这次佛法讲座的重点在于理解“心”和“行”(ปรุงแต่ง,即被造作之物)的本质,其核心是意识到,一切事物都从“空无”中产生,又回归到“空无”。 讲者一开始指出,任何在我们的心中流动的东西,都像是拥有一个“心”,但实际上,一切都来源于“空无”。把这些事物称为“心”或任何其他名称,都只是假设性的定义。重要的是要认识到,在心中发生的各种状态,无论是快乐、痛苦、平静还是混乱,都仅仅是“状态”,它们从“空无”中产生,然后又消失。 当我们看到一切都是“行”,是被造作之物时,我们不会去执着或对它做任何事情。我们只是观察到,它根据自然规律而产生、存在和消失。它从空无中产生,又回归到空无。 讲者解释说,“自然”或“真法”就是“空无”。任何事物的出现,都只是从空无中产生而已,没有任何事物可以永恒存在,因为一切事物都必然会发生变化(无常)。特别是当身心(五蕴,即色、受、想、行、识)运作时,必然会不断地产生各种状态。 当内在的六根(眼、耳、鼻、舌、身、意)与外在的六尘(色、声、香、味、触、法)相互作用时,识(认知)就会产生,并传递给受(感受,即快乐、痛苦或不苦不乐)。然后传递给想(记忆和识别),再传递给行(思想造作)。这个过程快速而持续地发生和消失。 “行”就是连接每个记忆图像(想)的思想造作,使我们能够感知到一个连续的故事。 我们之所以认为事物是肮脏的、令人厌恶的,是因为通过认知(识)产生的感受(受)传递给想和行,从而产生各种各样的造作。 整个过程都是自然发生的,是内外六根相互作用的结果,最终又回归到空无。 在修行中,我们仅仅是观察到,任何发生的事情,都来自于空无。我们不必给它命名,只需看到,它从空无中产生,并且它不是空无。 这种知识存在于心中,是与心相伴的知识,是从五蕴和六根在每个瞬间相互作用中产生的知识。当思想造作产生时,要知道它从空无中产生,然后又消失。 心就是空无,而空无知道它自身是空无。出现的事物不是空无,而空无知道出现的事物是在空无中产生,然后消失在空无之中。 我们什么也没做。我们的心是空无。不是我们使心成为空无,而是我们的心本来就是空无。以这样的观点来看待,所有的“有”都从“无”中产生,而“无”知道它自己是“无”,出现的事物不是“无”。 从空无(行)中产生的事物,没有人可以执着它,也没有人可以执着空无,因为空无没有本体可以执着。甚至试图执着空无的努力,也不是空无。 试图执着空无的努力是一种“行”,但“空无”会立即意识到,这个努力是“行”。 没有人可以抓住“空无”,因为可以抓住的事物必然是“有”。但当到达作为“空无”的“心”时,就会看到试图抓住的努力是“有”,因此不会迷失在“有”中,而是回到“空无”。 这种知识坚定地存在于心中,使我们不会迷失在思想或世界上的任何事物中。一切都是“有”,但“心”是“空无”。没有人执着“有”,也没有人执着“无”。“有”的本质是按照适当的因缘条件来使用,不违反道德、不违反法律、符合时宜,并且对自身和他人有益,直到生命终结。 “安住于空无”不是让一个“我”去安住,而是让“心”直接成为“空无”,没有“我”,什么都没有。并且没有从“空无”中产生任何“行”。 一切事物都是“空无”。当任何思想或造作产生时,都仅仅是从“空无”中产生而已。 这种知识和见解永远存在于心中,是不需要依赖任何事物的知识和见解,是真实的知识和见解。 这次佛法讲座的目的是教导听众安住于这种真实知识,而不需要依赖任何事物。这是最短暂的修行方法:就是什么都不做,什么都不修行,那才是最高的修行。 不试图修行任何事物,并不是什么都不做,而是始终觉知自己的心,知道自己没有偷偷地修行任何事物。那就是进入“空无”。 放下,不是什么都不知道,而是知道,我们的心已经全部放下了,没有偷偷地执着,或偷偷地在心中做任何事。始终知道放下就是不造作。“空无”被称为“放下”。 放下就是不执着任何事物,只是知道。并不意味着什么都不知道,而是知道我们的心已经全部放下了,没有执着任何事物。 重要的是要改变我们心中的思想、见解和理解,而不是仅仅听听而不理解。 这种最短暂的修行方法,需要一位精通于心的老师来指导,因为很容易误入歧途。 误入歧途的人,常常会执着于空、静止、漠然,而没有看到造作从不造作中产生,或者有从无中产生。 斯陀含圣者看到,任何从空无中产生的事物都会消失,没有什么可以执着(ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ)。 佛陀第一次说法,为了五比丘,使阿若憍陈如证得法眼(Dharma Eye)。那个让他证悟的法,就是任何事物只要有生起为必然,则必有灭去为必然。没有什么可以执着,因为没有什么是不变的,没有什么是有本体,是精髓。如果有人看到这一点,就可以去除身见(认为有“我”的错误见解),证得斯陀含果位。 但是佛陀继续宣讲《无我相经》(Anattalakkhana Sutta),使五比丘理解到,所有的“有”,所有的“造作”,都从“不造作”中产生。所有的“有”,都从“无”中产生。看到不生不灭,在生灭之中。看到生灭,从不生不灭中产生。在“有”之中,看到“空无”;或者看到“有”,从“无”中产生,又回归到“无”。 谁能在“有”中看到“无”,在“生灭”中看到“不生不灭”,谁就能止息痛苦。阿罗汉就是这样看待的。 斯陀含圣者专注于看到“行”的生灭,但阿罗汉看到整体,看到更高层次的,即看到“行”的生灭从“无”中产生,然后又消失在“无”中。 好比斯陀含圣者站在那里观看天空,只看到闪电、雷声、雷击,认为这些都是个别发生的事情然后消失了,这是很正常的。但是阿罗汉观看整体,认为没有闪电、没有雷击、什么都没有,一切回归空无。 真理有两种:所有从空无中产生的“行”,然后又回归到空无,无论是身体还是心灵,都像闪电、雷声、雷击一样,从无中产生,然后又回归到无;而“空无”就是一直存在的自然状态,就像空旷的天空一样。 我们不执着于像闪电、雷声、雷击一样,是会发生和消失变化的行 (身体),也不执着于我们内在的、不生不灭、什么都没有的本质。在我们的内在,既有“行”(身体),是会发生和消失变化的,也有“心”(受、想、行、识),是会发生和消失变化的。但是“行”的生灭和“心”的生灭,都是在空无中发生,然后回归到空无,是一种共存的自然状态。 要清楚地看到身体的“行”是不恒常的,就要观察呼吸。因为呼吸是风元素,它造作身体使之能够存活。如果没有呼吸,就会立即死亡。因此,观察呼吸会看到,它在空无之中,不断地生灭和变化。 任何能够运动和生灭的自然,必然是在不生不灭、空无之中运动和生灭。 好比手可以在空中挥动,因为有空间可以运动。如果把手塞进水泥柱里,就无法挥动,因为没有空间。 呼吸也是一样。之所以能够呼吸,是因为我们体内有空隙。如果没有空隙,就无法呼吸。 呼吸被称为身行(Kaya-Sankhara), 是身体的造作,会生灭,可以被造作,因为它的生灭就在空性之中。在我们体内有空性,所以呼吸才能运动变化。 语行(Vacisankhara,说话)也是如此。如果没有嘴巴周围的空间,就说不了话。嘴巴之所以能张开、能说话,是因为有空隙。 因此,任何能够生灭和变化的事物,都必然有空隙,必然在空性中生灭。 心行(Citta Sankhara,想法、感受、情绪),是心灵的造作,维持心的生命。我们不需要帮助它思考,它必然会思考,因为它就是用来造作生命的。 想法能够生灭,就必然在空性中生灭,或者在“空无”中生灭。 因此身行,语行,心行,所有的造作,都是在空无之中生灭,最后又回归到空无。 而且,空无是无法造作然后去执着的,因为空无本身没有主体可以去执着,所以就会终止执着,因此就能解脱痛苦。 “解脱痛苦”,不是某个人到达了那里,而是因为“空无”没有主体可以执着,所以就不会有烦恼,就不会有痛苦。 --- 翻译以下佛法讲座为中文,要求: 1. 完整翻译为中文,不要包含泰语 2. 不遗漏内容 3. 原文一行行字幕的格式,请根据意思,整合输出成段落文章的形式,且保持语言通顺! เราจะเอาความรู้ความเห็นในใจเราออกมาพยายามมาตีแผลเพื่อเข้าใจนะจริงๆมากเลย。 อะไรก็ตามในใจเรานะที่มันกระดุกกระดิกได้เลยนะ。 ไปพูดภาษาว่ามันมีใจได้เลยมันเหมือนกับมันมีตัวจิตตัวใจถ้าเราไม่พูดภาษาสมมุติก็รู้จะพูดว่ายังไง。 ว่าอะไรก็ตามที่มันในตัวเราเนี่ยบอกว่าใจเดี๋ยวมันก็มีตัวใจมีห้องมีอะไรเราไม่อยากจะพูดอะไรเลยจริงๆอ่ะมันมาจากความไม่มี。 เอาก็ไม่มีอะไรเลยดีกว่าไปพูดชื่อมันก็ลำบากก็ได้ไม่ว่าจะเรียกว่าบังคับพยายามพยายามเรียกเรียกมันมีอาไรก็ตาม。 มีอาการปลูกโรคเบาสบายนิ่งเฉสงบวการอาการอย่างนี้ขอให้เป็นอาการริยาเป็นอาการแล้วแต่ว่าชื่อสมมุติมันเยอะมากเลยอ่ะให้รู้มันเป็นของที่ไม่มีอะไรเลยแล้วก็มีขึ้นมาในใจเราเนี่ยจะไม่มีอะไรเลยแล้วก็มีขึ。 ้นมา。 เราเห็นวามันเป็นสังหารหมดเลยไม่ทำอะไรกับมันเลยนะเราลงไปทำอะไรกับมันเนี่ยเรากลายเป็นหลงสังขารเลยแต่เราไปทำอะไรกับมันเนี่ยเราก็เห็นวามันสังหารตัวเองดับเองดับเองเกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไรแล้วก็ดับไปสู่ความไม่มี。 อะไร。 อยู่อย่างนี้。 อ่ะว่าจะเรียชื่ออะไรไม่มีอะไรมีห้องมีดวงมีถูกมีทุกข์มันเลยมีความไม่มีอะไรไม่มีอะไรเรียกว่าใจเรียกว่าจิเดิมแท้เรียกว่าถ้าารู้เรียกว่าธรรมชาติเรียกว่าทำแท้。 เนี่ย。 ทำแทคือความไม่มีอะไรเลยแล้วก็อยู่ก็มีอะไรเกิดขึ้นมามีอะไรเกิดขึ้นมานะไม่มีอะไรหรอกที่จะไม่มีอะไรไม่มีโอกาสที่จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมายังไม่ตาย。 หน้าลูกเป็นขนาดสัญญาวิญญาณมันก็ต้องมีอาการอะไรเกิดขึ้นมาทำงานตลอดเวลา。 ไปกระทบรูปวิญญาณอาฐานในก็เริ่มทำงานและไปรับรู้รูปแล้วส่งต่อเวทนาสัญญาสังหารอีกสามขันก็ต้องจำได้ไหมรู้ว่าถูกใจไม่ถูกใจจำได้ไหมรู้อะไรเป็นอะไรเป็นใครกันแน่แล้วก็สังขารคิดคนที่เป็นภรรยาของคนที่คนนี้เป็นสามีคนนี้คนนี้เป็นลูกของคนที่คนนี้เป็นภรรยาคนน。 ี้คนนี้เป็นพ่อเป็นแม่ของคนนี้คนนี้ทำงานที่นี่ที่นั่นเคยเจอหลายครั้งแล้วมันก็ต้องรู้แบบนี้เข้าใจทันที。 เป็นชีวิตธรรมชาติ。 ตามปกติ。 แต่ชีวิตตามธรรมชาติปกติเนี่ยคือการรับรู้การใจไม่ต้องรู้อะไรเป็นอะไรกำกินปลาอยู่ก็สมสมปลาไก่อะไรก็ต้องรู้เนี่ยรู้อะไ,ร。 เป็นอะไร。 ที่รู้ว่าวิญญาณไปรับรู้ตาใจเพราะวิญญาณมันไปรับดับแรกไปรับรู้ก่อนวิญไปรับรู้จไกใจมันเกิดวิญญาณก่อนไปบแล้วมันก็ถูกใจไม่ถูกใจไปต่างๆเป็นเวทนาเกิดขึ้นก็ถูกใจก็ถนะไม่ถูกใจก็ถทนาหรือวามันไม่ถึงขั้นถูกใจไม่ถูกใจก็ไปทุกขกรรมสุขเวทนาแล้วก็ส่งต่อสัญญาจำได。 ้ไหมรู้อะไรเป็นอะไรที่เป็นใคร。 นี่เป็นคนเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นตัวเป็นตนเป็นอะไรก็แล้วแต่วามันจะปรุงสมมุติว่าเป็นอะไร。 แล้วก็。 ส่งต่อสังขารคือความคิดคิดเป็นอะไรไอ้นั่นเป็นอะไรความจำได้นะสัญญามันเหมือนแค่ภาพถ่าย。 รับรู้ปุ๊บมันก็รับรู้วามันรับรู้เป็นภาพถ่ายแต่มันส่งต่อสังขารเนี่ยคือภาพถ่ายแต่ละใบมันมาต่อๆกันเลยรับรู้เป็นเร。 ื่องเวลา。 นี่คือสังขารธรรมชาติแบบนี้。 ถูกใจไม่ถูกใจเป็นต่างางๆถูกใจไม่ถูกใจไม่บอกไม่พอใจไม่พอใจจริงๆจังนะคือเนี่ยเราเข้าไปอาดเพราะมันอาดมันถ,ู,กใจมัน,เ,ก,ิ,ด,ข,ึ,้,นทันทีเลยขึ,้。 นมาสะอาด。 ปุ๊บหนอนแมลงสาบหนูวิ่งกว่าไขวเลยแมลงวันเต็มไปหมดเลย。 จะเป็นนานได้ยังไงมันก็เกิดเลยในการเห็น。 หนอนแมลงสาบทั้งวันไปหมดเลยอ่ะอุจจาระลาไปหมดเลยทั้งจจาระหมาอุจจาระคนแล้วเป็นไงก็เห็นแล้วเป็นไงไปนานก็เรียบร้อยก็เกิดนะแต่มันเกิดขึ้นเองเป็นธรรมชาติ。 แล้วก็จำได้ว่ามีอะไรเป็นอะไรเป็นเป็นภาพถ่ายจำความจำเหมือนภาพถ่ายทีละภาพทีละภาพแล้วก็สังขารคือเอาภาพภาประต่อติดประต่อกันต่อเนื่องกันมันก็เลยรู้เป็นเรื่องเป็นราววันนี้เป็นภรรยาคนนี้คนนี้เป็นสามีคนนี้คนนี้ชื่อนี้วันนี้จำได้เจอกันหลายครั้งคือขาคือ。 ช。 ี。 ว。 ิต。 แล้วก็รับรู้ใหม่อีกจมูกตอนนี้ต่างกายใหม่ให้ได้รับรู้แล้วก็ดับไฟรับรู้แล้วก็ดับไปวิญญาณรับรู้แล้วก็ดับไปส่งต่อเวทนาเวทนาก็ดับไปส่งต่อสัญญาสัญญาก็ดับไปส่งต่อสังขาสาขาก็ดับไฟ。 วิญญาณพอรับรู้ต่างๆเสร็จปุ๊บมันเกิดเป็นทนาวิยณที่รับรู้ต่างๆก็ดับไปวิญญาณมันก็มาเกิดใหม่รับรู้เวทนาวิญญาณรับรู้เวทนาเสร็จมาก็ดับไปวิญาณก็ดับไปส่งต่อสัญญาวิญญาณตัวใหม่ก็มารับรู้สัญญาสัญญาก็ดับไปญาที่รับรู้สัญญาก็ดับไปวิยาที่รับรู้ปแบบภาพถ่ายก็ดับ。 ไปก็ไปรับรู้วิญญาณที่รับรู้ปแบบภาพติดประต่อการเรียกว่าวีดีโอ。 ติดต่อเหมือนเป็นวีดีโอแล้วก็วิญญาณตัวใหม่ก็มารับรู้วีดีโอนั้นแล้วก็ดับไปหมดทั้งวีดีโอและวิญญาณนั้นวิญญาณตัวใหม่ก็มารับรู้ทั้งทั้งใหม่ทั้งตาทั้งทั้งกายทั้งใจใหม่อีกมารับใช้ใหม่ก็ส่งต่อเวนะตัวใหม่วิญญาณตัวเก่าก็ดับไปแล้วก็เกิดวิญญาณตัวใหม่มารับรู้。 ไปทนาแล้วนะ。 กับวิญญาณนักกระดับไปแล้วก็ส่งต่อสัญญาแล้วก็วิญญาณตัวใหม่ก็มารับรู้วิญญาณนะคะเนี่ยก็มารับรู้สัญญาต,ั,ว,ใ,ห,ม,่,ร,ั,บ,รู,้,เ,หมือนภาพถ,่,า。 ยต,ัวใหม่。 แล้วก็ภาพถ่ายสัญญาและให้กระดับไปแล้วก็ระาตัวใหม่มารับรู้สังขารเหมือนรับรู้วีดีโอดีดับไปแล้วก็ใหม่รับรู้หมุนอย่。 างนี้ดับ。 กระบวนการของชีวิตที่แบบนี้ลูกเป็นสัญญาสังการวิจัยการกระบวนการทำงานเนี่ยของธขันอายตนะเนี่ยมันเป็นกระบวนการทำงานตามธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นมาจากการกระทบการของอายตนะภายในกับภายนอก。 แล้วมันก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาภายในภายในเรียกว่าต้องเรียกว่าใจอยู่ดีมันจะเรียกว่าอะไรใจมันเกิดขึ้นมาในใจคือความไม่มีอะไรแล้วมันก็ดับกลับขึ้นไปสู่ความไม่มีอะไร。 เวลาเราปฏิบัติแล้วก็ปฏิบัติของเราง่ายๆแล้วก็เห็นว่า。 อะไรก็ตามที่มันก็ุขึ้นมาได้มามันจะไม่มีแล้วมันมีขึ้นมาเราไม่เรียกว่าเป็นอะไรเลยเราไม่เรียกว่านี้เป็นเป็นสัไม่เรียกว่านี้เป็นเกังกพอใจไม่พอใจเรียกแต่เราเห็นวามันขึ้นอะไรก็ที่มันมันไหวขึ้นมาจากความไม่มีแล้วมันมีขึ。 ้นมา。 เราไม่เรียกมันคือสังขารหรือเรียกอะไร。 แต่เราเห็นว่าไอ้ที่มันขึ้นมาเนี่ย。 มันไม่ใช่ความไม่มี。 ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร。 ความรู้ของเราอย่างนี้。 มันเป็นความรู้อยู่ในใจเราไม่ใช่ว่าความรู้ที่เราเป็นเพ่งจ้องมันไว้。 แต่มันเป็นความรู้ออกมาจากใจของเรา。 มันเป็นความรู้คู่กับใจเลย。 มันเป็นความรู้คู่กับใจ。 วันนี้。 ขึ้นมาได้。 จากการทำงานของภาคขันในยตนะที่กระทบกันแต่ละขณะนี้และมีอาการไหวกันกกมีการมีการไหวตัวมีความคิดปรแต่งอาการเป็น。 อะไรล่ะอาการอ่ะ。 จะไม่มีแล้วมีขึ้นมาแล้วกัน。 มันก็รู้อยู่ตลอดเวลาอ่ะรู้จะว่ามีตัวเราไม่รู้หรอกแต่มันรู้ออกมาจากใจอ่ะ。 ลูกออกมาจากใจว่าไอ้เนี่ย。 มันคือความมี。 แล้วใจเนี่ยมันไม่ใช่มีตัวใจนะคือความไม่มีก็คือความไม่มีรู้ว่าไอ้เนี่ยคือความมีมันไม่ใช่ความไม่มีแล้วก็ก็รู้ว่าไอ้ความไม่มีมันคือไม่มีอะไรแต่ความมีก็รู้ว่าไอ้ความมีมันเกิดขึ้นมาในความไม่มีแล้วก็ดับหายไปในความไม่มีแล้วก็มีขึ้นมาใหม่ในความไม่มีแล้ว。 ก็ดับหายไปในความไม่มีก็เห็นอย่างนี้เราไม่ได้ทำอะไรหรอก。 ใจเราเลยความไม่มี。 แต่ไม่ใช่ว่าเอาตัวเราทำให้ตัวเราเป็นความไม่มีแต่ใจของเราเป็นความไม่มีด้วยความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าความมีทั้งหมดมันเกิดขึ้นมาจากความไม่มีและความไม่มีนะมันรู้ตัวมันเป็นความไม่มีไอ้ที่มีขึ้นมาเนี่ยไม่ใช่ความไม่มี。 ไอ้ความที่มันมีขึ้นมาจากความไม่มีภาษาสมมุติเขาเรียกว่าสังขาร。 จะไม่มีใครไปยึด。 ไอ้สิ่งที่มันเกิดขึ้นมาจากความไม่มี。 แล้วก็ไม่มีใครไปยึดไอความไม่มี。 เหตุใดเราจึงไม่มีใครไปยึดความไม่มีก็เพราะว่า。 ไอ้ความไม่มีอ่ะมันไม่มีตัวไปยึด。 เพราะมันรู้อยู่ตลอดเวลาวามันคือความไม่มี。 แล้วยังมีคนดทุลังความไม่มีความความไม่มี。 ไอการที่จะยึได้มันก็ต้องขึ้นมาจากความไม่มีมาจากความไม่มีแม้แต่ความพยายามจะไปยึดมันก็ความความไม่มีความพยายามจะไปยึด,ม,ั,นมันก็ไม่ใช่,ค。 วามไม่มี。 อยากจะไปยึดความไม่มี。 ไอความไม่มีมันก็รู้ทันทีเลยว่ามึงอ่ะเป็นสังขารแต่กูคือความไม่มี。 ว่าตัวเรานะภาษาพูดง่ายๆหมด。 กูคือความไม่มีแต่มึงกูมึงความเป็นความมีปรแต่งอะไรคุณค่าความหมายไปไม่มีใครพยายามยืมความไม่มีไว้มันมีค่าใจเพราะว่า。 ให้ผู้อะไรมีค่าต่อใจมันเป็นความมีซะแต่เมื่อไปถึงใจที่มันเนี่ยความไม่มีซะแล้วมันก็เห็นว่าความพยายามจะคือความมีมันก็ไม่หลงไปความมีนะกลับมาดีความไม่มี。 ความรู้ของเราได้ยนพื้นอยู่ในใจความเห็นอย่างนี้。 ก็ไม่มีใครหลงไปคิดอะไรที่มีไฟในโลกนี้ก็เป็นของมีไป。 แต่ใจความไม่มีทุกอย่างนี้ก็มีไฟแต่ใจเป็นความไม่มี。 ไม่มีใครยึดถือความมีและไม่มีใครยถือความไม่มีธรรมชาติของความมีก็ใช้ไปตามเหตุตามปัจจัยที่สมควรไม่ผิดไม่ผิดตามไม่ผิดกฎหมายถูกการละเทศะโอกาสสถานที่ตามความรู้ความสามารถประโยชน์ประโยชน์ท่านกว่าชีวิตเราจะแตกกลับไป。 มันก็เลยเป็นความไม่มีเราจะพูดว่า。 ไปอยู่กับความไม่มีมันจะกลายเป็นคนไปอยู่พูดภาษาภาษาพูดมันยากอยู่ไม่มีแต่มันจะมีคนไปอยู่ก็คือคือเป็นความไม่มีนะไปเลยไม่ใครเป็นนะไม่มีตัวเราก็ไม่มีหรอกมันเป็นความไม่มีมันรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นความไม่มี。 ไม่มีอะไรเลยและไม่มีใครมายึดไม่มีที่จะต้องเป็นสังขารโทขึ้นมาจากความไม่มี。 ทุกอย่างความไม่มีแล้วเนี่ยมันเป็นความไม่มีมันทุกอย่างความดีขึ้นมาหมดแต่ความคิดความมีขึ้นมาอะไรเลยความความปรแต่งที่ไม่มีแล้วมันไม่มีโอกาสแตอะไร。 ความรู้ความเห็นอย่างนี้ของเราอ่ะ。 อยู่ในใจเราตลอดไปเนี่ย。 ทำอะไรอยู่ความรู้ความเห็นของเราอย่างนี้ที่มันแจ้งมาจากกระใจของเราไปพึ่งพาอะไรเลยไม่ได้พึ่งอะไรทั้งสิ้นเนี่ยความรู้ความเห็นเนี่ยแบบนี้ความรู้ความเห็นความจริงอย่างนี้อยู่กับความรู้ความเห็นความจริงอย่า。 งนี้。 เราพยายามจะสอนพวกท่านอย่างนี้。 อ่ะไม่ต้องพึ่งอะไร。 ให้ท่านอยู่กับความรู้ความจริง。 แบบนี้เราพยายามที่รักที่สุดแล้ว。 พี่ก็ถามผู้ชายว่า。 ประชาสมโภหาเนี่ย。 ก็แม่ครูบาอาจารย์ที่พระสงฆ์。 วิธีรัฐและวิธีปฏิบัติที่รัฐและสั้นที่สุดคืออะไร。 วิธีปฏิบัติและที่สุดคืออะไรหลวงพ่อบอกว่าคือการไม่ต้องทำอะไร。 คือการไม่ต้องปฏิบัติอะไรนั่นแหละนั่ะคือการปฏิบัติสุดยอดการปฏิบัติ。 คือการไม่พยายามทำอะไรเลยนั่นแหละนั่นแหละคือวิธีการรัฐและปฏิบัติที่ที่สุดคือการไม่พยายามทำอะไรเลย。 การไม่พยายามปฏิบัติอะไรนั่นแหละนั่นแหละคือการปฏิบัติ。 ไม่พยายามปฏิบัติอะไรยังไงก็ไม่ต้องทำอะไรเลย。 มาทำไมมาฟังทำไมกลับบ้านดีกว่า。 แล้วก็บอกว่าเข้าใจผิดแล้ว。 การที่คุณเนี่ยไม่พยายามปฏิบัติอะไรนัคือการปฏิบัติใช่ทำไมทำปฏิบัติไม่ต้องทำอะไรไม่ใช่เข้าใจผิดที่คุณเนี่ยรู้แก่ใจตลอดเวลาคุณไม่ออกปฏิบัติอะไรในใจคือสุดยอดของการปฏิบัติ。 ไม่คุณไม่รู้อะไรเลยจะมาฟังทำไมไม่ปฏิบัติอะไรกลับบ้านนอนดีกว่า。 แต่คุณรู้ไหมล่ะว่าในใจคุณเนี่ยไม่มีการแอบคถามแอบปฏิบัติอะไรเลยนั่นแหละคุณเข้าถึงความไม่มีอะไร。 ก็มีคนปฏิบัติอะไรแล้วมาทำไมฟังทำทำนอนกลับบ้านนอน。 ไม่ใช่ไม่ใช่เข้าใจผิด。 การไม่แอบอะไรจะทำอะไรในใจไม่อยากปฏิบัติอะไรในใจแล้วรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้อยากจะทำอะไรไม่ปฏิบัติอะไรนั่,น,แ,หละคือสุดยอด,ก,า。 รปฏิบัติ。 นกูรู้ไหมอ่ะคุณแบบยึดถืออะไรวงเป็นแต่งทำปลหมดเลยไม่รู้เลยว่าอะไรไปทำทำปลอมไปปฏิบัติเลยว่าครูบาอาจารย์เราถามจะไปหาไปกลับศักดิอะไรไปวาเลยไม่รู้เรื่องอะไร。 ปล่อยวางอะไรแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย。 คือไม่ต้องรู้ว่าปล่อยวางไปวางก็รู้ว่าปล่อยวางในใจเราปล่อยวางหมดสิแล้วไม่ได้ลงไปแอบยบอะไรแอบก็ทำอะไรในใจรู้อยู่ตลอดเวลาว่าปล่อยวางเป็นความไม่ปล่อยไม่ปรุงแตความไม่มีอะไรเรียกว่าปล่อยวางรู้แก่ใจไม่ได้ปล่อยวางหมดแล้วคือเป็นความไม่ปรแต่เป็นความไม่มีอ。 ะไรก็มีอะไรก็ไม่มีอะไรไม่มีแต่ความไม่มีอะไรเพราะมีอะไรขึ้นมาจากความไม่มีอะไรก็ไม่ยถือความมีอะไรแล้วไม่ถือความไ。 ม่มีอะไร。 นี่มันรู้แก่ใจแบบนี้。 เรียกว่าปล่อยวางไม่ยึดถืออะไรได้แต่รู้。 ได้แต่รู้ไปรู้ค้าการไว้เฉยๆๆไม่ได้รู้อะไรเลยนะน่ะไม่ได้ปล่อยวางอะไร。 มันต้องอะไรนะ。 เปลี่ยนความคิดความเห็นความเข้าใจในใจเราสมัย。 ต้องเปลี่ยนความคิดความเห็นก็เข้าใจแล้วทำไม。 เราไม่เปลี่ยนความคิดตัวเองก็เข้าใจเราฟังมันก็สู้ๆไม่รู้เรื่องแหละ。 เป็นวิธีปฏิบัติรัฐสั้นที่สุด。 แต่ต้องมี。 ครูบาอาจารย์มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่แม่นจิจริงๆเลย。 ลงไม่แต่งอะไรแล้วไม่ถืออะไรแล้วค่อยวางหมดแล้วอาจารย์ลงๆโดนหลอกตายอ่ะ。 ถ้าไม่มีคนแม่นจิตมาช่วย。 ที่เลยหลงตายเลยไม่มีอะไรจริงๆไม่มีอะไรแล้วอยู่กับไม่มีอะไรอ่ะคน。 อะไรไม่เห็นว่าหลงอ่ะหลงตกเขาแล้วตกเขาเมื่อเช้าก็ไปหลายคนตกเขาตกเขาตกเขาแล้วขึ้นยอเขาไม่ใช่ตกเขาแล้วว่าอย่างนี้ว่าตกเขาไม่ใช่ไม่ใช่ตกเขาแล้ว。 ว่าแบบตกเขาไปยึดความว่างนิ่งๆเฉยๆจะไม่ได้คิดอะไรเลยมันเฉยๆเนี่ยเนี่ยไม่มีอะไรเลยไม่ดูก็ได้ไม่ไม่เขา。 เห็นความปรุงแตมันเกิดขึ้นมาจากความไม่ปรุงแต่ง。 ความมีมันเกิดขึ้นมาจากความไม่มีเห็นความปรแตกมันเกิดขึ้นจากความไม่ปรุงแตกไม่เห็นแบบนี้。 เฉยๆๆแบบนี้พ่อๆเลยตรงนี้。 ที่ท่านบอกว่าพระโสดาบาลเนี่ย。 เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยที่มันเกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไรเนี่ยแล้วมันก็ดับไปเสียทั้งหมดไม่มีอะไรยึดมั่นถือมั่นได้。 ยังกินติสมทยธรรมมังสพันตังนรธรรมมติเนี่ยที่ว่าธกลธต่างเนี่ยพุทธเจ้าเป็นสัมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ไปโปรดต่างเป็นครั้งแรก。 มันจะคิดทั้ง5ฟังธรรมชาติสูตรจบนี่ธยากลธญลำพึงในใจเลยว่ายังกินจิสมุทรยะธรรมังต่างๆที่สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นมาเนี่ยมีขึ้นมาแตขึ้นมาไหว้ขึ้นมาก็เพิขึ้นมาเนี่ย。 ตามเหตุตามปัจจัยของการกระทบการของอายตนะภายในภายนอกของการทำงานของบวนการทำงานตามเหตุตามปัจจัยของมันของภาคขันยนะเนี่ยเหตุปัจจัยให้มันเกิดขึ้นมาเนี่ยปัจจัยมันก็ดับเป็นธรรมดา。 ไม่มีอะไรยึดมั่นถือบ้านได้คือไม่มีอะไรคงที่ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเป็นสาระแก่นสารผู้ใดเห็นอย่างนี้ก็ดับกยะที่。 หลงยึดมั่นถือบ้านเป็นตัวเป็นตนหายไปบรรลุโสดาบัน。 แต่พุทธเจ้าเทศต่อ。 อนัตักษณ์คณะสูตร。 สุดท้ายที่ต่างหากเข้าไปถึง。 ความมีทั้งหมด。 ความปรุงแต่งทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากความไม่ปรุงแต่ง。 ความมีทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากความไม่มี。 เห็นความไม่เกิดไม่ดับ。 ในท่ามกลางความเกิดดับเห็นความเกิดดับเกิดมาจากความไม่เกิดในดับ。 เห็นความไม่มีอะไรเลย。 ในทมกลางความมีหรือเห็นความมีเกิดขึ้นมาจากความไม่มีและระดับกลับคืนไปสู่ความไม่มี。 ผู้ใดเห็นความไม่มีในความมีเห็นความไม่เกิดไม่ดับในความเกิดดับ。 ผู้นั้นก็พจับทุกข์ได้。 พระอรหันต์เห็นอย่างนี้。 พระโสดาบาลมุ่งเห็นแต่สังขารเกิดดับไล่ดูสังขารที่เกิดดับ。 แต่พระร้านเห็นภาพรวมเลย。 เห็นเหนือชั้นกว่าการเห็นภาพรวม。 มุ่งเห็นแต่สังขารเกิดดับ。 แต่ภาพรวมเลยว่าดับเกิดมาจากความไม่มีแล้วดับไม่มีรวมเลย。 เหมือนกับว่าพระโสดาเนี่ยยืนมองท้องฟ้าโดเห็นแต่ฟ้าแลบฟ้าร้องฟ้าผ่าเนี่ยเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นสินั้นยดับไปเ,ป。 ็นธรรมดา。 สมุดยะธรรมมังปลติสิ่งใดสิหนึ่งที่เกิดขึ้นไม่อาตั้งอยู่ได้มันต้องดับไปเป็นธรรมดาถือไม่ได้ไม่มีไม่มีตัวตนไม่มีสา。 ระแขอได้。 แต่อาหารเนี่ย。 มา่าภาพรวมเลยฟ้าผ่านไม่มีฟ้าผ่านไม่มีอะไรเลยดับสู่ความไม่มีอะไร。 ฝนตกเนี่ยมาผ่ามาจากไม่มีอะไรเลยแล้วก็มีฟ้าวผ่าฟผ่าดับหายไปมีอะไรเลยดับเลย。 ตรงนี้。 เห็นเจาะจงะเจาะจงภารวม。 เห็นภาพรวมเลยกว้างกว่ากันเห็นกว้างกว่ากันก้างกว่ากันอะไรนะ。 อะไรนะเห็นวามันเกิดดับอยู่ในท้องฟ้าที่ว่างเปล่าอยู่ในธรรมชาติที่ว่างเปล่าต้องเกหรอกได้แต่เห็นความจริงอยู่อย่างนีแล้วก็ไม่ลงอีกต่อไปธรรมความจริงมันมีแค่สองอย่างตัวเราเนี่ย。 สังขารทั้งหมดอ่ะที่มันเกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไรแล้วเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับกลับขึ้นไปสู่ความไม่มีอะไรเนี่ยทั้งร่างกายและจิตใจเนี่ยมันเหมือนฟแลกฟ้าร้องฟ้าผ่าที่มันเกิดขึ้นมาจากความไม่มีแล้วก็ดับกลับคืนไปสู่ความไม่มีและความไม่มีก็เป็นธรรมชาติที่มันมีอ。 ยู่เหมือนกับท้องฟ้าที่ว่างเปล่านี่แหละ。 ถ้าไม่ได้ยดร่างกายจิตใจที่เป็นเหมือนฟ้าแลกฟ้าร้องฟ้าผ่าที่เป็นสังขารที่เกิดดับได้และไม่ไปยึดธรรมชาติในตัวเราที่มันเป็นความว่างป่าที่ไม่เกิดไม่ดับที่ไม่มีอะไรในตัวเราไม่มีมันมีทั้งสังขารร่างกายที่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและระดับไฟเปลี่ยนแปลงไปเป็นธ。 รรมดาและจิตใจคือเป็นฒนาสัญญาสังขารวิญญาณคือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไฟเป็นธรรมดาแต่ความเกิดดับสังขารร่างกายและสั,ง。 ขารจิตใจ。 มันเกิดขึ้นกับความไม่มีอะไรแล้วก็ดับกลับขึ้นไปสู่ความไม่มีอะไรไม่เป็นธรรมชาติที่อยู่คู่กันอย่างนี้。 เขาบอกวิธีการจะดู。 สังขาร่างกายเนี่ยเห็นชัดๆว่าเป็นของแม่เที่ยงดูที่ลมหายใจเข้าออกเนี่ยเพราะลมหายใจเข้าออกเนี่ยเป็นธาตุธาตุลมที่ปรุงแต่งกายให้มีชีวิตอยู่ได้ธาสลมที่เป็นลมหายใจเข้าออกเนี่ยตายทันทีดังนั้นเนี่ยดูตรงขันห้าคือร่างกายไม่เที่ยงดูตรงลมหายใจเข้าออกเนี่ยมัน。 เกิดเกิดก่อนเกิดมันก็ไม่มีมันไม่มีลมหายใจเกิดขึ้นก่อนก่อนเข้า。 ก่อนเข้ามันก็ไม่ได้เข้า。 แล้วก็มันก็หายใจเข้าแล้วก็หายใจออกมันก็ไม่ได้ออกแล้วมันก็หายใจเข้าแล้วก็หายใจออกหายใจออกแล้วก็หายใจเข้าหายใจเข้าแล้วก็หายใจออกแต่ลมหายใจมันเปลี่ยนแปลงตลอดเลย。 หายใจเข้าหายใจออกหายใจออกหายใจเข้าเราไม่ต้องไปพยายามหายใจ。 มันเป็นธรรมชาติเราไม่ต้องพยายามไปทำหายใจให้ไม่ได้ต้องปั๊มลมหาใจว่าเดี๋ยวตาย。 ลมเดี๋ยวตายตัวมันจะไม่หายใจไม่ต้องไปนั่งปั๊มลมหายใจร่างกายสังขารร่างกายของธรรมชาติเป็นของปรุงแต่งลมหายใจมันต้องปรุงแต่งร่างกายมีชีวิตอยู่ได้เราไม่ต้องไปนั่งปั๊มลมหายใจไม่ต้องกลัวมันจะไม่ห。 ายใจ。 ชีวิตยังไม่สิ้นมันก็ต้องหายใจเป็นของธรรมดาหายใจไม่ต้องไปนั่งปั๊มหรอกแล้วก็จะเห็นว่าลมหายใจเนี่ยมันเกิดดับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในความไม่มีอะไร。 ธรรมชาติใดก็ตามหน้าที่ที่มันเคลื่อนไหวเกิดดับได้มันย่อมเคลื่อนไหวเกิดดับในความไม่เกิดในดับไม่มีอะไร。 เปรียบง่ายตาเปรียบประจำนะมือมือวงตาเลยนะมือและแขนลงตาเนี่ยที่โบกไปมาได้เนี่ยไรก็ตามที่มันมันเคลื่อนไหวได้มันเคลื่อนไหวเกิดดับเปลี่ยนแปลงได้เนี่ยมันต้องเคลื่อนไหวโดยอยู่ในพื้นที่ที่ว่างเปล่าที่มันพอจะเคลื่อนไห。 วได้。 ถ้าลองเนี่ยสามารถสมมุติเอามือไปหยัดใส่เสาเสาปูนได้เนี่ยเอามือไปยัดในเสาปูนได้มันจะเคลื่อนไหวได้ไหมเนี่ยมันเคลื่อนไหวไม่ได้เพราะมันพื้นที่ว่าง。 ลมหายใจเข้าออกเราก็เหมือนกันเนี่ยมันหายใจเข้าหายใจออกได้มันหายใจเข้าหายใจออกได้มันเกิดดับมันเปลี่ยนแปลงได้เพราะไม่มีความว่างอยู่ในตัวเราเนี่ยถ้าไม่มีความว่างมันหายใจไม่ได้หรอก。 มันเป็นแท่งร่างกายเป็นไม่กลัวเลยนะเป็นแท่งๆไม่กลัวเลยหายใจไม่ได้หรอก。 เพราะมันมีความว่างอยู่เนี่ยในตัวเราเนี่ย。 มันไม่ได้เป็นแท่งตันมันเป็นความกลัวเลยหายใจได้เลยหายใจเข้าออกได้。 เขาเรียกว่ากายสังขารลมหายใจในเรว่ากายสังขาร。 เกิดดับปรุงแต่งได้เพราะมันมีเกิดดับอยู่ในความว่างในตัวเรามันมีความว่างลมหายใจมันจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ในการจะสังขารจะเคลื่อนไหวเกิดดับเปลี่ยนแปลงได้。 เห็นแบบนี้เห็นกุ้งแตลมที่เกิดดับเปลี่ยนแปลงเห็นว่าลมหายใจที่เคลื่อนไหวเกิดดับไม่เกิดดับอยู่ในความว่างในความไม่มีอะไรสังขารต่อไปวาจาสังขารก็ฝากเนี่ยที่พูดวาจาสังขารเนี่ยสังขารวาจาสังหารจิสังขารสังขารมีคือสังหารวาจาสังหารจิสั。 งขาร。 ปากที่พูดได้เนี่ย。 กูลองดิ。 เอาอะไรมา。 มาไม่ให้มีที่ว่างรอบปากจะพูดได้ไหมเอาอะไรมาปิดไม่ให้มีที่ว่างปากปากจะพูดได้ไหม。 มันก็พูดไม่ได้เพราะมันมีที่ว่างรปากมันก็เลยเปิดพูดได้ปิดได้พูดได้ปิดได้นี่ไงเลยสามารถสังขารได้เพราะมันมีความว่าง。 ดังนั้นสิ่งใดเกิดดับได้เปลี่ยนแปลงได้มันต้องมีความว่าง。 มันต้องเกิดดับอยู่ในความว่างวาสังขาร2และ3สังขารเนี่ยความรู้สึกนึกคิดอารมณ์เนี่ยความคิดความคุแตงเนี่ยมันทำให้ชีวิตมันอยู่ได้เราไม่ต้องไปช่วยมันคิดหรอกเดี๋ยวไม่คิดมันตายไม่ได้ต้องคิดไว้มันไม่คิดมันตายก็คิดไว้ไม่ต้องเป็นหรอกก็อยากให้ก็เหมือนเราไม่ใจอ่ะไม่ต้องไปช่วยนั่งปั๊มลมหาใจ。 กูจะตายเดี๋ยวมันจะไม่หายใจความคิดเป็นเครื่องปรุงแสงจิตให้มันมีชีวิตอยู่ได้ไม่ต้องไปช่วยมันคิดหรอกมันต้องคิดเพราะมันเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตเป็นเครื่องปรุงแต่งชีวิตให้มีชีวิตอยู่ได้เราไม่ต้องไปช่วยกันปรุงแต่ง。 แตได้ดับได้ก็ต้องมีความว่างดับอยู่ในความว่างหรือความไม่มีอะไรเห็นแบบนี้สังหารวาจาสังหารจิสังขารปรแต่งทั้งหมดปรแต่งเกิดดับอยู่ในความไม่มีอะไร。 แล้วก็เลยกลายเป็นความไม่มีอะไร。 และความไม่มีอะไรมันก็เลยไม่สามารถจะปรุงแผ่งไปยดอะไรได้เพราะมีความไม่มีอะไรมันเลยไม่มีตัวตนไปยึดอะไรได้มันก็เลยสิ้นความยึดยึดมันก็เลยพคน้นทุกข์ผ่านไปมันมีใครรู้ที่พานหรอกเพราะมันไม่มีไม่มีใครไปยึดมีตัวไปยึดอะไรความไม่มีอะไรเลยมันไม่มีตัวไปยึดอะไร。 ไม่มีตัวไปยึดอะไรก็เลยไม่มีกเลสไม่มีความทุกข。 เขาภาษาสมมุติเขาเรียกว่านพพานผ่านจะมีตัวเราไปถึงเมืองอะไรไปถึงสภาวะอะไรที่เราพยายามจะปฏิบัติการไปถึงความนิ่งว่าอะไรไม่มีตัวเราไปถึงอะไรหรอก。 เพราะมันมีตัวเราไปคิดดอะไรไม่ถึงความไม่มีอะไรมันเลยไม่มีตัวเราไปคิดอะไรมันไม่มีตัวเราคิดอะไรมันก็เลยไม่มีกเลสไม่มีความทุกข์อะไรก็ไม่มีทุกขไม่มีความทุกข์อะไรเนี่ยเพราะไม่คิดอะไรไม่ตัวเราไปคิดอะไรเขาเลยเรียกว่าผ่านผ่านแปว่าคนที่พูดพ้นทุก์。 แล้ว。 ไม่มีตัวตนอะไรมันก็เลยมีความทุกข์เลยเรียกผ่านจะว่าปฏิบัติพยายามเราเอาอะไรมีตัวเราจะไปเอาเอาอะไรได้ไง。 เราอธิบายชัดเจนไม่รู้แต่คนฟังชัดเจนหรือเปล่าไม่รู้แต่เราว่าเราเนี่ยอธิบายชัดเจนทุกแค่ทุกมุมเลยเพราะว่าเรารู้เราเห็นเราก็ใจอย่างนี้ใจเราก็พูดอย่างนี้เราก็ปฏิบัติอย่างนี้เราก็เห็นอย่างนี้เราก็เห็นอย่างนี้เราก็ไม่มีอะไรด้วยความรู้ความเหใจเราก็ไม่มี。 อะไรเราพยายามจะบอกท่านอย่างนี้แต่มันพูดยากมากเลยเนี่ย。 เอาของที่มัน。 อยู่ในใจเอามาเปิดเผยไม่ได้เอามาใช้เป็นวีดีโอไม่ได้เลยพูดยังไงได้ออกมาขายให้ดูเลย。 ออกมาไม่ได้จะพูดพูดๆให้เข้าใจเปรียบเทียบไม่รู้ว่าพอจะเข้าใจกันบ้างหรือเปล่าไม่รู้。 พูดหน่อยที่ชมพู่。 ชัดเจนไหม。 ขอกาดค่ะหลวงตา。 ก็คือคือทำทั้งหมดเนี่ย。 ใหญ่จริงๆคือตัวเรานี่แหละแหละปัญหาทั้งหมดคือตัวเราทุกสิ่งทุกอย่างอยากได้อยากมีอยากเป็นอยากพ้นทุกข์ก็คือตัวเราทั้งหมดปัญหาจริงๆแล้วมันคือตัวเราตัวเรามันไม่ได้มีตั้งแต่แรกค่ะมันเป็นธรรมชาติที่มันมีของมันอยู่อย่างนั้นตั้งแต่แรกทั้งสังขารทั้งวิส。 ั。 งข。 าร。 แต่ความยึดมั่นถึงมั่นหรือความเป็นแต่งโดยความเป็นตัวเราเนี่ยเกิดขึ้นทุกขณะของขันห้าที่มันปรุงแต่งโดยความเป็นเราทุกขณะสืบเนื่องต่อสายเกินไปเมื่อเรามาเข้าใจอยู่อย่างนี้ค่ะหลวงตาว่าความเป็นเรามันถูกปรุงแต่งขึ้นมันไม่ได้มีจ。 ริงๆ。 ปัญหามันก็เลยหมดไป。 ไม่มีใครจะเป็นอะไรไม่มีใครได้อะไรแล้วก็หมดซึ่งความอะไรเพราะเราไปอะไรกับสิ่งนกว่าสิ่งนั้นมีอะไรแต่จริ,ง,ๆ,แ,ล,้วมั,น,ไ,ม,่,ม,ีอะไรเราก็เ,ล,ิ。 กอ,ะไรค่ะ。 ไม่เข้าใจอะไร。 ไม่มีอะไรกับอะไรไม่เป็นอะไร。 เราเป็นไปนี่เราไม่เป็นอะไรเลยจะเป็นอะไรใครเป็นอะไรมันมีแต่สินใจเกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไรแล้วจะมีใ,ค,ร,เ,ป,็,น,อ,ะ,ไร,ใ,ค,ร,เป็นอะไรทั,้,ง。 นั้นแหละ。 บอกว่าอยู่กับความไม่มีอะไรก็อยู่ความไม่มีอะไรอยู่ความไม่เป็นอะไรก็ไม่มีใครเป็นอะไรก็มีความไม่มีอะไรไม่มีใครเป็นอะไรแม่ครูบาอาจารย์ผู้เคารพนับสืออยู่กับความไม่มีอะไรไม่เป็นอะไรอยู่กับความไม่หลวงแตอยู่กับความไม่มีอะไรอยู่กับไม่เป็นอะไรไม่มีอะไรไม่。 มีอะไรแล้วก็มีอะไรมาไม่มีอะไรไม่มีอะไร。 แล้วอยู่ความไม่เป็นอะไรมันไปกว่าไม่มีอะไรมันจะเป็นอะไร。 ใครเป็นอะไร。 บอกไม่มีสักักดิบุคคลตัวตนเราเขาในนั้นไม่มีอะไรอ่ะ。 เรียกกันกับบุคคลเราขาที่เราเห็นอย่างนี้ของขึ้นมาเนี่ยไม่มีอะไรไม่เป็นอะไรแล้วก็มีอะไรแล้วเป็นอะไรขึ้นมาแล้วก็ดับมีอะไรไม่เป็นอะไรพวกเราไม่มีอะไรแล้วก็พวกเรามาอีกแล้วก็กลับไม่มีอะไ。 รอีก。 แต่พอภาษาพูดอ่ะก็อยู่กับความไม่มีอะไรเลยมีตัวเราจะพยายามไปอยู่มันไม่ได้。 แต่ไม่พูดอย่างนี้ก็รู้จะพูดยังไง。 เราเลยเลงไปอยู่กับความไม่มีอะไรให้เป็นความไม่มีอะไรซะคือพูดอย่างนี้ก็จะเอาตัวเราไปเป็นให้ได้。 คือเรียกอะไรก็โดนหมดอ่ะ。 บอกว่าให้ไปอยู่กับความไม่มีอะไรไม่เป็นอะไรไม่มีอะไรก็คือว่ามันก็ไม่มีอะไรเกิดดับความเกิดดับอ่ะมันเกิดดับมาจากความไม่มีอะไรก็ความไม่มีอะไรไปอยู่กับความมีอะไรไปอยู่กับสังขารของปลอมไม่มีอะไ。 รแท้。 ของปลอมเมื่อคืนเป็นของเกิดดับได้เปลี่ยนแปลงได้เป็นของปลอมไม่มีอะไรเป็นทำแท้เพราะวามันไม่ดับไม่มีอะไรมันไม่เกิดไม่ดับทำแท้ทำแท้ตายไม่ได้。 ตายทำแท้。 ไปบอกว่าให้อยู่กับความไม่มีอะไรมันก็อยากจะเอาตัวเราเอาตัวขันห้าเนี่ยเอาตัวเราปรแต่งอยู่กับความไม่มีอะไรก็ได้มันไม่ใช่มันเป็นคำพูดคำพูดให้เข้าใจสื่อเข้าใจกัน。 เอาตัวเราไปอยู่กับความไม่มีอะไรคือมันเป็นมันเป็นธรรมแท้。 มันไม่รู้เป็นคำปลอมไม่มีตัวเราเป็นไปอยู่หรอกแต่เขาบอกว่าเป็นธรรมแท้。 เป็นปลอมก็เลยอยากจะเอาตัวเราเป็นของแท้ได้เป็นอยู่นัจะพูดยังไงก็ไม่รู้ยังไงมันจะลงผิดเลยยังไง。 ก็คือความไม่มีอะไรกับความมีอะไรความมีอะไรก็เกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไรแล้วก็ดับคือไปสู่ความไม่มีอะไร。