิดไม่อยู่ที่คนดูไม่รู้ว่าทำไมเราก็นั่งคิดอยู่แล้วก็รู้ตัวเรานั่งคิด,อ。 ยู่เนี่ย。 แล้วก็เห็นไอ้ตัวเราที่นั่งคิดมันเป็นปลาเป็นนกไม่ทั้งตัวเลย。 ก็เป็นปลาที่มันคิดได้พูดได้มีอารมณ์ได้เป็นนกคิดได้พูดได้มีอารมณ์ได้แค่นั้นแหละ。 เข้าใจไม่เข้าใจอธิบายละเอียดกลับมาได้ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อโลกประโยชน์ต่อคนอื่นถึงใจ。 อธิบายกลับมาที่เอาว่าไง。 ชัดๆ。 ที่ผ่านมาปฏิบัติกลับได้จริงเจ้าค่ะ。 ไปสร้างความว่างขึ้นมา。 โดยที่ว่า。 ไม่เข้าใจว่า。 อย่างที่หลวงตาบอกก็คือ。 ไม่มีตัวนึงที่กลับไปหรู。 ตั้งตัวนั้นขึ้นมาแล้วก็ว่างๆ。 แล้วเห็นว่าตัวเองก็ไม่เห็นจะคิดอะไร。 แค่รู้ตามอายตนะอะไรอย่างนี้เจ้าค่ะซึ่งมันก็หลอกตัวเอง。 พูดที่ผิดพูดไปเยอะๆจะได้เป็นประโยชน์แต่เด็กรุ่นหลัง。 โดยที่ผิด。 โทหัก。 คือมองย้อนเข้ามามันก็จะเห็นว่าจิตก็ไม่อิสระ。 อะไรขึ้นมาหลงทำ。 ในสิ่งที่。 ไม่ใช่ทำ。 ไม่รู้ตามความจริง。 รู้แล้วก็ไม่สายเกินไปหรอก。 แก้ไข。 ที่ลำพูดมาทั้งหมดก็คือเรานี่แหละเจ้านี่แหละ。 เราเห็นแล้วว่าทั้งในยใจมันปฏิบัติแบบนี้。 หลายคนก็ปฏิบัติแบบนี้。 แล้วก็ส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติแบบนี้。 ผมไม่ได้ปล่อยวางตัวเองเลย。 แต่เอาตัวเองอ่ะไปจับความสบายจับความว่างเปล่า。 เอาตัวเองพยายามไปปล่อยวางอย่างอื่นแต่ไม่ปล่อยวางตัวเอง。 คนทั้งหลายผู้ปฏิบัติในโลกนี้ส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้。 วางคนอื่นวางสิ่งอื่นวางทุกอย่าง。 พยายามเอาตัวเองไปวางอย่างอื่นเพื่อตัวเองสบาย。 อย่างนี้มันยึดถือ。 ไม่ได้สิ้นความยึดถือ。 พยายามไปปฏิบัติให้ตัวเองสบายให้ตัวเองมีความสุขปล่อยวาง。 วันนี้มันปล่อยวางเพื่อตัวเอง。 มันยึดถือเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเลยอันนี้มันยึดถือ。 มันเป็นวิชาเป็นปัญหาเป็นอุปทานแต่ตัวเองยึดมั่นถือมั่น。 มันก็เป็นพบเป็นชาติจะลามรณะเป็นทุกข์โศกเศร้าเสียใจครับแค้นใจปฏิบัติเป็นยังไงข้างบนอยู่ในนีเนี่ยทุกโศกเศร้าเสียใจครับแค้นใจไม่มีที่จบสิ้นหรอกเนี่ยนั่งร้องไห้ก็เพราะว่าวามันปฏิบัติแบบบนอย。 ู่ใน。 บนอยู่ในสงขลาหลงอยู่ในสงขลา。 สังขาลาหลอก。 มันจะพ้นทุกข์มันต้องหลุดจากสังขาร。 รู้จักตัวเองปล่อยวางตัวเองไม่ใช่ตัวเองพยายามปล่อยวางอย่างอื่น。 เราจะปฏิบัติปล่อยวางยังไงก็ตามแต่ปล่อยวาง。 เพื่อตัวเองเราจะพยายามเพียงกระททำยังไงก็ตามแต่เพื่อกระทำเพื่อให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์คือความพ้นทุกข์หรือความสุข。 เราจะเพี้ยนปฏิบัติยังไงก็ตามแต่ปฏิบัติเพื่อตัวเองอ่ะคนทุกข์หรือตัวเองมีความสุขอันนี้ปฏิบัติด้วยกเลสเ,อ,า,ว,ิชาตันหาประทา,น,แ。 ต่ตัวเอง。 เกิดพบชาติชลามณทุกขศเศร้าเสียใจกับแก้นใจไม่มีที่จบสิ้นหาที่ดจบไม่ได้นะแบบนี้。 ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้แหละ。 รู้แล้วแล้วก็วางเสียก็จบลงในปัจจุบันนีนะไม่ต้องไปเสียใจมึงหรอก。 วางหมดกระจกหมดจะเป็นบทเรียนสอนกับคนอื่น。 ไม่ผิดแล้วจะถูกได้ไงคุณเจ้าก็ผิดมาตั้งหกปี。 แล้วมาตัสลุทีหลังจึงมาสอนโลกได้。 เพื่อเป็นครูมาสอนโลก。 จะได้สอนคนอื่นว่าทางนี้เราเดินมาแล้ว。 บรรทุกข์อย่างยิ่งเดินยิ่งทุกขยากลำบากไปเหยียบน้ำไปเรื่อยๆ。 อย่าเดินเลยทางนี้เราเคยเดินไปแล้วเราก็จะบอกคนอื่นทั้งหลายได้。 อยู่กับลำเธอใหม่。 ยาวตัวเราพยายามไปปล่อยวางอย่างอื่นให้ปล่อยวางที่ตัวเรา。 อย่าไปเพี้ยนจะไปกระทำเพื่อตัวเราคนทุกข์เพราะว่าทำไมทำอย่างนี้มันถึงทำให้ถึงเป็นทุกข์มันเป็นวิชาตันหาอุปทาน。 มันเข้าไปสู่วงจรประสิตจจะสมุทบาทวงจรที่ทำให้เกิดทุกข์เกิดการเวียนว่ายตายเกิดมนุย์จบสิ้น。 ต้องดับวิชาตหาอุปทาน。 ไปวางตัวเรา。 หยุดแล้วจบลงในปัจจุบันหยุดการปรุงแต่งหยุดดิ้นลนหยุดแสวงหาหยุดไขวคว้าหยุดหาหนทางแก่ตัวเองหยุดพาตัวเองจะไปเอาอะไรไปได้อะไรไปถึงอะไรเป็นบรรลุอะไร。 หยุดแม้แต่จะพยายามหานพพานพยายามไปเอานพพานมาให้ตัวเองเอาความคน้นทุกข์มาให้ตัวเอง。 สิ้นการแสวงหาผลประโยชน์สิ่งใดให้ตัวเองแม้แต่พระนพพาน。 สิ้นการพยายามที่จะเอาตัวเราไปหาอะไรไปดิ้นรนค้นหาอะไรไปพยายามที่จะออกจากอะไร。 มันก็บรรทุกข์ในปัจจุบันเลย。 แล้วก็พลทุกถาวรตลอดไป。 แค่นี้เอง。 ต้องไปเสียใจกับอดีตทั้งหมดหรอกปล่อยไปเลยทิโยนโครมลงไป。 อดีตทั้งโลกทั้งทำที่ผ่านมาทั้งหมด。 หลังการปฏิบัติที่ผ่านมาทั้งหมดโยนโครมลงไป。 เหลใจที่สิ้นความปรงแต่งโดยสิ้นเชิง。 ไม่มีผู้เดินทาง。 แล้วจะมีเป้าหมายไปที่ไหนจะมีใครไปไหน。 ไม่มีเป้าหมายจะต้องไปไหนไปหาอะไรแล้วจะมีใครเป็นผู้เดินทาง。 สะพาน。 ทางมีอยู่แต่ผู้เดินทางไม่มี。 พยายามพยายามไปดูไปดูไปเห็นไปลากไปปล่อยไปวางทุกบตาย。 จนตายก็ไม่พ้นทุกข์。 ลองพยายามกลับไปไปดูไปดูไปเห็นไปละไปปล่อยไปวางอยู่นั่นแหละทุกช้นทางไม่มีทางบนทุก。 ความพยายามไม่สิ้นสุด。 ทุกขไม่สิ้นสุด。 มันต้องสิ้นสุดความพยายามในปัจจุบันนี้ถึงจะพ้นจากทุกข์。 ความพยายามยังไม่สิ้นสุดความทุกข์ก็ไม่สิ้นสุด。 ถ้ามาสิ้นสุดความพยายามความทุกข์ก็สิ้นสุดลงในปัจจุบัน。 ห้องมันไม่ขึ้นใจมันจะได้ลงไม่พยายามไปจะทำอะไรเป็นอะไร。 เดี๋ยวมันก็ลงไปปรุงแต่งไปคิดไปวิเคราะห์ไปพยายามจะแล้วนะ。 อย่างนี้ความทุกข์ก็ไม่สิ้นสุดเรายังไง。 คันหน้าอยากปรุงแต่งกระปรุงแสงซ้าย。 ธรรมชาตินกมายังอยู่บนท้องฟ้าธรรมชาติของกลางมันยังอยู่ในน้ำในมหาสมุทร。 แต่ใจมันเป็นเหมือนเป็นท้องฟ้าเป็นมหาสมุทรมันก็ไม่ได้ไปต้องไปทำร้ายนกหรือปลา。 มันก็ต้องไม่ไปฆ่าไปกำจัดให้นกหรือเปลามันหายไปจากท้องฟ้าหรือหายไปจากพ่อมหาสมุทร。 เขาคงอยู่ด้วยกัน。 นกก็ยอมยุบคู่กับฟ้าปลาก็ยอมคู่กับน้ำ。 เป็นธรรมชาติที่อยู่คู่กัน。 ยิอาศัยกันเพราะขาดกันก็ต้องตาย。 ปลาขาดน้ำเมื่อไหร่ก็ต้องตาย。 เพราะฉะนั้นธรรมชาติของความปรงแต่งกับธรรมชาติของความไม่ปรงแต่งมันก็เป็นธรรมชาติที่อยู่ด้วยกันยิอาศัยกันจะขาดกันไม่ได้。 สปาขาดน้ำเมื่อไหร่ก็ต้องถึงแก่ความตาย。 ไม่มีใครต้องพยายามไปฆ่าปลาให้ตายเหลือแต่น้ำอย่างเดียว。 มันทำไม่ได้เมื่อมีน้ำทะเลมหาสมุทรอยู่ปลาก็ย่อมมี。 เข้าใจธรรมชาติแบบนี้ก็ไม่ยาก。 ปลาคงปล่อยมันๆไปมีอารมณ์ของมันไปมีการระยาการของมันไปแต่ใจก็เป็นน้ำเลยไปไม่ไปหลงกับปลามาเป็นน้ำ。 ไม่มาลงอาน้ำไปเป็นปลา。 หรือไม่ลงบไม่ลงงนกเอาเป็นฟ้าไม่ลงงกับฟ้าไปเป็นนกมันก็เป็นคนละประเภทการเป็นธรรมคนละประเภท。 สิ่งใดที่มันมีร่างกายมีการพูดมีการคิดมีการนึกมีการปรุงแต่งมีการเคลื่อนไหวได้มันเป็นธรรมชาติของความปร,ุ,ง,แ,ต,่,งเป,็,น,ส,ั,งขารเปรียบม,ั,น,นก。 กับปลา。 แต่ใจมันเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจปรุงแต่งได้เป็นธรรมชาติที่เป็นวิสังขารหรือเป็นอสังกชาติจะเปลี่ยนเป็นฟ้า,ก,ั,บ,น,้ำมั,น,เ,ป,็,น,ธรรมชาติคนล,ะ,ป。 ระ,เภทกัน。 มันไม่ได้เป็นธรรมชาติประเภทเดียวกัน。 แต่มันก็ต้องอยู่ด้วยกัน。 จนถึงวันตายน้ำมันขาดปลาไม่ได้ปลาขาดน้ำไม่ได้น้ำทะเลมันมีที่ไหนน้ำอยู่ที่ไหนมันก็มีปลานั่นแหละ。 ไม่ก็อยู่คู่กันปรา์มก็ขาดน้ำไม่ได้อยู่คู่กันอย่างนี้。 ประขาดกรรมก็ตายทันที。 ปลาขาดน้ำตายทันที。 แต่มันเห็นแต่งไปก็แต่งไปแต่ใจก็เป็นปลาเป็นน้ำเลยไปไม่ลงเป็นนกเป็นปลาก็แค่นั้นแหละก็เป็นทุกขแล้วไม่ใครต้องทุกข์。 ถึงเราพูดอย่างนี้ก็มีความที่ว่าเข้าใจผิดก็ไม่อยู่แค่นั้นแหละคือก็พยายามจะเอานกเอาปลาไปเป็นฟ้าเป็นน้ำให้ได้。 ดิ้นรนกระเสือกกระสนน่าจะให้ตัวเราที่เป็น。 ตัวเราตัวเราที่มันมีความรู้สึกนึกคิดอารมณ์มีรักมีชังได้มีสุขมีทุกข์ได้ตอนนี้มันเป็นนกเป็นปลาเป็นธรรมชาติของมันเป็นอย่างนี้เราต้องยอมรับให้ธรรมชาติมันเป็นอย่างนี้แต่พูดไปทำส่วนใหญ่มันจะพยายามจะดิ้นลนกระเสือกกระสนไอ้นกกับปลาเป็นฟ้ากับน้ำที่เป็นธรร。 มชาติที่เป็นพี่สังขารให้ได้จะพูดยังไงก็ไม่เข้าใจ。 อีกประเทศนึงก็เอาไอ้ตัวเราเนี่ย。 ที่เป็นนกเป็นปลาไปมองเห็นแต่ฟ้ากับน้ำที่เป็นว่างเปล่ามองเห็นแต่ความว่างเปล่าว่างเปล่าว่างเปล่าอย่างเดียวแต่ไม่เห็นตัวเราที่เป็นนกกับปลามันพูดมันคิดไม่หยุดพูดไม่หยุดมีความทุกข์ไม่หยุดในใจอ่ะไม่。 เห็น。 ปฏิบัติลงเอาตัวเราไปเป็นไปเป็นนกเป็นปทำอะไรเป็นเป็นน้ำจะดีลงเป็นนกเป็นป่ากันแหละ。 มันก็เป็นแบบนี้ปฏิบัติ。 พยายามพูดพยายามบอกพยายามสอน。 เข้าใจไหมล่ะเนี่ย。 จะได้ไม่หลงอีกสอนให้คนมีปัญญาที่เอาไว้。 พิจารณาที่จะพ้นทุกข์ด้วยตัวเองไม่ต้องวามันยึดถือลงวงตาหรอกยึดถือไม่ต้องการมันยึดถือเลย。 เอาปัญญาสอนปัญญาบอกปัญญา。 เอาอย่าไปขคิดพิจารณาไม่เข้าใจมันเข้าใจได้ไม่ยากยึถือทุกข์แล้วในปัจจุบันได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร。 หยุดดิ้นรนหยุดค้นหาหยุดแสวงหาหยุดอยากถึงอยากได้อยากเป็นมันก็ไม่ได้เป็นปลาไม่เป็นไปเป็นนกแล้ว。 มันก็เป็นฟ้าเป็นน้ำมันเรื่อยไป。 เหนื่อหยุดดิ้นรนหยุดแสวงหาหยุดไขว่คว้าหยุดหาเหตุผลหยุดพยายามจะหาอะไรแก่ตัวเองแม้จะหยุดพยายามจะหาความส,ุ,ข,หรือผ่านานให,้,แ。 ก่ตัวเอง。 หยุดดิ้นล้นกระเสือกกระสนแล้วมันก็ไม่ไปไม่หลงไปเป็นปลามันเป็นที่มันเคลื่อนไหวได้ล่ะ。 มันก็เป็นน้ำเป็นฟ้าด้วยยอัตโนมัติของมัน。 ธรรมชาติของความไม่ปรุงแต่งความไม่มีอะไรที่ปรุงแต่งเนี่ยมันไปนิรนค้นหามันไม่ได้。 ค้นหาเป็นสังขารหมดลงเป็นสังขารหมด。 ปัจจุบันพระอยู่ดิ้นรน。 ยุดปรุงแสง。 ไม่มีอะไรเลย。 ไม่มีไม่รู้สึกไม่มีแต่ตัวใจ。 ไม่มีความรู้สึกว่าแม้แต่ปลากับบน้ำไม่มีความรู้สึกว่ามีนกกับฟ้าเลย。 ก็หยุดปรุงแต่งแล้วนะ。 ไม่มีแม้แต่นกฟ้าไม่มีแม้แต่ปลาอาบน้ำอยู่ในความหยุดปรุงแต่งแล้ว。 มันเลยไปอีก。 เลยนกกับฟ้าเลยปลากับน้ำอีกนั่นคือความไม่ยึดถือทั้งความมีอยู่และความไม่มีอยู่。 ว่ามีอยู่คือสังขารความไม่มีอยู่คือพี่สังขารที่มันเลยไปอ่ะไม่มีใครเลยไปไม่มีตัวเราเลยไปแต่ความหยุดนั่นแหละ。 หรือความพ้นนั่ะมันเลยไปอีก。 มาเลยทั้งสังขารเลยทั้งที่สังขารคือไม่มีใครยึดทั้งสังขารไม่มีใครยึดทั้งที่สังขาร。 ในนั้นจึงไม่มีปลาและไม่มีฟ้าไม่มีปลาไม่มีนกไม่มีฟ้าไม่มีน้ำ。 ไม่มีทั้งสังขารไม่มีทางที่สังขารไม่มีทั้งวิชาไม่มีทั้งวิชาไม่มีโลกไม่มีทางไม่มีสมมุติไม่มีมุติ。 ไม่มีโลกไม่มีทางไม่มีสัก์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มีไม่มีทั้งสิ่งที่ถูกรู้ไม่มีทั้งผู้รู้。 มันมีแต่ความเงียบ。 ความสงบ。 ความสงัดความไม่มีอะไร。 ความไม่เดือดร้อนอะไรความไม่มีภาระอะไรความไม่มีความหนักใจอะไร。 ไม่มีใครได้อะไรไม่มีใครเสียอะไร。 ไม่มีภาษาเรียกว่าอะไรไม่มีสมมุติบัญญัติอะไร。 ไม่มีการต้องพยายามกระทำอะไรไม่มีการพยายามต้องรู้ละปล่อยวางอะไร。 ไม่มีอะไรอยู่ในมัน。 ไม่มีอะไรอยู่ในมันจริงๆ。 นี่แหละที่พระเจ้าตัดไว้ในมหานพพานสู่。 นพานสูตร。 ภิกษุทั้งหลาย。 สิ่ง。 คำว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นมีอยู่。 เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน。 ไม่มีน้ำไม่มีไฟไม่มีลม。 ไม่ใช่。 อากาศศาจายตนะ。 ไม่ใช่วิญญาณนจยตนะไม่ใช่อากินจรรญายตนะไม่ใช่นวะสัญญาสัญญายตนะไม่ใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกอื่น。 ไม่ใช่ดวงจันทร์。 ไม่ใช่ดวงอาทิตย์。 ภิกษุทั้งหลาย。 ในกรณีอันเกี่ยวกับสิ่ง。 สิ่งนั้น。 เราไม่กล่าวว่ามีการมาไม่กล่าวว่ามีการไป。 ไม่กล่าวว่ามีการหยุด。 ไม่กล่าวว่ามีการจุติ。 คือมีการตายไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น。 สิ่งนั้นได้ตั้งอยู่。 สิ่งนั้นไม่ได้ดับไปและสิ่งนั้นไม่ใช่อารมณ์。 นั่นแหละคือที่สุดแห่งถูก。 นี่แหละสิ่ง。 สิ่งนั้นแหละคือสิ่งที่หลวงตาเพียนนำมา。 บอกมาสอนบัญช้หน้าแก่เราให้ใจของเราเป็นสิ่งนั้น。 ให้สิ่งนั้นเนี่ยเป็นหนึ่งเดียวกับใจของพวกเราทุกคน。 ให้สิ่งนั้นนเป็นหนึ่งเดียวกับใจของพวกท่านทุกท่านลงทั้งเทเทวดาทั้งหลายที่มาฟังธรรม。 ใจเป็นสิ่งสิ่งนั้นเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งนั้นหรือสิ่งนั้นเนี่ยเป็นใจโดยถาวรสิ้นเชิงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปท่านก็พ้นทุกข์โดยถาวรสิ้นเชิงที่ท่านกลนั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข。 นี่คือนพพานสูตร。 เป็นพระสูตรที่พระเจ้าตัดไป。 ฟังท่านไหมรอบ。 ให้เรานี่แหละอ่านเอง。 จายตานัง。 ณวญญาานะยจายตนังนะอากินจยา。 กินยายนันต์วสัญญาสัญญาตนัน。 นายังโลโกนะปละโลโกนะอุโจนะมะสริยาตมะหวะอคติ。 วธมิ。 นะติิงนะ。 ที่ติิง。 ณจุติณปติิง。 อปฏิถัง。 อปวตะปังนาละมัน。 มนะเวนะเมวะปัง。 วันโตทุกสติ。 ภิกษุทั้งหลาย。 สิ่งสิ่งนั้นมีอยู่เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดินไม่มีน้ำไม่มีไฟไม่มีลมไม่ใช่อากาสานนนจายยตนะไม่ใช่วิญญ,า,ณ,น,น,จ,า,ย,ตนะไ,ม่ใช่อากิ,น,จ。 รร,ญายตนะ。 ไม่ใช่นวสัญญาสัญญายตนะ。 ไม่ใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกอื่น。 ไม่ใช่ดวงจันทร์。 หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง。 ภิกษุทั้งหลาย。 ในกรณีอันเกี่ยวกับสิ่งสิ่งนั้นเราไม่กล่าวว่ามีการว่าไม่กล่าวว่ามีการไปไม่กล่าวว่ามีการหยุด。 ไม่กล่าวว่ามีการจุติ。 ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น。 สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่。 สิ่งนั้นมีได้เป็นไป。 และสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์นั่นแหละคือที่สุดแห่งธระ。 สงบ。 สงไปตั้งหลวงปธาตุ。 ไม่มีอะไร。 ไม่เป็นอะไรไม่มีใครเป็นอะไร。 ไม่มีใครไปได้อะไรไม่มีใครเสียอะไร。 การกล่าว่าไม่มีการไปไม่มีผู้ไป。 ไม่มีการมาไม่มีผู้มา。 แล้วไม่มีผู้ทำหยุดไม่มีผู้หยุด。 ไม่มีทั้งการไป。 คือการกริยาจิตที่ดินหล่นที่จะไปไหน。 ไม่มีการปญาจิตติดมา。 ไม่มีการกริยาสิทธิทำหยุด。 ไม่มีการเกิดไม่มีการตายก็คือไม่มีการดไม่มีกริยาการที่เกิดไม่มีอาการอาการที่ดับ。 และไม่ใช่เป็นความว่างที่เป็นอากาศศาอาจะจะชนะเลยไปถึงวิญญาณอาจายชนะกินยาจะชนะว่าสัญญาสัญญาชนะ。 ไม่ใช่เป็นความว่างแบบนั้นเป็นความว่าง。 ที่มันเป็นอากาศไม่ใช่เป็นความว่างที่เป็นอากาศที่หลายคนพยายามไปเป็นความว่างแบบนั้นพยายามปรุงแต่ง。 ในนั้นไม่มีเนื้อที่ไม่มีเหมือนกับเป็นห้องว่างที่บรรจุอะไรไม่ได้。 ไม่อาจจะบรรจุอะไรไม่ได้เลย。 ไม่อาจจะบรรจุโลกดวงดาวดวงจันทร์ดวงอาทิตย์。 ไม่อาจจะบรรจุชาน。 ทั้งหมดที่ท่านกล่าวไว้ในนภานที่สุด。 มันทั้งไม่ใช่ชายเพราะชาทั้งหมดเกิดดับอยู่ในมัน。 ความเกิดดับทั้งหมดเกิดดับเย็นในมันทั้งหมดแต่มันไม่เกิดไม่ดับท่านจะบอกมันทั้งไม่ใช่จุติมันจะไม่ใช่เป็นการเกิด。 คือมันน่ะไม่ได้เกิดไม่ได้ตายมันแต่ความเกิดตายเนี่ยเกินตายอยู่ในมัน。 แต่มันเนี่ยไม่เกิดไม่ตาย。 ท่านใช้คำว่าสิ่ง。 สิ่งนั้นมีอยู่เรียกว่าสิ่ง。 แต่บดีเขาเรียกว่าอะไรไม่รู้แต่ก็แปลมาเป็นภาษาไทยว่าสิ่ง。 แต่สิ่งๆนั้นเนี่ยมันไม่ใช่ไม่มีอยู่มันมีอยู่。 แต่มันมีอยู่ก็จริงแต่มันก็ไม่ใช่ดินไม่ใช่น้ำไม่ใช่ไฟไม่ใช่ลม。 ไม่ใช่รูปประจารานคือไม่ใช่อากาศอากาศนะวิญญาณชนะกินชนะสัญญาชนะ。 ไม่ใช่โลกนี้ไม่ใช่โลกอื่น。 ไม่ใช่ดวงจันทร์ไม่ใช่ดวงอาทิตย์。 ไม่มีการมาไม่มีการไปไม่มีการหยุด。 ไม่มีการเกิดไม่มีการตายไม่มีการเกิด。 สิ่งนั้นไม่ได้ตั้งอยู่และสิ่งนั้นไม่ได้ดับไปไม่ได้เป็นไป。 ทำไม่ได้ตั้งอยู่ทั้งไม่ได้เป็นไป。 และสิ่งนั้นไม่ใช่อารมณ์。 นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์。 องค์ก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร。 จะบอกว่าไอ้นี่ก็ไม่ใช่ไอ้นี่ก็ไม่ใช่ให้นี่ก็ไม่ใช่อันนี้ก็ไม่ใช่。 แต่ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นมันคืออะไรแต่สิ่งนั้นน่ะ。 มันมีอยู่。 แต่มีอยู่กับสิ่งนั้นก็ไม่ใช่มันอันนี้ก็ไม่ใช่มันก็ไม่ใช่มัน。 ธทั้งหมดก็ไม่ใช่ดินน้ำลมไฟก็ไม่ใช่มัน。 ประชาานอรุประชาานก็ไม่ใช่มัน。 โลกดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็ไม่ใช่มัน。 มันต้องไม่มีการมาไม่มีการไปไม่มีการหยุดอยู่ไม่มีการเกิดไม่มีการตาย。 มิได้ตั้งอยู่และก็มิได้เป็นไป。 มันไม่ได้มีการตั้งอยู่ตลอดเวลา。 และมันก็ไม่ใช่ว่า。 มันมิได้เปลี่ยนไปที่จะเปลี่ยนแปลงไป。 สิ่งนั้นไม่ใช่อารมณ์นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกเวลาเขาจะมาพูดกันมันพูดยากมากเลย。 พูดถึงสิ่งที่。 มันไม่รู้จะเรียกว่าอะไร。 มันมีอยู่แต่อะไรไม่ใช่มันหมดเลย。 เวลาพอมาพูดกันมาสอนกันเลยไม่รู้จะเรียกว่าอะไรไม่รู้จะสอนว่ายังไง。 ดีที่สุดคือหยุดเลย。 หยุดปรุงแต่งหยุดดิ้นลนหยุดแสวงหาหยุดไฟคว้าหยุดอยากให้เป็นอะไรทั้งหมดเป็นอะไรไม่ได้มันสักอย่างเดียวไปหามันก็ไม่ได้ไปปลวาก็ไม่ได้ไปหวยหามันก็ไม่ได้เพราะว่า。 ยังไม่รู้เลยมันคืออะไร。 แต่รู้ว่ามีอยู่แต่ไปหามันไม่รู้คืออะไรจะไปหาได้ไง。 ไปหาสิ่งที่ไม่มีอะไรสักอย่างเดียวอะไรที่มีหมดไม่ใช่มันสักอย่าง。 ที่มีเป็นสิ่งที่เกิดดับแต่มันไม่เกิดไม่ดับไม่แตกไม่ทำลาย。 เหมือนเป็นสิ่งที่ไม่มีแต่ความไม่มีเนี่ยมันก็มีอยู่。 กว่าไม่มีเนี่ยมีอยู่จริง。 แต่สิ่งที่มีทั้งหมดไม่ใช่มันเพราะสิ่งที่มีทั้งหมดเนี่ยเป็นสิ่งที่เกิดดับตั้งแต่ทำลายมันจะไม่ใช่ตั้งอ,ย,ู,่,แล้วไม่ใช่เกิ,ด,ไ。 ม่ใช่ดับ。 มีกรณีเดียวเท่านั้นหยุดปรุงแต่ง。 ในใจที่ปรุงแต่ง。 เป็นความคิดสิ้นการปรุงแต่งพยายามทำให้เป็นทำอะไรเป็นอะไร。 สิ้นสุดการดิ้นรนค้นหาแสวงหาอยาถึงอยากรู้อยากเห็นอยากได้อยากเป็น。 อยากที่จะบรรลุอยากที่จะ。 พ้นจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่ง。 สิ้นสุดการปรุงแต่งทั้งหมด。 มันก็ไม่。 ตัวนั่นแหละ。 ไม่ต้องพูดกันอีกมันก็รู้ได้ตัวเอง。 ว่าที่เราปฏิบัติมาทั้งหมดอ่ะมันจะมีการกระทำกระทำกระทำกระทำกระทำดิ้นรนดิ้นรนดิ้นรนกระทำกระทำกระทำดิลดิ้นลนดิ้นงแต่,ง。 ทั้งนั้น。 แล้วสิ่งนั้นมันคือความไม่ปรุงแต่งมันตรงกันข้ามกับความปรุงแต่ง。 ลผมแต่งก็บอกผมแต่งก็จะเป็นความไม่ปรุงแต่งได้ยังไง。 เราก็เข้าใจอยู่แล้วอ่ะเห็นไหมมันถูกหรือผิด。 ก็ยังคงแต่งให้ตายไปก็เลย。 ปัญญาของเจ้าตัวพอจะเข้าใจได้。 เราไม่ได้บอกว่าใครถูกใครผิด。 เราบอกว่าใช้ปัญญาของเราเองเราไม่ได้ว่าใคร。 แต่ใช้ปัญญาที่ว่าถ้าเรายังคงแต่งแล้วเมื่อไหร่เราจะเป็นความไม่ปรุงแต่ง。 เราจะบอกว่าเราจะปรุงแต่งไปจนถึงความไม่ปรุงแต่ง。 เราจะปรุงแต่งไปนี้เดี๋ยวมันก็ไปสิ้นสุดลงตรงที่ความไม่ปรุงแต่ง。 มันก็จะเหมือนคนที่พูดบอกว่าเรายังรวยไม่พอ。 เราก็รวยก่อนเดี๋ยวเรารวยไปเดี๋ยวเรารวยมากๆเราก็หยุดเอง。 เรารวยมากๆแล้วก็หยุดเอง。 มันจะมีไม่ใช่คนที่มันไม่มันไม่รู้จักมันไม่รู้จักพอแล้วมันจะมันจะหยุดได้ไหมมันก็รวยไปก่อนรวยไปก่อนแล้วเดี๋ยวรวยมากแล้วหยุดเองแหละเมื่อไหร่แล้วมันจะหยุด。 เห็นคนรวยตั้งหมื่นล้านแสนล้านอะไรจะสีโลกแข่งกันระดับดับโลกโลกคนละแสนล้านเป็นล้านล้านๆไม่หยุดเลย。 แล้วเมื่อไหร่มันจะหยุด。 คนที่สำหรับผมแต่งไม่เป็นไรหรอกคงแต่งไปแต่งไปแต่งไปไปให้มันที่สุดในความปรุงแต่งแล้วมันก็คือหยุดปรแต่งแล้วมันจะเป็นความไม่ปรุงแต่งเองนั่นค。 ือที่สุด。 ปรุงแต่งไปหยปรุงแต่งตอนไหนปรุงแต่งไปให้หยุดที่หยุดความปรุงแต่งให้ถึงที่สุดของความปรุงแต่งแล้วที่สุดของความปรุงแต,่。 งคืออะไร。 ใช้คำนี้ยังชอบเลย。 ไปหาที่สุดของความร้อน。 ความปรแต่งมาเป็นความร้อน。 เราแต่งมาเป็นความร้อนนั่นแหละที่สุดในทุกที่สุดของความร้อน。 ก็ยังดิ้นรน。 ที่จะจะออกจากคุ้นลนแสวงหาดิ้นรนจะทำอะไรเป็นอะไรดิ้นรนที่จะปฏิบัติอย่างไรทำทำทำทำทำมันก็ร้อนเหมือนกันการเสียดสีดิ้นลนมันยมเป็นความร้อนไปก็ย่อม。 ความพ้นทุกข์เลยแหละ。 มันอยู่ตรงที่สิ้นสุดของความร้อนนั่นแหละ。 ที่สุดของความร้อนอยู่ตรงไหนความบรรทุกอยู่ตรงนั้น。 มานานแล้วอยากร้องร้องไห้ร้องสะใจ。 ไม่ใช่ร้องเพราะความหลง。 ลอง้องสะใจลองมันซทีเดียวต่อไปไม่ต้องร้องอีก。 ไม่ต้องร้องตลอดกาลเป็นอนันตการ。 มันจะได้พ้นทุกข์ที。 มันหลงมานานแล้ว。 เหมือนที่ท่านกล่าวว่าเราหลับมานานมากแล้วหลับคือความหลงเราหลับมานานมากแล้วหลายพบชาติบาทนี้จงเป็นผู้ตื่น。 ท่านจงเป็นผู้ตื่นเธอ。 ท่านหลงหลับไหลมานานมากแล้ว。 จงเป็นผู้เติม。 ตื่นจากความหลงเธอเถอะและเป็นผู้ตื่นตลอดกาล。 ไม่เป็นผู้หลับไหลต่อไปซึ่ง。 ความหลากไหลสิ้นความหลงเพื่อสิ้นตัวตน。 ที่สุดของความร้อน。 ก็คือความเย็นนั้นเอง。 ความสงบเย็น。 เตสังปสมโมสุโข。 ผู้ใดระงับหรือดับความปรุงแต่งจะได้。 ผู้นั้นจะถึงซึ่งความสุขอย่างยิ่งนี่แหละคือพระนพพาน。 ถ้ายังปรุงแต่งปรุงแต่งปรุงแต่งอยู่มันก็เหมือนกับ。 มีความดิ้นรนกระเสือกกระสน。 มันก็มีแต่ความเล่า่าร้อนเล่าร้อนยิ่งดิ้นมากก็ยิ่งกระเสือกกระสนมากยิ่งร้อนมากทุกข์มาก。 ดิ้นไปจะไปหาความเป็นที่สุดไปตรงไหนอ่ะ。 ที่สุดของความดิ้นรนอยู่ตรงไหนอ่ะ。 จะบอกว่าที่ลกระเสือกกระสนไปให้ถึงที่สิ้นสุด。 แล้วที่สิ้นสุดของความดิ้นรนกระเสือกกระสนมันอยู่ตรงไหนอ่ะ。 ที่สุดของความที่สิ้นสุดของความดิ้นรนกระเสือกกระสนมันก็ต้องหยุดอยู่ที่อะไร。 จุดสูงสุดมตรงอยู่ที่จุดดิ้นรนกระเสือกกระสลนั่นแหละ。 นั่นคือจุดสูงสุดของความดิ้นรนกระเสือกกระสน。 จุดสูงสุดไม่คือจุดที่หยุดดิ้นรนกระเสือกกระสุนนั่นแหละ。 ยิ่งดิลนเกเสือกกระสลก็ยังมีความทุกข์ความเล่าร้อนในใจ。 แล้วก็ยิ่งดิ้นลนก็ก็หนักก็หนักก็มันก็ยิ่งร้อนก็ร้อนก็แล้วสิ้นสุดของความร้อนอยู่ตรงไหนจุสูงสุดของคว,า,ม,ร,้,อ,น,ต,รงไห,นสิ้นสุดข,อ,ง。 คว,ามร้อน。 จุดที่สิ้นสุดของความร้อนก็คือความเย็น。 คือความจุยุดย้นลนกระเสือกกระสนยังไง。 ความเย็นนั่นแหละคือความสงบ。 ความสงบนัคือความร่มเย็น。 ณัติสันติพลังสุขขังสุขใดเล่าจะเหนือกว่าใจที่สงบ。 จากความปรุงแต่งคิดถือเป็นไม่มี。 สิ้นสุดการปรุงแต่งแล้วใจก็สงบแล้ว。 ใจที่สงบนั่นแหละเป็นสุขอย่างยิ่งหรือเรียกว่ายิ่งกว่าสุข。 ไม่ใช่เป็นความสุขเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวทุกขทุกขสุขเดี๋ยวทุกข์สลับกันไปเพราะความยึด。 แต่นี่มันพ้นสุขพ้นทุกข์ไปเลยมันจะยิ่งกว่าสุขเหนือกว่าสุขทุกข์เขาจึงเรียกว่าเป็นสุขอย่างยิ่ง。 ไม่ใช่เป็นอารมณ์สุขที่ชาวโลกเข้าไปยึดถือกันนั้นเป็นความสุขปูกโลกเบาสบายใจว่างๆเป็นสุขอันนั้นคือมัน。 สุดิบๆไปยึดได้เป็นประยึดถือไว้แล้วก็สุขก็ดิบก็สุขก็ดิบ。 แต่นี่มันพ้นไปเลย。 ความยึดมั่นถือมั่นพความดิ่นความปรุงแต่งไปเลยมันพ้นทุกขพ้นทุกข์ไปเลยไม่ยึดถืออะไรเลย。 ไม่เอาอะไรเลยไม่เป็นอะไรเลยอยู่กับความไม่มีไม่เป็นที่ท่านว่าอยู่กับความไม่มีอะไรไม่เป็นอะไรเลย。 ใจมันก็เลยสงบ。 ความสงบนี่แหละเป็นสุขอย่างยิ่งเป็นสุขอย่างยิ่งคือมันเป็นความสุขที่เหนือสุขเหนือทุกข์ไม่ต้องสุขทั้งทุกข์ไม่ใช่เป็นอารมณ์แต่มันพ้นอารมณ์ทั้งมวลไปเลย。 ถึงไม่มีความสุข์ใดๆอีกเลยนั่นแหละถึงเรียกว่าเป็นสุขอย่างยิ่งแต่ไม่ใช่ว่าสุขที่คนไปจับอารมณ์โป่งโล่งเบาสบายเป็นอารมณ์สุขไม่ใช่อันนั้นคือมันเป็นชาวโลก。 แต่คนปฏิบัติทั้งหลายส่วนใหญ่เกิดแบบเกินครึ่งปฏิบัติไปยึดถืออารมณ์สุขลงลงเบาสบายยถือใจนิ่งๆอันนั้นมันยึดถือมันจะเป็,น。 ปรุงแต่ง。 ยังไม่สิ้นปรุงแต่งยึดถือ。 อันนี้มันอยู่กับความสิ้นความปรุงแต่งยึดถือไม่ยึดถืออะไรเลยไม่เอาอะไรเลยไม่เป็นอะไรเลย。 แต่ขันห้าก็ใช้มันเพื่อทำประโยชน์。 คนที่เราอยู่ใกล้ประโยชน์ต้นประโยชน์ท่านประพุทธศาสนาจนกว่าถ้าาตฐานจะแตกดับไปใจที่สิ้นเชื่อถือแล้วมันก็หายตัวไปเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างเปล่าของธรรมชาติ。 จิตวิญญาณก็ดับไฟเหมือนดั่งเปลวไฟที่กินเชอหรือเหมือนดั่งเปลวไฟเทียนที่ถูกเป่าดับไฟ。 ไร้ตัวตนไร้ร่องรอย。 เหมือนนกบินไปท้องฟ้ายม。 ไม่ปรากฏร่องรอยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ท้องฟ้าต่อไปมันหายไปอย่างไร้ร่องรอย。 ธรรมชาติธรรมะก็อยู่แค่นี้แหละที่อยากจะมาบอกพวกเรามาสอนพวกเรามาชในพวกเราไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไรหรอก。 เข้าใจไหมล่ะ。 ไปกลับไปหลงอีกนะนะตอนนี้เป็นต้นไปอ่ะ。 หวังว่าไม่ลงงอีกแล้ว。 ไปลงแล้ว。 อยู่ประโยชน์ตนก็จบสิ้น。 ส่วนกันน้ำอย่าปรุงแต่งยังไงก็ปรแต่ปลปรุงแตเป็นนกกับเป็นปลาไห่ายไปเถอะบินไปเถอะ。 จะเป็นยังไงจะว่าเป็นยังไงจ้างของมันเนอะไม่เกี่ยวกับใจที่ไม่ปรุงแต่งมันคนละเรื่องกัน。 อย่าหลงไปเป็นนกไปเป็นปลา。 ปล่อยมันบินไปไหว้ไปมันอย่างนั้นเนี่ยเรื่องของเป็นเรื่องธรรมชาติของมันไม่เกี่ยวกับใจที่ไม่ตรงแตก。 ให้คนทุกข์าวันเชิงตลอดกาลทำประโยชน์ต้นประโยชน์ท่านให้ถึงที่สุดในการสิ้นอายุจัยตามเหตุตามสมควรแกปัจจัย。 จงเป็นผู้ตื่นจากความหลงไม่กลับไปหลงอีกต่อไปนะแบบนี้。 บนทุกปีบนทุกปี。 สาธสาธ。