师父您好,我与小佳(เจีย,音译为佳,下同)之间存在问题。和其他人相处我很容易放下,但一遇到小佳,我就会感到烦躁。 不要去计较别人,是我们自己的心在烦躁。就不要试图让它不烦躁,它生气了也不要试图让它不生气。这样我们会非常辛苦和头痛。它生气,它烦躁,它有情绪,就让情绪出现。但我们要跟着情绪走吗?如果没有“我”跟着情绪走,它就不会伤害我们自己,也不会伤害任何人。然后我们也不用试图去压制念头,压制情绪。 我们试图去压制念头、压制情绪,就像把它压下去,或者试图阻止它发生。这样我们会头痛欲裂,等于紧紧抓住不放。内心会展现出各种想法、情绪、感受,无论是喜欢的、不喜欢的,好的、不好的,是善的、恶的,都无所谓。 只要不执着于有“我”参与其中,不掺杂个人情绪,也不试图去压制它。如果不被它迷惑,不掺杂个人情绪,就像看电影看电视剧一样,不要入戏太深,以至于随着剧情哭天抢地,为主角的生死而爱恨情仇。 心中出现的各种想法、情绪、感受,都如同电影、电视剧一样。如果没有“我”,就不会有情绪的参与,不会入戏,就不会有人哭泣,不会有人悲伤难过,不会有人去打骂剧中的反派。只是看着,看着他们在表演,就只是看着,觉得有趣而已,只是看着他们在表演。 但是,如果我们看到产生的情绪是虚幻的,就像每次它出现然后又消失,没有任何实质内容。它就像电影、电视剧,是虚幻的,出现给我们看,让我们感知,然后就消失了。没有“我”,就没有情绪的参与,我们也不是在生她的气,就像她在演电影电视剧,她选择的男女主角不合我们的心意,表演不到位,然后就烦躁、生气、谩骂,或者想冲进去打骂欺负、陷害主角的反派。 这样既陷入了情绪,又试图去控制它,“我”不让它发生,试图不让它发生,全都错了,方向都错了,完全不对。处处执着,这样一定会非常痛苦。既不要陷入情绪,不要执着,不要去阻止它,不要试图去压制它,也不要去强迫它发生。 只要这样,我们就不会被任何事情困扰,没有“我”去为任何事情痛苦,没有“我”,“我”就不会出现在我们的心中。眼、耳、鼻、舌、身、意的感知、接触,心中产生任何想法、情绪、感受,都只是在心中,没有“我”的感觉,就不会有情绪的参与;或者没有“我”试图去阻止、禁止、压制这些想法、情绪、感受;或者没有“我”去强迫它不发生、不存在、不出现。 这三种情况下,就不会有“我”出现在我们的心中,成为烦恼和痛苦。必须要有智慧,要有正念去觉察它,并且清楚地了解我们那颗会去掺和任何事情的心,执着于任何事物。没有“我”,就不会执着于任何事物,心就空无自我,空无烦恼,空无执着的想法,就能从痛苦中解脱出来。 就是说要经常提醒自己,是吗? 要知道,要看到,要有正念去清楚地了解自己的内心。正念缺失,定力缺失,智慧缺失,佛法缺失,就会痛苦。正念消失,定力消失,智慧消失,佛法消失,就会痛苦。有正念,有定力,有智慧,有佛法,就不会痛苦。正念是大念,是大定,是大智,是涅槃,就能从痛苦中解脱出来。只有一个正念,不要复杂,不要胡思乱想很多事情,只有一个正念。 顶礼师父。这段时间很少来拜见您。这段时间思绪很多。这段时间换了工作。过去的两三个月,换了工作,得到了新的职位。感觉内心很浮躁,飘飘然然,沉迷于工作。也不确定自己是否意识到,或者说自己是否沉迷其中。或者就像可能执着于,对工作感到喜悦,感到快乐。好像做什么事都成功了,所以就很容易忘乎所以。一旦想起,就好像要把自己拉回来,意识到,听听诵经的声音,自己也诵经。但最终还是,一直沉迷于世俗世界。过去的两三个月,感觉自己再想想,就是觉得自己好像在惩罚自己。觉得自己是不是做错了?表现得不太好?之类的。感觉让师父您失望了,自己也觉得有点愧疚。还是应该回去改进? 以后就要成为铁杆粉丝,无论在哪里,做什么工作,在任何姿势下,站、走、坐、卧,上厕所,吃饭、喝水,去任何地方,做日常工作,都要成为铁杆粉丝,心中有佛法,心是佛法,是无法被塑造的真正的佛法。但用身体去塑造,但心是无法被塑造的真正的佛法。用佛法,但用身体,也就是五蕴。 遵循八正道,从事正当的职业,履行正当的职责,完整且正确。有正确的见解,正确的思想,正确的言语,正确的行为,正确的职业,正确的职责。但内心摆脱了痛苦,因为心是佛法,凭借正念、智慧、信仰、精进的力量。我们有信仰,信仰佛陀的教诲,与佛法同吃,与佛法同睡,与佛法同在,去哪里都与佛法同在,工作时心也与佛法同在,是真正的佛法,是无法被塑造的心。但使用五蕴,因为五蕴是被塑造的东西。心是无法被塑造的自然,只是空无一物。 只是空无一物,自身什么也没有,是空无一物,与宇宙自然融为一体。不是内心的空虚感,而是空无一物,与宇宙自然融为一体,也就是觉知。即使是空无,但它本身就具有觉知,知道心或者它是什么,它就是无我,什么也没有,没有任何形状。有感觉、想法、情绪,有形状的东西,无论是色、受、想、行、识,以及各种外在的接触,无论是色、受、想、行、识,以及心中产生的所有活动,无论是感觉、想法、情绪,都称为心所法。 都不是心,因为那些东西是行蕴。任何最初不存在的东西,产生之后就必然会衰败、消失,必然会老、会病、会死、会腐朽、会消散,无论是色还是名,都称为行蕴。只有心才是无为法,超越了行蕴。只有心,或者说唯一的觉知,才是不生不灭、不垢不净、不增不减、无我、无形。 要成为无法被塑造的心,但要尽全力使用五蕴,使用所学的知识、能力、智慧、累积的福德,尽全力运用知识和能力,按照八正道正确地生活,有正确的见解,正确的思想,正确的言语,正确的行为,正确的职业,正确的职责,关注那颗执着的心。 我们每个人的心中,无论是佛陀、阿罗汉、凡夫俗子,还是所有动物,以及所有轮回的众生,天神、帝释天、梵天、阎王、夜叉、龙、金翅鸟、人类、动物,所有众生都有心。心就是我们每个人内在的觉知,都一样,没有区别。心,也就是觉知,并不是说在佛陀那里就伟大,在普通的凡人或动物那里就渺小。 它是没有任何东西的自然,就像人们所说的卷心菜的心。每个人都认识卷心菜,它是一层层包裹起来的,厚厚的形成一个球。当人们要把它腌制出售时,就会剥掉它的外皮,只剩下什么?他们称之为里面的什么?心,对吧?卷心菜的心就被用来装罐腌制出售。但卷心菜真正的中心,还不是卷心菜真正的中心。 因为当剥掉用来装罐腌制出售的卷心菜,也就是所谓的用来装罐出售的心时,还可以继续剥,还可以继续剥皮,还可以继续剥,直到全部剥完。然后到最后,才是心,是什么?当全部剥完之后是什么?卷心菜的中心是什么?是什么也没有,卷心菜中心的那个什么也没有才是心。 如果你站在卷心菜地里观察,就会看到,卷心菜是从无到有地生长出来的,开始是一棵小苗,开始长出一片叶子、两片叶子、三片叶子,然后逐渐长大,叶子也越来越多,越来越大。当它完全成熟后,包裹它的是最里面的叶子,最里面的叶子逐渐包裹起来,然后外面的叶子也逐渐包裹起来,包裹起来,包裹起来。但最里面的叶子,包裹着什么?包裹着什么也没有。可以称之为包裹着自然的空无,它本来就是那样,是什么也没有,或者称之为自然的空无,然后一层叶子一层叶子地包裹起来。所以,当把它切开或剥掉外皮时,反过来看,就会发现只有什么也没有,里面真的什么也没有。 就像我们的身心一样,最初在母亲的腹中什么也没有,什么也没有。在母亲的腹中什么也没有。后来父母交合,精子和卵子结合,也就是父亲的精子,称为地大,和母亲的卵子,称为水大,结合在一起。没有我们的东西,只有父亲和母亲的东西,地和水开始结合。在那之前,什么也没有,没有我们,只有空无。然后开始有卵子和精子结合,地大和水大结合,然后母亲吃动植物,补充进去,让结合的精子逐渐长成胚胎,医生也知道这些,对吧?所以就成了逐渐长大的胚胎。 那么,长大的胚胎来自哪里呢?来自动植物的残骸,并吸收水大,吸入风大,吸收火大,也就是热量和温暖。如果不吸收这些元素,母亲和腹中的胚胎都会死去。这些元素逐渐补充进去,补充进去,直到胚胎长大。当它长大到一定程度后,觉知,或者说识,识的意思是知道,也就是具有觉知的东西,但什么也没有,就进来了,没有形状,没有自我,是空无一物,就像与宇宙自然融为一体一样。然后进来,与地大、水大、风大、火大结合,还有觉知。因为假设当觉知加入后,就产生了名色,也就是产生了生命,先有名,产生了生命,开始有感觉和想法,然后就产生了包裹它的器官,直到完整,形成了色,称为名色。 因为名色是因,所以产生了六根,眼根、耳根、鼻根、舌根、身根、意根,完整的六根。然后,就能够产生活动了。六根是产生触的因,触是产生受的因,受是产生爱的因,爱是产生取的因,取是产生有的因,有是产生生的因,生是产生老死的因,老死是产生痛苦的因。佛陀是这样说的。 但简单来说,用比喻来理解就是,你什么也没有,我们什么也没有。然后就有了名色,也就是心的活动,生命由名色组成,也就是心的活动,先有感觉和想法,形成了名法,就像卷心菜的叶子,逐渐包裹起来,包裹着什么也没有。感觉、想法、情绪逐渐包裹着什么也没有,情绪越来越浓,有爱、有恨、有愤怒、有嫉妒,从细微的情绪、细微的想法开始,逐渐增强,成为情绪、成为烦恼、成为贪爱、成为执着,我们的身体又包裹着它。除了有名法之外,还有色法包裹着什么也没有。然后又把丈夫、妻子、孩子、孙子、财产、亲戚、父母、兄弟姐妹包裹进来,变成了一个巨大的卷心菜。 剥回去,剥掉丈夫、妻子、孩子、财产、亲戚,只剩下我们自己… --- 翻译以下佛法讲座为中文,要求: 1. 完整翻译为中文,不要包含泰语 2. 不遗漏内容 3. 原文一行行字幕的格式,请根据意思,整合输出成段落文章的形式,且保持语言通顺! หลวงตาค่ะว่ามีปัญหาเวลากระทบกระทั่งกับเจียค่ะ。 เป็นไงนะคือถ้าเป็นคนอื่นอ่ะค่ะมันจะวางง่ายแต่ว่าพอเป็นเจไงเราก็จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานะคะ。 อย่าไปซื้อสา。 บุคคลอื่นอย่าไปถือสาใจของตนเองมันหงุดหงิดอย่าพยายามไปทำให้มันไม่หงุดหงิด。 มันโกรธขึ้นมาอย่าพยายามไปทำให้มันไม่โกรธอันนี้เราหนักหนาสาหัสเลยทุกปวดหัวมากเลย。 มันโกรธมันหงุดหงิดมันโมหมีอารมณ์ก็มีอารมณ์ขึ้นมาแต่เราจะลงไปตามอารมณ์ในตัวเราลงไปตามอารมณ์。 ถ้าไม่มีตัวเราลงงไปตามอารมณ์มันก็ไม่เป็นโทษภัยแก่ตัวเราเองแล้วก็ไม่เป็นโทษภัยแก่ใคร。 แล้วเราก็ไม่ต้องพยายามไปดับความคิดดับอารมณ์นั้น。 เรารีบพยายามไปดับความคิดดับอารมณ์นั้นไปก็ไปกดมันไว้หรือพยายามที่จะเบรคมันไว้ไม่ให้มันเกิด。 อันนี้เราปวดหัวตายเลยเท่ากับยึดถือหนักเลยเนี่ย。 จิตใจจะแสดงความคิดอารมณ์ความรู้สึกยังไงจะถูกใจไม่ถูกใจจะดีไม่ดีอย่างไรก็ตาม。 จะเป็นกุศลและกุศลยังไงก็ตาม。 ไม่หลงว่ามีตัวเราเข้าไปมีส่วนได้เสีย。 ไม่เข้าไปมีอารมณ์ร่วมแล้วก็ไม่พยายามไปดับเขา。 ถ้าไม่หลงผิดไปกับเขาไม่เข้าไปมีอารมณ์ร่วมไปกับเขา。 เหมือนกับดูหนังดูละครเนี่ยไม่อินเข้าไปมีอารมณ์ร่วมเข้าไปจนร้องห่มร้องไห้เป็นรักเป็นเวรเมื่อพระเอกตายนาเอกตาย。 จิตใจเขาก็ที่ปรากฏความคิดอารมณ์อาการต่างๆก็เหมือนหนังเหมือนละครนั่นแหละ。 ถ้าไม่มีตัวเราก็ไม่มีอารมณ์ร่วมไม่อินเข้าไปในหนังละครมันก็จะไม่มีคนไปร้องไห้。 จะไม่มีคนไปเศร้าเสียใจ。 ไม่มีคนเข้าไปตบตีกับนายอิจฉาริษยา。 มันก็ได้ดูเห็นแสดงดูไปมันๆเฉยๆ。 ก็เห็นว่าเขาแสดงให้ดู。 แต่ถ้าเราไม่เห็นว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นมายาเป็นเหมือนกับมันกลับเป็นแสดงขึ้นมาแต่ละครั้งแล้วก็ดับไปไม่มีอะไรที่เป็นสาระแก่นศาลมันก็เหมือนกับเป็นหนังเป็นละครเป็นมายาที่แสดงขึ้นมาให้ดูแสดงให้รับรู้แล้วมันก็ดับไปก็มั。 นเอง。 ไม่มีตัวเราก็ไม่มีอารมณ์ร่วมเราก็ไม่ใช่ว่าเราเป็นกีโมหมันอารมณ์อย่างนั้นน่ะเหมือนกับหงุดหงิดเขาแสดงหนังละครเขาเลือกพระเอกนาเอกมาไม่ถูกใจเราแดงไม่สมบทบาทแล้วก็หงุดหงิดโมหด่า。 หรือว่าอยากจะเข้าไป้ตบตีกันนะอิจฉายาที่ตบตีพระเอกตบตีพระเอกที่กลัแกล้งพระเอกอะไรย。 อย่างนี้ทั้งหลงไปในอารมณ์ร่วม。 ถ้าเข้าไปพยายามที่จะจัดการมัน。 ฉันจะไม่ให้มันเกิดขึ้นพยังไม่ให้มันเกิดขึ้นรถผิดทั้งนั้นผิดทางทั้งนั้นไม่ถูกเลยยึดถือทุกทางอย่างนี้ต้องกลับเป็น。 ทุกข์มาก。 ทั้งไม่หลงไปมีลมณ์ร่วมไม่ติดไปไม่ไปเบรคเขาไม่ไปพยายามดับเขา。 แล้วไม่ไปบังคับให้เขาเกิด。 เพียงแค่นี้แหละ。 เราก็จะไม่ถูกขกับอะไรไม่มีตัวเราไปทุกข์กับอะไรไม่มีตัวเราจะไม่ปรากฏตัวเราขึ้นมาในใจของเรา。 การรับรู้การสัมผัสทั้งตาหูจลิ้นไกใจมีความคิดมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรขึ้นมาก็ในใจไม่มีความรู้สึกมีตัว,เ,ร,าก็ไปร,่,ว,ม,ม,ี,อ,า,รมณ์ร่วมก,ั,บ。 สิ,่งนั้น。 หรือไม่มีตัวเราพยายามไปเบรคไปห้ามไปดับความคิดอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น。 หรือไม่มีตัวเราก็ไปบังคับไม่มันเกิดไม่ให้มันมีไม่ให้มันเป็น。 ทั้งสามกรณีนี้。 ก็จะไม่มีตัวเราเกิดขึ้นมาในใจของเราให้เป็นกเลสและความทุกข์。 ต้องมีปัญญามีสติปัญญา。 ที่จะรู้เห็นมันและรู้เท่าทันใจของเราที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับสิ่งใดๆก็ยึดถือสิ่งใดไม่มีตัวเราก็ยึดถือสิ่งใดใจก็ว่างเปล่าจากตัวตนว่ากว่าจะกเลสวกว่าจากความคิดบ้างถือบ้านก็จะพ้นจับทุกข。 ์ได้。 คือเหมือนว่าต้องเตือนตัวเองบ่อยๆนะคะ。 ต้องรู้ต้องเห็นต้องมีสติปัญญารู้เททานจิตใจของตนเอง。 สติขาดสมาธิขาดปัญญาขาดทำขาดเป็นทุกข์。 สติหายสมาธิหายปัญญาหายทำหายไปทุกข์สติมีสมาธิมีปัญญามีทำมีไม่ทุกข์สติเป็นมหาสติเป็นมหาสมาธิเป็นมหาปัญญา。 เป็นพระนพพพานพ้นจากทุกข์。 สติอันเดียวอย่าหลาย。 อย่ายุ่งวุ่นวายหลายนัดสติอันเดียวสติอันเดียว。 กราบนมัสการครับช่วงนี้ไม่ค่อยได้มากราบครับแล้วก็ช่วงนี้ฟุ้งสร้างเยอะช่วงนี้เปลี่ยนที่ทำงานสองสามเดือนที่ผ่านมาย้ายที่ทำงานได้ตำแหน่งใหม่รู้สึกวามันเหมือนกับใจมันฟูมันลอยมันหลงไปกับงานแล้วก็ไม่แน่ใจว่าเรารู้ตัวหรือเปล่าหรือว่าเราหลงไปหรือเหมือนอา。 จจะติดมีปิติมีความสุขกับงานเหมือนทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปหมดมันก็เลยจะหลงลืมตัวไปเยอะครับ。 พอนึกได้ก็เหมือนกับจะดึงกลับมา。 รู้ตัวนั่งฟังเสียงสวดมนต์สวดมนต์บ้างแต่สุดท้ายก็แบบ。 หลงไปกับโลกตลอดเวลาครับ。 ตลอด23เดือนที่ผ่านมา。 รู้สึกว่าตัวเองก็พอคิดอีกใหม่ทีก็คือว่าตัวเองก็。 เหมือนมาลงโทษตัวเองรู้สึกตัวเองผิดไหมเนี่ยทำตัวไม่ค่อยดีนะอะไรอย่างนี้นะครับ。 รู้สึกพอใจหลวงตาก็รู้สึกว่าตัวเองก็รู้สึกผิดหน่อยหรือต้องกลับไปทำให้ดีขึ้นครับ。 ต่อไปก็เป็นแฟนพันธุ์แท้。 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทำกิจการงานใดในทุกเรียนบทยืนเดินนั่งนอนเข้าห้องน้ำห้องท่วมเดื่มที่เดินทางไปไหนมาไหนทำงานที่ประจำวันจะต้องเป็นแฟนพันธุ์แท้。 มีทำเป็นใจใจเป็นธรรมเป็นธรรมแท้ที่ไม่อาจปรุงแต่งได้。 แต่ใช้สังขารปรุงแต่งแต่ใจเป็นธรรมแท้ที่ไม่ปรุงแต่งได้ใช้เป็นธรรมแต่ใช้สังขารคือขันหน้า。 ไปตามอริยมะประกอบอาชีพโดยชอบทำหน้าที่โดยชอบที่สมบูรณ์และถูกต้องมีปัญญาเห็นชอบชชอบผู้ชอบกับทำชอบแต่ใจคนจับทุกข์เพราะใจเป็นธรรมด้วยอำนาจของสติปัญญาศรัทธาความเพียร。 ที่เรามีความศรัทธา。 มีความศรัทธาในพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากินกับธรรมนอนกับธรรมอยู่กับธรรมไปไหนก็ไปกับธรรมทำงานก็ใจก็อยู่กับธรรมเป็นธรรมแท้เป็นใจที่ไม่อาจปรุงแต่งได้แต่ใช้ขันห้าเพราะขันห้าเป็นสิ่งปรุงแต่งใจเป็นธรรมชาติที่ปรแต่งได้เป็นแต่ความว่างเปล่า。 อย่างเดียว。 เป็นแต่ความว่างเปล่าตัวตนไม่มีอะไรเลยเป็นความว่างปากเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจักรวาลไม่ใช่เป็นความรู้สึกว่างๆภายในใจแต่เป็นความว่างเปล่าเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจักรวาล。 ซึ่งเป็นทาสรู้แม้แต่เป็นความว่าแต่มันมีความรู้อยู่ในตัวว่าใจหรือมันเนี่ยคือใครมันคือความไม่มีตัวตนไม่มีอะไรไม่มีรูปร่างอะไรเลยสิ่งที่มีความรู้สึกนึกคิดอารมณ์มีรูปร่างไม่ว่าจะเป็นลูกเสียงกินรสสั。 มผัส。 ที่มากระทบต่างๆอุจะลิกายและสิ่งที่เกิดขึ้นในใจทุกกิริยาการไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกนึอารมณ์ที่เรียกว่าทำอารมณ์。 ลวดไม่ใช่ใจเพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสังขารสิ่งใดที่ไม่มีมันมาแต่แรกเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องเสื่อมไปสิ้นไปต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายต้องผความสลายไปทั้งรูปทั้งนาเรียกว่าสังขารทั้งหมดมีแต่ใจเท่านั้นที่เป็นวิสังขารพ้นจากสังขารใจหรือภาพรู้หนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไ。 ม่เกิดไม่ดับไม่แตกไม่ทำลายไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่าง。 จงเป็นใจที่ไม่อยากปรุงแต่งได้。 แต่ใช้ขันห้าใช้ความปรุงแต่งอย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถสติปัญญาที่เราเรียนเขียนอ่านมาบุญบารมีที่ได้ส่งสมมาใช้เต็มกำลังความรู้ค,ว。 ามสามารถ。 ดำเนินชีวิตอยู่ตามปริยชอบมีองคแฝดโดยชอบมีปัญญาเห็นชอบคิดชอบผู้ชอบก็ำชอบประกอบอาชีพชอบทำหน้าที่โดยชอบ。 สนใจนั้นซึ่งความยึดมั่นถือมั่น。 ใจในตัวของเราทุกคน。 ไม่ว่าจะเป็นพุทธเจ้าพระราหันกุตุชนและสัตวราจารย์ทั้งหลายและสรรพาสัตว์ทั้งหลายที่เวียนไหว้ไตรเกิดเทพเทวดาอินพรมจยักษ์หน้าคุมนุษกลทานสรรพสัตริ์ล้วมีใจหมดเลยใจสุดชาติรู้。 ที่อยู่ในตัวของเราทุกคน。 มีอยู่เหมือนกันหมดไม่แตกต่างกัน。 ใจสุชาติดูนี้。 ไม่ใช่ว่าอยู่ในพระพุทธเจ้าและยิ่งใหญ่。 อยู่ในปตุชนคนธรรมดาหรือได้สัานทั้งหลายแรกก็。 เล็กน้อย。 เขาเป็นธรรมชาติที่ไม่มีอะไร。 เปรียบเทียบเหมือนที่เขาเรียกว่าใจของกะหล่ำตี。 ทุกคนก็รู้จักดอกกะหล่ำปีที่มันเป็นที่มันกีบมันหุ้มกันๆหนาเป็นหัว。 เวลาเขาจะเอามาดองขายก็จะแกะเปลือกนอกมันออกเหลือแต่อะไรนะเขาเรียกอะไรข้างในใจใช่ไหมใจของดอกกะหล่ำปีก็ก็มาใส่กระป,๋。 องดองขาย。 แต่ใจของดอกกะหล่ำปีแท้ๆเนี่ยมันยังไม่ใช่ใจกลางหรือกลางใจของดอกกะหล่ำปีที่แท้。 เพราะว่าเมื่อลอกดอกกะหล่ำปีที่เข้ามาดองใส่กระป๋องขายที่ว่าใจมาใส่กระป๋องขายนะก็ออกไปได้อีกว่าลอกจบเป,ล,ื,อ,ก,ออกไ,ป,ไ,ด,้,อ,ีกรอบไปได้อ,ี,ก。 รอ,บไปอีก。 จทั้งโลกไปได้หมดเลยแล้วถึงที่สุดเลยแหละถึงจะเป็นใจแล้วคืออะไรเมื่อหลอกหมดแล้วคืออะไร。 ใจกลางของดอกกหลันตีคืออะไร。 คือความไม่มีอะไร。 ความไม่มีอะไรเลย。 ที่อยู่ใจกลางดอกกันตีนั่นแหละคือใจ。 ถ้าท่าน。 ไปยืนดูในแปลงดอกกะหล่ำตี。 ก็จะเห็นว่า。 ดอกกะหล่ำปีมันเพิ่มขึ้นมาจากความไม่มีอะไรและเริ่มเป็นต้นเล็กๆขึ้นมาเริ่มมีใบแตกหนึ่งใบสองใบสามใบ。 แล้วก็เริ่มโตขึ้นไปก็เริ่มแตกใบมากขึ้นใหญ่มากขึ้น。 เมื่อ。 ได้ที่สมบูรณ์แล้วสิ่งที่มันห่อเข้ามาคือใบในสุดก่อน。 ไปในสุดค่อยห่อเข้ามา。 แล้วก็ไปนอกๆก็ค่อยๆขอเข้ามาเข้ามาเข้ามา。 แต่สิ่งที่ใบในสุดเนี่ยที่ขอเข้ามาขออะไร。 ข้อความไม่มีอะไรเลย。 จะเรียกว่าเอาความว่างเปล่าของธรรมชาติ。 ซึ่งเป็นเช่นนั้นมาแต่เดิมคือความไม่มีอะไรเลยหรือเรียกว่าเป็นความฝากของธรรมชาติ。 แล้วก็ขอ่อเข้ามาทีละใบทีละใบทีละใบละใบนั้นเมื่อผ่าออกหรือลอบเปลือกออกกับย้อนกลับไปมันจึงพบแต่ความไม่,ม,ี,อ,ะไรไม่มีอะไรจ,ร,ิ。 งๆในนั้น。 เช่นเดียวกับร่างกายจิตใจของเรา。 เดินในท้องแม่ก็ไม่มีไม่มีอะไรเลยในท้องของแม่ก็ไม่มีอะไรเลย。 ต่อมาแม่กับพ่อก็ผสมพันธุ์กัน。 และมีเชื้อมาผสมกัน。 คือสเปิมของพ่อที่เรียกว่าธาตุดินและไข่ของแม่ที่เป็นน้ำ。 มาผสมกัน。 ไม่มีของเราเลยมีแต่ของพ่อกับของแม่。 ดินกับน้ำเริ่มผสมกันแต่นั้น。 ไม่มีอะไรเลย。 ไม่มีตัวเราเลย。 มีแต่ความว่างเปล่า。 แล้วก็เริ่มมีไข่เพิกับใคร่ายผสมธาตุดินกับธาตุน้ำผสมกันแล้วก็แม่ก็กินซพืชซากสัตว์เติมก็เพื่อให้เชื่อที่สมกันนั้นมันค่อยๆโตเป็นดเลือดขึ้นมาเรื่อยๆหมอก็รู้สิ่งเหล่านี้ใช่ไหมก็เลยเป็นเลือดโตขึ้นเรื。 ่อยๆ。 แล้วก็เลือกที่โตขึ้นมาจากไหนอ่ะ。 มาจากซากพืชซากสัตว์。 และกินน้ำธาสน้ำเติมเข้าไปกินธาสลมหายใจเข้าไปกินพดไฟความร้อนความอบอุ่นเข้าไปถ้าไม่กินพาสเติมเข้าไปทั้งแม่และเลือือกที่อยู่ในท้องก็ต้องตายไปหมด。 ถ้าเหล่านี้ค่อยๆเติมเข้าไปเติมเข้าไปจนก็เลือดมันโตขึ้น。 พอโตขึ้นได้ที่แล้วถ้าารู้หรือวิญญาณธาตุวิญญาณแปลว่ารู้คือธาตุที่มีความรู้แต่ไม่มีอะไรเลย。 ก็เข้ามาผสม。 ไม่มีรูปร่างไม่มีตัวตนเป็นความว่างเปล่าเหมือนหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจักรวาลนี่แหละแล้วเข้ามามาสมเป็นธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟและธาตุรู้เพราะว่าสมเมื่อธาตุรู้คผสมก็เกิดน้ำลูกคือเกิดชีวิตขึ้นมาเกิดน้ำก่อนเกิดชีวิตขึ้นมาเริ่มมีชีวิตจิตใจเริ่มมีความร。 ู้สึกแล้วก็เกิดมีอวัยวะมาห้มหจนครบ。 เป็นลูกขึ้นมาเรียกว่านามลูก。 เพราะน้ำรูปเป็นปัจจัย。 จึงทำให้เกิด。 อายตนะประตูตาประตูประตูจมูกประตูลิ้นประตูกายประตูใจครบถ้วน6ประตู。 แล้วก็。 เสร็จแล้วก็มีอาการขึ้นมาได้。 อายณะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปเป็นปัจจัยทำให้เกิดยนะยนะเป็นปัจจัยจึงทำให้เกิดเป็นภาษะภาษาเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเวฒนาเวฒนาเป็นปัจจัยทำให้ประธานพบชาติลาวนะทุกข์พุทธเจ้าตรัสตรงนี้。 แต่จะพูดง่ายๆเปรียบเทียบเข้าใจก็คือว่าเธอไม่มีอะไรเลยเราไม่มีอะไรเสร็จแล้วก็มีนามลูกก็คือมีอาการของใจชีวิตประกอบด้วยนามลูกคืออาการของใจมีความรู้สึกในคิดอารมณ์ขึ้นมาก่อนกว่าที่เป็นนำมาทำขึ้นมาเหมือนเปรียบเห。 มือน。 ของดอกกะหล่ำปลีค่อยๆหุ้มเข้ามาห้มความไม่มีอะไรเข้ามา。 ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ค่อยๆหุ้มความไม่มีอะไรขึ้นมา。 มีอารมณ์หนาขึ้น。 มีความรักความชังความโกรธความเกลียดความอิจฉายาตั้งแต่อารมณ์เล็กความคิดิดความคิดถึงุงแต่งเล็กๆ。 เพิ่มขึ้นเป็นอารมณ์เป็นกเลสเป็นปัญหา。 ความยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นมีร่างกายของเราเข้ามาห่อหุ้มอีก。 นอกจากจะมีนามาทำแล้วมีรูปประทำหหุ้มความไม่มีอะไรเสร็จแล้วก็ไปเอาสามีเอาภรรยาเอาลูกกับหลานเอาสมบัติอา,ห,า,ร,พ,่,อแม,่,พ,ี,่,น้องมาหหุ้ม,เ,พ,ิ่。 มไปอีก。 กลายเป็นดอกกะหล่ำปลีดอกเบล่อเธอ。 ขลอกกลับไป。 หลอกสามีลภรรยา。 หลอลูกหลอกสมบัติสถานออกไป。 เหลือแต่ตัวเราแท้。 สามีภรรยาลูกสมบัติฐานออกไปเหลือแต่ตัวเราแท้ๆคือร่างกายจิตใจ。 ลอกผมขนเล็บผนังตัวเองกระดูกตับไตไสน้อยไสใหญ่น้ำสปอดหัวใจซึ่งเป็นธาตุดินทั้งหมดที่เรากินซากพืชซสัตว์เข้าไป。 ลอกสิ่งเหล่านี้โยนทิ้งออกไปโยนทิ้งออกไปหมด。 ลอกธาตุดินออกไป。 เหลือธาตุน้ำน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำลายน้ำปัสสาวะน้ำไขมันข้นที่กินธาตุน้ำเข้าไปเห็นว่าธาตุดินล้วนแต่เป็นพืชสัตว์กินธรรมชาติกินชีวิตเขาก็ทุกวันพวกท่านก็กินวันละหลายตัว。 กินหลายชีวิต。 ไม่ได้เป็นของเราเลยแต่เรากินข้าเติมเข้าไปตลอดเวลานั้นถ้าจะเป็นของใช้สิ้นเปลืองของเสื่อมไปท่านต้องกินเติมตลอดเวลากินซากพืชซากสัเติมตลอดเวลาถ้าาตุน้ำเป็นของใช้สิ้นเปลืองกินเติมเข้าไปตลอดเวลาถ้าลมหายใจเป็นของใช้สิ้นเปลืองกินเติมตลอดเวลาถ้าาสไฟความร。 ้อนความอบอุ่นต้องกินเติมไปตลอดเวลาซึ่งเหล่านี้เป็นใช้ของใช้สิ้นเปลืองเติมไปหุ้มความไม่มีอะไรไว้。 จนท่านมองไม่เห็น。 ใจแท้ๆภายในมันเลยคือความไม่มีอะไร。 ท่านเลยถูก。 ความรู้สึกนึกจิตอารมณ์。 ซึ่งเป็นนามสังขาร。 และรูปปสังขารคือร่างกายของเรา。 รวมทั้ง。 เอาสามีภรรยาตำแหน่งหลบยศสมบัติสถานสิภายนอกมาปิดบัง。 ใจแท้ๆซึ่งเป็นความไม่มีอะไรจะหมดสิ้น。 ถ้าท่านมานมพิจารณาและลอกมันออกทั้งหมด。 ก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรอยู่เลยในภายในจริงๆความเป็นแกร่งเป็นก้อนเป็นตัวเราตรงตนจริงๆไม่มีมีแต่ความว่างเปล่า。 ท่านจงลอกหนังมันออกเหลือแต่เลือดเนื้อแดงๆและเลือดเนื้อแดงๆออกเหลือแต่ซี่โครงเนื้อติดซี่โครงของอวัยวะภายในและผ่าซี่โครงออกวอวัยวะภายในออกหมดทุกชิ้น。 แล้วซี่โครงก็สับแหลกละเอียดหมดดูที่ว่าความเป็นตัวตนเหลืออยู่ตรงไหน。 เจนว่าในร่างกาย。 เมื่อแยกออกถอดออกพิจารณาออกทั้งหมดไม่เห็นมีตัวตนเป็นแก่งเป็นก้อนเหลือไว้เลยเป็นแต่แก่นสาสาระที่จะเห็,น,ว,่,า,เ,ป็น,ค,ว,า,ม,เที่ยงแพ้อย,ู,่,ไม。 ่มีเลย。 ยิ่งจิตใจยิ่งแย่ใหญ่เลยเพราะมีความรู้สึนึกคิดอารมณ์มาเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่มีตัวตนไม่มีแก่นไม่มีก้อนไม่มีสาระแก่นสารอะไรที่ที่เที่ยงแพ้เลยไม่มีเลย。 สมัยก่อนนี้。 เมื่อก่อนนี้ก็ยังชอบ。 ทำเครื่องรางของขังอะไรกันใหญ่。 ก็เลยว่ะพระเครื่องตะกรุดอะไรกันให้มันหนักตัวทำไมวันนี้เดี๋ยวเสกลงที่ตัวนี้เลยไม่ต้องไปทำใส่ตะกรุดใส่พระเครื่องคล้อง。 เสกไว้เลยที่ตัวเนี่ยมาเอามานั่งครับ。 เสกใจ。 ทำก็บอกว่าจะเสกใส่ตรงไหนอ่ะ。 ตรงไหนเรามีที่เที่ยงที่จะบรรจุไม่ได้。 ใส่ที่ผม。 เดี๋ยวผมก็หลุดร่วงไปต้องตัดทิ้งไปสายที่เล็บที่ฟันที่หนังที่เนื้อที่เองที่กระดูกที่ตัับไสไสน้อยไสใหญ่มากกว่ากว่าหัวใจมันก็ต้องเสื่อมเซ็นต่างๆในร่างกายมีความเสื่อมมีการต้องเติมเซ็นเปลี่ยนใหม่ตลอดเวลาแล้วตรงไหนแล้วที่มันเท。 ี่ยง。 แล้วบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เถียงว่าถ้าอย่างนั้นฟันน่ะเป็นกระดูกที่แข็งที่สุดในร่างกายฟัน。 เอาอย่างนั้นเสกใส่ฟันดีกว่าบรรจุพลังอำนาจจิตใส่ฟันไว้。 จะใส่ก็จริจริงทำก็ปรากฏว่าความันเที่ยงจริงเหรอ。 เดี๋ยวก็อยากจ๋าฟันลาก่อนอีกแล้วจ๋าฟันลาก่อนฟันเที่ยงเหรอฟันที่แข็งที่สุดของร่างกายยังไม่เที่ยง。 อย่างนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องธาตุน้ำธาตุลมธาสไฟจะบรรจุใส่ตรงไหนแล้วท่านจะบรรจุใส่ถึงไหนทำก็บอกแบบนี้。 แม้แต่ของแข็งที่สุดในร่างกายที่เป็นฟันก็ผูกพังสลายกับจ๋าฟันลาก่อนแล้วจะบรรจุที่ไหนเพราะว่าไม่มีสิ่งที่เที่ยงเลยสิ่งที่เป็นแก่งเป็นก้อนเป็นสาระแกสถานที่จริงไม่มีเลยอย่างนั้นไม่บรรจุที่ก็ได้เที่ไม่มีจที่จิตใจก。 ็ได้。 ทำก็ปรากฏว่าตรงไหนจิตใจที่เที่ยงมี。 จิตใจที่เที่ยงมีอยู่ตรงไหนที่จะบรรจุพลังไม่ได้。 ความรู้สึกถึงกที่อารมณ์ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปมีแล้วก็หายไปเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปหายอ่ะไหนอ่ะสิ่งที่,เ,ป,็,น,ต,ั,ว,ต,น,แก,่,ง,สสระจริงๆ,อ,ย。 ู่,ตรงไหน。 พระพุทธเจ้าจึงตรัสกับ。 โมคราชพระโมครราชว่า。 เธอจงเห็นโลกนี้เธอจงดูโลกนี้คือร่างกายจิตใจและทุกอย่างในโลกนี้เป็นเพียงของว่างเปล่าเป็นเพียงความว่างเปล่า。 เธอจงพิจารณาเห็นว่าโลกนี้เป็นเพียงความว่างเปล่าไม่มีตัวตนแก่นศาสาระอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นได้เลย。 พระโมครราชนำไปพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงที่พระองค์ตัรัส。 ปล่อยวางความหลงยึดมั่นถือมั่นก็เป็นเราเป็นตัวเราเป็นตัวตนของเราแต่สิ้นก็ไม่รู้ผ่าน。 ตัวตนของเราจริงๆไม่มี。 ไม่มีเลยพาเข้าไปลอกเข้าไปถึงใจภายในใจก็ไม่มีตัวใจไม่มีทุกข์ไม่มีทุกข์ไม่มีสง่องใสไม่มีเศร้าองเพราะความสุขทุกข์ของใสสม้าองเป็นเพียงแค่อาการของใจเปรียบเหมือนกีบดอกกะหล่ำปี。 ปัใจแท้ๆไม่มีอาการวิใจใดๆเลย。 ไม่มีอาการเข้าใจใดๆเลยเปรียบเหมือนความว่างเปล่าในใจกลางดอกกะหล่ตีนั้นเอง。 แต่เราหลงยึดถือ。 ทั้งสังขารจิตใจที่เป็นความรู้สึกและคิดอารมณ์เป็นความรู้สึก。 ยึดถือทั้งร่างกายที่เป็นการเนื้อจริงๆจริงๆว่าเป็นเราเป็นตัวความเป็นตัวตนของเราเราจึงจงอยู่ในความทุกข์ความทุกข์。 จะปล่อยวาง。 ปล่อยวางสังขารทั้งมวล。 สังขารภายนอกที่ท่านรับรู้ได้ต่างๆลิ้นกายและล้วเป็นสังขารเป็นความไม่เที่ยง。 สังขารร่างกายสังหารจิตใจซึ่งเป็นความไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วประดับไทยมีแล้ว。