这段佛法讲座的核心在于教导我们如何通过观察呼吸和念头来达到内心的平静,并最终从执着和痛苦中解脱出来。 讲座开始,引导我们关注呼吸这个身体的自然现象。无论呼吸如何变化,我们的内心都保持平静,不随呼吸的起伏而动摇。同样地,无论心中产生什么样的念头和情绪,内心也保持平静,不随之波动。持续地觉知呼吸,觉知它作为生命的一种自然运作,是自由的,没有任何人可以干预或控制它。觉知呼吸的自由流动,并且清楚地知道没有任何人能够干扰这个过程。这种觉知持续不断,没有间断,清晰地认识到呼吸的自由,以及没有任何人能够干涉它。 接下来,讲座将这种觉知扩展到心的层面。允许念头自由地流动,无论是好的、坏的、散乱的还是平静的,内心都保持觉知。觉知到无论心如何变化,都没有任何人能够干预这个过程。觉知到身体和心的所有活动,无论它们的状态如何,无论它们是否让我们感到愉悦或不适,无论是快乐还是痛苦,无论是清明还是烦恼,无论是空虚还是充实,无论是平静还是不安,都没有任何人能够干预。允许它们保持其自然的、自由的状态。只剩下纯粹的觉知,觉知到身心的一切变化,没有任何人能够干预,它们只是如其本然地存在。 讲座强调,觉知(“รู้”,可以理解为“觉知”或者“觉性”)必须是持续不断的,不能有间断。这种觉知不是为了获得什么,不是为了成为什么,也不是为了达到什么,只是单纯地觉知当下的一切。这种持续不断的觉知,就是觉知身体的运动,觉知心的运动。每一刻,觉知都不曾间断。 讲座指出,觉知(“รู้”)和正念(“สติ”,sati)是同在的,哪里有觉知,哪里就有正念,反之亦然。如果觉知间断,就意味着正念缺失,正念缺失,定力、智慧和正法都会缺失,从而导致痛苦。如果拥有正念、定力、智慧和正法,就不会有痛苦。正念发展到极致,就是大正念、大定力、大智慧,最终达到涅槃,从痛苦中解脱出来。 讲座再次强调,觉知和正念是同在的。觉知呼吸的自由流动,并且清晰地认识到没有任何人,包括“我们自己”,能够干预呼吸。这种觉知只是单纯地觉知,不是为了得到什么,也不是为了成为什么,甚至不是为了追求平静或不平静。即使内心平静,也只是觉知;即使内心不平静,也只是觉知。只是单纯地觉知,觉知从那个没有造作的内心生起,觉知到身体的行(呼吸)和心的行(念头)是自由生灭的,没有任何人可以执着。这种觉知,是能够让我们从痛苦中解脱出来的觉知。 只有当内心寂静、安宁,内外统一的时候,才能清晰地感知到一切变化。内心不随外境而动,才能感知到哪怕是最细微的变化。只有当内心寂静、安宁,内外统一的时候,才能从一切造作中解脱出来。试图通过造作来解脱,是不可能的,只会导致更多的造作。只有当内心从造作中解脱出来,才能真正地从一切造作中解脱出来。 不要试图去压制念头,让它们平静下来。念头是平静还是散乱,都让它们自由地存在。只要内心不迷失在其中,整个世界就会变得寂静。至于念头如何生起,是平静还是散乱,都让它们自由地存在。内心只是觉知,但不随之波动。 心的本质是空性,如同宇宙虚空,是无法被动摇的。如果允许呼吸自由地流动,没有任何人干预,内心就会自然地平静下来。同样地,无论心如何变化,只要觉知到没有任何人能够干预,内心就会变得平静、空虚。正是这种平静、空虚的心,才能觉知到无论平静还是空虚,我们这个由五蕴构成的“我”,仍然在不断地造作,不断地产生念头,直到生命的尽头。 当不再执着时,一切造作都会止息,五蕴也会彻底寂灭。真心就会与自然的空性融为一体。因此,虽然“我”还在不断地造作、思考,但它与空性的真心是并存的,但又彼此独立。 我们的觉知必须持续不断。如果失去了对呼吸和念头的觉知,就会陷入散乱。但是,如果保持觉知,无论念头如何纷飞,只要内心持续地觉知,就不会被念头所扰。 不要放弃觉知,但也不要执着于觉知。不能放弃觉知,因为一旦放弃觉知,就会立刻陷入散乱。但是,如果不放弃觉知,无论呼吸如何变化,无论念头如何生起,都只是如实地觉知,不干预,不压制。内心只是觉知,但不造作。觉知到什么呢?觉知到内心是无造作的,并且觉知到一切造作的生灭。觉知到心的本质是无造作的,没有任何东西,没有任何显现,并且觉知到在这种无造作、无显现中,念头(“我”)却在不断地造作。 无论内心多么平静、空虚,“我”仍然在不断地思考、造作。但是,这个思考、造作的“我”是自由的,独立于空性的心。这个思考、造作的“我”只存在于此生,当生命结束时,它就会消失,而空性的真心是永恒的。 我们要觉知在空性心中的一切造作。安静地观察,就会发现,在一切造作中,存在着平静和空虚。安静地观察,无论心产生什么样的念头,在念头的深处,都有平静和空虚作为基础。因为一切造作,无论是外在的世界,还是内在的念头,都存在于空性之中。 无论任何事物,无论它运动得多么快,都存在于空性之中。心,或者说本来的真心,就像虚空一样,是空性的,但又具有觉知。觉知到什么呢?觉知到它自身是空性的,如同虚空,并且觉知到一切造作,无论念头多么纷繁复杂,都生灭于空性之中。 因此,本来的真心,它既觉知到自身是空性的,如同虚空,又觉知到一切造作都生灭于空性之中。一切造作,就像浮在水面上的油,水就像真心,油就像念头。它们共存,但又彼此独立,不会融合。 安静地观察,就会发现这个真相。这就是佛陀所说的,见到一切事物生灭的本质,无法执着。一切事物,凡是生起的,必然会灭去。但是,阿罗汉看到,一切事物虽然生灭,无法执着,但它们都生灭于不生不灭之中,也就是真心之中。真心是永恒不生不灭的。 无论一切事物如何生灭,都没有人能够执着,因此,发现了不造作的真心,是空性的,是不动的,没有任何显现,没有任何波动,没有任何来去,没有任何停留。无论念头多么纷繁复杂,都无法逃脱心的空性。 阿罗汉发现了这个真相,因此不再执着于在空性心中生灭的一切造作,也不再执着于空性的心本身。让这两种自然现象共存,但又彼此独立,不再执着。 要安静地观察,允许念头自由地流动,思考,造作。你会发现,无论心如何思考、造作,都无法逃脱心的空性,它们都生灭于空性之中。没有人是念头的主人,也没有人是空性的心的主人。它们只是自然现象,共存,独立,不融合。造作会生灭,而空性永远是空性。 就像宇宙中的一切,都生灭变化于空性之中。它们共存,但又彼此独立,不融合。安静地观察,不要放弃观察,要成为一个敏锐的观察者。安静地观察,就会发现这个真相。 一旦放弃了安静的观察,就会陷入纷繁复杂的念头中,失去了觉知。如果持续地、安静地观察,无论念头多么纷繁复杂,都会发现,在念头的深处,存在着空性的心,它是平静的,永恒的。 仔细观察,你会感受到外在世界的寂静,并且发现自己的内心也是寂静的,内外统一。当感受到寂静时,就能清晰地感知到一切变化。无论“我”如何思考、造作,都能清晰地觉知到。内心越是寂静,越能清晰地看到“我”在不断地造作。但是,这种造作只存在于此生,当生命结束时,真心就会与自然的寂静融为一体。 “我”会产生各种各样的念头、情绪,但是,心的本质是平静、空虚的。放下对“我”的执着,让它自由地存在。内心就会变得平静、空虚。 无论身体和心如何变化,都要持续地、如实地观察它们。不要执着,只是观察,这就是放下。如实地观察身体和心的变化,它们是什么样的,就如实地觉知。这种如实的觉知,就是佛性。佛陀的意思是觉悟者,觉悟者是已经觉醒、不再执着、不再迷茫、已经解脱的人,从一切造作、执着中解脱出来。 “佛陀”不是指一个具体的词语,而是指那个只是单纯地觉知的心。这个心没有任何形相,没有任何显现,只有觉知,但没有觉知者,没有觉知的生起,也没有觉知的灭去。只有觉知,觉知到一切造作的生灭,但觉知者本身不生不灭,永恒不变。 觉知到什么呢?觉知到“我们自己”,这个不断地思考、造作的“我们自己”。但是,内心是平静、空虚的,寂静遍布整个宇宙,内外统一。并且看到“我们自己”在不断地思考、造作。让它自由地造作,但内心保持寂静,与自然融为一体。 不要放弃这种觉知,因为这种觉知就是佛性。只是单纯地觉知这个真相,不执着于任何事物,这种不再执着的觉知,就是佛性。 如果你不放弃觉知,佛陀、佛法、僧伽就会永远与你同在。我们都已经达到了佛性,成为了觉悟者,不再迷茫,不再执着,已经解脱,从迷茫中解脱出来。 只是单纯地觉知到,无论是造作还是不造作的心,都没有人可以执着,没有人可以拥有。现在已经觉知到,一切造作都生灭于不造作的心中,没有人可以执着于造作,也没有人可以执着于不造作的心。只是觉知到一切造作生灭于不造作的心中,并且清晰地认识到,已经没有了执着,没有了拥有,只有“我”这个造作在不断地生起,但内心是平静、空虚的。无论内心多么平静、空虚,“我”仍然在不断地造作,但从来没有任何人能够执着于这种造作,也没有人能够执着于不造作的心。让“我”自由地造作,但内心也保持自由的空性。 正念在哪里,觉知就在哪里;觉知在哪里,正念就在哪里。正念和觉知是同在的。如果你放弃了对这个真相的觉知,也就是一切造作生灭于不生不灭的不造作之中,就等于放弃了正念。 无论念头多么纷繁复杂,都只是单纯地觉知,这就是拥有正念。不要因为心不平静而烦恼,不要试图去控制它。无论是平静还是不平静,都只是单纯地觉知。只要不放弃觉知,就是拥有正念。 正念缺失,定力、智慧和正法都会缺失,从而导致痛苦。正念缺失,定力、智慧和正法都会消失,从而导致痛苦。拥有正念、定力、智慧和正法,就不会有痛苦。正念发展到极致,就是大正念、大定力、大智慧,最终达到涅槃,从痛苦中解脱出来。只需要正念,仅此而已。 不要放弃觉知。只要觉知还在,正念就还在。 讲座观察到,许多人因为心无法平静而烦恼,试图控制它,让它平静下来,结果却失去了觉知。一旦失去了觉知,就等于失去了正念,也就失去了一切正法。只是徒劳地试图控制那些纷繁复杂的念头,想要让它们平静下来,结果却陷入了更多的散乱,因为失去了正念和正法。 无论是平静还是散乱,无论是烦恼还是不烦恼,都只是单纯地觉知。只要不放弃觉知,就是拥有正念,不需要去期待它是否会平静,是否会空虚。不需要期待觉知的结果,只是安静地观察。觉知本身就是观察。 持续地、安静地观察。观察什么呢?观察到心的本质是无造作的,是无法被造作的。但是,“我们自己”的本质是造作,不断地造作。但是,心是无法被造作的。它们是两种不同的本质,不同的类型。不要混淆它们。 “我们自己”的本质是造作,是身体的造作、语言的造作和心的造作,这是三种造作。但是,心,或者说本来的真心,是无造作的,是空性的,是涅槃,是无法被执着的,是无苦的,是无造作的。心的本质,本来的真心,是空性的,没有形相,无法被造作,无法被执着,也无法被放下,是空虚、平静的。 但是,“我们自己”是身体的造作、语言的造作和心的造作,是五蕴,是不断地造作的。让它们自由地生灭,但内心不造作,不生不灭。这两种自然现象是并存的,直到生命的尽头,造作才会停止,真心就会成为永恒的无造作。 现在,只需要不断地重复这个观察,让你的内心真正地看到这个真相,不仅仅是理解,而是真正地看到。用内心去觉知,这就是智慧。但是,用头脑去理解,只是知识,不是真正的智慧。 --- 翻译以下佛法讲座为中文(Chinese),要求: 1. 完整翻译为中文(Chinese),不要包含泰语 2. 不遗漏内容 3. 原文一行行字幕的格式,请根据意思,整合输出成段落文章的形式,且保持语言通顺! ----- ไม่ว่าลมหายใจ。 ที่เป็นเครื่องปรุงแต่งกาย。 จะมีความเคลื่อนไหวอย่างไร。 แต่ใจก็สงบ。 ไม่เคลื่อนไหวไปตามลมหายใจ。 ไม่ว่าจิต。 จะคิดจะปรุงแต่งอย่างไร。 แต่ใจก็สงบไม่เคลื่อนไหวไปตามจิต。 ไม่รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยไป。 ว่าลมหายใจซึ่งเป็นเครื่องปรุงแต่งกายเป็นเครื่องปรุงแต่งชีวิต。 จะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตามเขาเคลื่อนไหวอย่างอิสระเสรี。 รู้แก่ใจว่าไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจนั่นเลย。 ไม่มีใครไปแทรกแสงลมหายใจ。 ไม่เคยมีใครก็ไปยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจเลย。 ลมหายใจเคลื่อนไหวอย่างอิสระ。 ความรู้แก่ใจนั้นไม่เคยขาดวรรคขาดตอนรู้รู้อะไรก็รู้ว่าลมหายใจนั้นเคลื่อนไหวอย่างอิสระ。 แล้วไม่มีผู้ใดไปยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจเข้าออกเลยที่เคลื่อนไหวนั้น。 ไม่ว่าลมหายใจจะเคลื่อนไหวเข้าอย่างไรออกอย่างไร。 มีแต่ความรู้แก่ใจว่า。 ลมหายใจไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างไรก็ตาม。 ไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจนั้นเลยได้แต่แค่รู้สักแต่ว่ารู้。 สามารถดูแกก่ใจว่าลมหายใจเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเป็นอิสระ。 ไม่มีผู้ใดไปยุ่งวุ่นวายกับลมหาใดเข้าออกได้แล้วต่อไปการฝึกทางจิตก็ไม่ยากเหมือนกันคือปล่อยให้จิตเคลื่อนไหว。 อิสระ。 มีแต่ความรู้แกก่ใจว่าจิจจะมีความคิดความปรุงแต่งเคลื่อนไหวอย่างไรไม่ว่าจิจจะดีไม่ดีบไม่ว่าจิจจะฟุ้งซ่านหรือจิจจะสงบ。 ไม่ว่าจิตจะวุ่นวาย。 จิจะเป็นอย่างไรได้แต่รู้แก่ใจว่าจิจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดไปยุ่งวุ่นวายกับจิตความรู้แก่ใจว่าทั้งก,า,ย,แ,ล,ะ,จ,ิ,ตเคล,ื่อนไหวอย,่,า。 งไ,รก็ตาม。 จะมีอาการมีสภาวะที่ถูกใจเราไม่ถูกใจเราก็ตามไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ต้องใสหรือเศร้าหมอง。 ไม่ว่าจะว่างเปล่าหรือไม่ว่างเปล่าไม่ว่าจะสงบหรือไม่สงบ。 ไม่มีผู้ใดไปยุ่งวุ่นวาย。 กับร่างกายจิตใจเลย。 ปล่อยให้เขาเป็นอิสระเขาคงเป็นอิสระอย่างนั้น。 เหลือแต่ความรู้แกก่ใจว่าทั้งกายและจิตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวายกับเขาเลยเขาจะเป็นอย่างไรก็ปล่อยก็คงเป็นไปอยู่เช่นนั้นต้องกายและจิตที่ลมหายใจขาออกที่เคลื่อนไหวและจิที่เคลื่อ。 นไหว。 ความรู้แก่ใจเนี่ยหรือรู้ออกมาจากใจที่ไม่ปรุงแต่งเนี่ยจะต้องต่อเนื่องไม่ขาดสายไม่ขาดว่าขาดตอนเพียงแค่รู้。 รู้การเคลื่อนไหวรู้จิตเคลื่อนไหว。 ไม่ใช่รู้เพื่อไปเป็นอะไร。 ไม่ใช่รู้เพื่อไปเอาอะไรไม่ใช่รู้เพื่อไปได้อะไร。 ไม่ใช่รู้เพื่อจะไปบรรลุอะไร。 เพียงแค่。 รู้สักแต่ว่าว่ารู้。 ทุกปัจจุบันขณะ。 ต่อเนื่องไม่ขาดสาย。 ความรู้ไม่เคยขาดวรรคขาดตอนเลย。 สติอยู่ที่ไหนความรู้อยู่ที่นั่นความรู้อยู่ที่ไหนสติอยู่ที่นั่นสติกับความรู้อยู่ด้วยกัน。 สติกับความรู้มันอยู่ด้วยกัน。 ความรู้การเคลื่อนไหวรู้จิตเคลื่อนไหวขาดว่าขาดตอนเมื่อไหร่ก็แสดงว่าสติขาด。 สติขาดสมาธิขาด。 ปัญญาขาดทำขาดเป็นทุกข์สติหายสมาธิหายปัญญาหายทำหายเป็นทุกข์สติมีสมาธิมีปัญญามีธรรมมีไม่ทุกข์สติเป็นมหาสติเป็นมหาสมาธิเป็นมหาปัญญาเป็นพระนพพานพ้นจากทุกข์ที่อันเดียว。 สติ。 อยู่ที่ไหนความรู้อยู่ที่นั่นความรู้อยู่ที่ไหนสติอยู่ที่นั่นสติกับความรู้มันอยู่ด้วยกันความรู้รู้ว่าลมหายใจเข้าออกลมหายใจเคลื่อนไหวด้วยอิสระรู้แก่ใจว่าไม่มีผู้ใดเลยไม่มีเราไม่มีตัวเราไม่มีตัวตนของเราไม่ยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจเข้าออ。 กเลย。 ความรู้แกก่ใจได้แต่รู้。 จะรู้อย่างนี้。 ไม่ใช่รู้เพื่อไปเอาอะไร。 ไม่ได้รู้ว่าจะไปเป็นอะไร。 ไม่ได้จะรู้เพื่อจะไปเอาความสงบหรือไม่สงบ。 แม้แต่จิตใจที่สงบก็ได้แต่รู้。 จิตใจที่ไม่สงบก็ได้แต่รู้。 ได้แต่รู้อย่างเดียวได้แต่แค่รู้อย่างเดียว。 รู้อะไรก็รู้แก่ใจ。 ลูกออกมาจากใจที่ไม่ผมแต่ง。 รู้ว่า。 สังขารกายคือลมหายใจเข้าออก。 สังขารจิต。 หรือจิตสังขาร。 ที่กระเพ่มขึ้นมาที่ไหตัวขึ้นมาที่ปรุงแต่งขึ้นมาที่เกิดจากขึ้นมานั้น。 ไม่มีผู้ยึดมั่นถือมั่น。 เขาเคลื่อนไหวเกิดจากอย่างอิสระไม่มีผู้ยึดมั่นถือมั่นความรู้แก่ใจว่าตั้งกายคือลมหายใจก็ออกทางจิตนั้นเคลื่อนไหวเกิดดับเกิดขึ้นระดับไปอย่างอิสระไม่มีผู้ใดเข้าไปยึดมั่นถือมั่น。 อันนี้้แหละความรู้อันนี้้แหละมันเป็นความรู้ที่ทำให้พ้นทุกข์。 ใจที่มีความเงียบ。 ความสงบความสงบไปทั้งโลกกธาตุภายในและภายนอก。 จึงจะสามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวได้。 ใจที่เงียบ。 ที่สงบ。 สกัดไปทั้งภายนอกไปถึงใจภายใน。 หรือเงียบสงบสงัด。 จากใจออกมาเป็นหนึ่งเดียวกับความเงียบความสงบในธรรมชาตินั้น。 เราจะรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเสรี。 เพราะอะไรล่ะก็เพราะว่าใจเขาไม่เคลื่อนไหวเขาจึงรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวได้ความเคลื่อนไหวแมเพียงเล็กน้อย。 เพียงแค่ปรมาโดเดียว。 ใจที่ไม่เคลื่อนไหวก็สามารถรับรู้ความเคลื่อนไหวนั้นได้。 พอใจที่ไม่เคลื่อนไหวจึงเป็นใจที่เงียบสงบสงัดแต่ทั้งโลกกรธาตุทั้งภายในและภายนอก。 จึงสามารถที่จะหลุดพ้นจากสังขารได้。 จะพยายามเอาสังขารไปปรุงแต่งให้หลุดพ้นจากสังขารคือจิตสังขาร。 ความปรุงแต่งนั้นไม่อาจเป็นไปได้。 ว่าจะเอาสังขารไปปลดปล่อยให้ตัวเองหลุดพ้นจากสังขารนั้นมันยิ่งเป็นสังขารซ่อนสังขารเรื่อยไป。 ใจที่สงบจากความโปร่งแต่ง。 ถึงพ้นจากสังขารได้。 อย่าพยายามให้ไล่ดับจิตสังขารให้เขาสงบ。 อย่าพยายามไปไล่ดับจิตสังขารให้สงบ。 จิสังขาร。 ความคิดความปรุงแต่งก็จะสงบหรือไม่สงบปล่อยก็เป็นอิสระ。 ใจไม่หลงไปตามเท่า่านั้นแหละมันก็จะเป็นความสงบสงัดไปทั้งโลกธาตุ。 ส่วนจิตก็จะปรุงแต่งอย่างไรจะสงบหรือไม่สงบจะฟุ้งซ่านหรือไม่ฟุ้ซ่านอย่างไรปล่อยให้เขาเป็นไปอย่างอิสระ。 ใจได้แต่แค่รู้รับรู้แต่ใจไม่เคลื่อนไหว。 ธรรมชาติของใจ。 หรือถ้าาดูแท้ๆนั้น。 เป็นสังขารเป็นอสังฆทาตุอสังฆธรรมเป็นสุยตาธาตุย่อมไม่อาจเคลื่อนไหวได้。 เป็นทาสรู้ที่ว่างเปล่าเหมือนดังอวกาศจักรวาลๆของจักรวาล。 ถ้าท่านปล่อยให้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกเขาเคลื่อนไหวโดยอิสระ。 ไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจเข้าออก。 รู้แก่ใจว่า。 ลมหายใจเคลื่อนไหวอย่างอิสระ。 ไม่มีผู้ใดก็ไปยุ่งวุ่นวายกับลมหายใจเลย。 อันนั้นแหละใจเขาจะสงบเองเขาจะว่างเปล่าของเขาเอง。 ในขณะเดียวกันจิตเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตามรู้แกก่ใจว่าไม่ว่าจิจจะเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตามไม่ว่าจิจะมีอาการอย่างไรก็ตามไม่ว่าอาการนั้นจะถูกใจไม่ถูกใจอย่างไรก็ตาม。 รู้แก่ใจว่าไม่มีใครผู้ใดก็ยุ่งวุ่นวายกับจิตเลย。 นั้นเนี่ยมันจะกลายเป็นใจที่สงบระว่างเปล่า。 หัวใจที่สงบระว่างเปล่านั่นแหละ。 ถึงรู้ว่าไม่ว่าจะสงบหรือว่าเปล่าอย่างไร。 ตัวเรานี่แหละ่ซึ่งเป็นขันหน้าเนี่ย。 มันจะเป็นชีวิตที่ยังปรุงแต่ง。 ยังมีความคิดนึตอนปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลาในท้ำกลางใจที่สงบและว่างเปล่าว。 จึงพบว่าในความสงบระหว่างเปล่ามีตัวเราที่ปรุงแต่งไม่หยุดไม่หยุดจากปรุงแต่งได้เลยจนกว่าจะสิ้นใดอยู่ขาย。 เมื่อสิ้นความหลงแล้วความปรุงใจทั้งหลายก็ดับไปลือกว่าคันห้าดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ。 สนใจก็เป็นธาตุรู้ที่ไปรวมกับความว่างของธรรมชาติและจักรวาล。 เพราะฉะนั้นใจที่เป็นความรู้ที่มีความว่างเปล่าที่ไม่เกิดไม่ดับไม่อาจปรุงแต่งได้มีอยู่ส่วนกันห้าที่ยังคิดยังปรุงแต่งก็มีอยู่มันของคู่กันตลอดเวลามันเป็นธรรมชาติคู่กันแต่มันเป็นอิสระต่。 อกัน。 มันเป็นธรรมชาติที่คู่กันอยู่ด้วยกันแต่เป็นอิสระต่อกัน。 ตัวเราที่เป็นขัน์ห้าย่อมมีความปรุงแต่งตลอดเวลา。 แต่ใจก็เป็นความสงบเป็นความว่างเปล่าจากความปรุงแต่งตลอดเวลา。 เป็นของคู่กัน。 ความรู้ของท่านจะต้องไม่ขาดว่าขาดตอน。 ถ้าความรู้ลมหายใจเข้าออก。 รู้จิตเคลื่อนไหว。 เรียกว่ารู้กายรู้จิตหายไป。 ท่านจะหลงฟุ้งซ่าน。 แต่ถ้าความรู้มีอยู่จิตจะเคลื่อนไหวปรุงแต่งฟุงต้านอย่างไรขอให้ใจรู้อยู่ตลอดเวลาให้รู้ออกมาจากใจที่ไม่ปรุ้แต่งตลอดเวลาท่านก็จะไม่ฟุ้งซ่านไปตามความคิดปรุงแต่ง。 อย่าทิ้งรู้แต่ไม่ยึดรู้。 อย่าทิ้งรู้ต้องอาศัยรู้ตลอดไปแต่ไม่ยึดรู้นั้น。 ท่านทิ้งดูไม่ได้ถ้าแททิ้งรู้ท่านจะฟุ้งซ่านทันทีหลงฟุ้งซ่านทันทีหลคิดหลฟุงแต่งทันที。 แต่ถ้าท่านไม่ทิ้งรู้。 ลมหายใจเคลื่อนไหวขาออกอย่างไรก็ได้ก็รู้รู้ตามความเป็นจริงที่จะเคลื่อนไหวปรุงแตยังไงก็รู้ตามความเป็นจริง。 ไม่แทรกแซงไม่กดขบังคับ。 เขาเป็นอย่างไรก็รู้ไปอย่างนั้นซๆตรงไปตรงมา。 ใจได้แต่รู้แต่ใจไม่ปรุงแต่ง。 รู้อะไรก็รู้ว่าใจเนี่ยเป็นความไม่ปรุงแต่งแล้วก็รู้สังขารที่เคลื่อนไหวธรรมชาติของใจเลยรู้สองอย่างคือรู้ใจนั้นเองว่าเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจปรุงแต่งได้ความไม่มีอะไรไม่ปรากฏอะไรแล้วก็รู้ว่าความไม่มีอะไรในต้องการความไม่มีอะไรความไม่ปรากฏอะไรนั้นจิตคือต。 ัวเรานี่แหละคิดที่ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา。 ตัวเราน่าจะเป็นตัวปรุงแต่งอยู่ในความว่างเปล่าในความไม่ปรุงแต่ง。 ไม่ว่าใจจะเงียบจะสงบว่างเปล่าอย่างไร。 ตัวเราก็ยังคิดยังคงแต่งอยู่ตลอดเวลา。 แต่ตัวเราที่คิดปรุงแต่งเนี่ยมันเป็นอิสระ。 ขใจที่ว่างเปล่า。 ไอ้ตัวเราที่คิดที่ปรุงแต่งเนี่ยมันก็แค่คิดปรุงแผ่งได้แค่สิ้นอายุไัย。 แล้วมันก็ดับไปแต่ใจที่ว่างเปล่านะน่ะที่เป็นธาสรู้นะ。 เป็นอมตะ。 ท่านจงต้องรู้ความปรุงแตในทกลางใจที่ว่างเปล่า。 ให้สังเกตอยู่เงียบๆ。 ให้สังเกตอยู่เงียบๆจริงๆ。 ท่านก็จะเห็นว่า。 ในท่ามกลางความปรุงแต่ง。 ในทำมกลางความคิดความปรุงแต่งเนี่ย。 มันมีความสงบและความว่างเปล่าอยู่。 ไม่สังเกตอยู่เงียบๆจริงๆ。 ไม่ว่าจิตใจจะมีความคิดความปรุงแต่งอย่างไรก็ตาม。 ไม่ต้องกลางความคิดความปรุงแต่งนะเนี่ย。 มันมีความสงบความว่างเปล่าเป็นพื้นรองรับอยู่เป็นพื้นอยู่แล้วโดยธรรมชาติ。 เพราะความคิดความปรุงแต่งหรือสังขารใดๆทั้งหมด。 ทั้งภายนอกตั้งแต่โลกดวงดาวดวงจันทร์ดวงอาทิตย์。 อกาบาท。 เครื่องบิน。 และสรรพสัตว์ที่บินในอากาศ。 รวมทั้งโลกและทุกสิ่งที่อยู่บนผิวโลกนั้นปรุงแต่งร่องรอยมุนๆอยู่ในความว่างเปล่าของอวกาศ。 ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีความเร็วปานใดก็ตามแม้แต่จรวดที่มีความเร็วสูงสุดหรือขีปนาวุธที่มีความเร็วสูงสุด。 มันก็。 บินและเคลื่อนไหวอยู่ในความว่างเปล่าของอวกาศ。 ไม่ว่าอะไรก็ตามในจักรวาลนี้มีความเร็วสูงสุดปานใดก็ตามไม่ว่าเป็นศาานหรือพลังงานมีมีความเคลื่อนไหวสูงสุดปานใดย่อมเคลื่อนไหวอยู่ในความว่างเปล่าของอวกาศ。 ใจหรือจิตเดิมแท้หรือธาสุรู้แท้นั้นน่ะ。 เป็นความว่างเปล่าเหมือนดังอวกาศ。 ที่มีความรู้อยู่ในตัวมันเอง。 รู้อะไรอ่ะก็รู้วามันเป็นมิตรแต่ความว่างเปล่าเหมือนดังอวกาศ。 แล้วก็รู้ว่าสังขารทุกขณะปัจจุบัน。 ไม่ว่าจะมีความคิดความปรุงแต่งอย่างไรก็ตาม。 ย่อมเกิดดับอยู่ในความว่างเปล่า。 ดังนั้นเวลาธรรมชาติของธาตุรู้หรือใจหรือเรียกว่าจิตเดิมแท้เนี่ย。 เขารู้จักตัวเขาเองด้วยคือรู้ว่าเขาเองเนี่ยเป็นความว่างเปล่ามันดักอวกาศและก็รู้ว่าสังขารทุกปัจจุบั,น,ข,ณ,ะ,ค,ิ,ด,ส,ั,งข,า,ร,ความคิดคว,า,ม。 ปร,ุงแต่ง。 ไม่ว่าจะคิดปรุงแต่งรวดเร็วละเอียดเพียงใดก็ตามก็คิดปรุงแต่ง。 อยู่ในความว่างเปล่า。 มีความว่างเปล่าเป็นความรองรับ。 ความปรุงแต่งทั้งหมด。 เปรียบเหมือนกับความคิดความปรุงแต่ง。 เป็นน้ำมันเครื่อง。 ที่ลอยอยู่บนผิวหน้าน้ำ。 น้ำเปรียบเหมือนใจหรือจิดั้งเดิมแท้หรือธาสรู้ที่ว่างเปล่า。 ความคิดปรุงแต่งเปรียบเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่ลอยอยู่บนผิวหน้าน้ำ。 มันอยู่ด้วยกันแต่มันเป็นคนละชั้นกัน。 มันเป็นอิสระต่อกัน。 ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน。 สังเกตอยู่เงียบๆ。 แล้วท่านจะเห็นความจริงอันนี้。 ที่ท่านกล่าวว่าโสดาบ้านเห็นสังขารเห็นความไม่เที่ยงของสังขารว่าเป็นเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา。 สิ่งทั้งหมดนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดาไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้。 ยังกิมจิสมุทยะธรรมมังสปันตโละธรรมมติ。 สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามที่มีความเกิดขึ้นมาเป็นธรรมดาสิ่งทั้งหมดนั้นลำดับไปเป็นธรรมดา。 แต่พระหารเห็นว่าสังขารทั้งหมดนั้น。 เป็นสิ่งที่เกิดดับยึดถือไม่ได้ก็จริง。 แต่สังขารนั้นก็เกิดดับอยู่ในท่ามกลางความไม่เกิดไม่ดับ。 หรือใจนั้นเองเป็นความไม่เกิดไม่ดับตลอดกาล。 ไม่ว่าสังขารจะเกิดดับอย่างไรก็ตามไม่มีผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นจึงพบใจที่ไม่สังขารเป็นความว่างพรวเป็นความไม่เคลื่อนที่เป็นความไม่ปรากฏอะไรเป็นความไม่กระเพื่อมไม่ปรุงแต่งไม่ไหวตัวใดๆไม่มีการไปไม่มีการมาไม่มีการหยุด。 อยู่。 สังขารจะมีความคิดความคุแต่งกับเพรวดเร็วปานใดก็ตามไม่อาจรอดพ้นจากความว่างของใจได้。 อาหารพบความจริงอันนี้。 แล้วก็สิ้นยึดทั้งสังขารที่ปรุงแต่งอยู่ในใจที่ว่างเปล่าและสิ้นยึดถือทั้งใจที่ว่างเปล่าด้วย。 ปล่อยให้ธรรมชาติสองสิ่งที่เขาอยู่คู่กันและแต่เป็นอิสระแก่กันไม่ได้เข้าไปยึดมั่นถือมั่น。 ต้องสังเกตอยู่เงียบๆจริงๆ。 ปล่อยให้จิตเขาเคลื่อนไหวอย่างอิสระ。 คิดยังปรุงแต่งอิสระ。 ท่านสังเกตเรียบเห็นว่าไม่ว่าจะจะคิดจะปรุงแต่งอย่างไรก็ตามไม่อาจรอดพ้นจากความว่างของใจได้เขาก็เกิดจากอยู่ในความว่,า。 งนั้นเอง。 ไม่มีใครเป็นเจ้าของ。 จิตสังหารที่คิดที่ปรุงแต่งนั้น。 ไม่มีใครเป็นเจ้าของ。 ใจที่ว่างเปล่าใจที่ไม่ปรุงแต่งนั้น。 เป็นแต่ธรรมชาติอยู่คู่กัน。 เป็นอิสระต่อกัน。 ไม่ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน。 ความปรุงแต่งแตเกิดดับไฟ。 ส่วนความว่างเปล่าก็เป็นความว่างเปล่า。 เปรียบเหมือนโลกดวงดาวดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทุกสรรพสิ่งที่。 บินอยู่ในอากาศ。 ก็เกิดดับหมุนวนเปลี่ยนแปลงอยู่ในความว่างเปล่าของธรรมชาติหรือจักรวาล。 เขาอยู่ด้วยกันแต่เป็นอิสระต่อกัน。 ไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างสังขารกับความไม่ปรุงแต่งที่เป็นสังขาร。 สังเกตอยู่เงียบๆจริงๆ。 อย่าทิ้งความสังเกต。 มันจะต้องเป็นนักสังเกตตัวยง。 สะเกตอยู่ียบ。 แล้วท่านจะพบความจริงอันนี้。 สถานทิ้งการสังเกตเมื่อไหร่นั่นแหละ。 ท่านจะมีแต่ความคิดฟุ้งซ่านแต่งไป。 ความสังเกตที่รู้เห็นไม่มี。 เมื่อหลายที่การทิ้งความสะเก็ดเงียบ。 ท่านก็จะลงไปตามจิตที่ปรุงแต่งไม่เห็นจิตปรุงแต่ง。 สังเกตปรุงแต่งตลอดเวลาแต่ใจไม่ปรุงแต่ง。 ทิ้งการสังเกตเมื่ออะไรถ้าจะลงไปเป็นจิตที่ปรุงแต่ง。 มีแต่ความคิดฟุ้งซ่า。 ท่านมีความรู้ความสังเกตอยู่。 สะเกอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าปรแผงฟุงสร้างอย่างไร。 มันก็จะพบว่าความคิดความคุุ้แปล่งฟุ้สร้างอย่างไรก็ตามมันมีใจที่ว่างเปล่า。 เป็นพื้นอยู่แล้ว。 เป็นความสงบที่มีเวลาตลอดเวลา。 ประานสังเกตให้ดีๆ。 ท่านจะรับรู้รู้สึกหรือสัมผัสได้ถึง。 ธรรมชาติภายนอกที่เงียบสงบสงบไปทั้งโลกธาตุ。 ท่านเกิดสังเกตเห็นได้ว่าใจของท่านภายในใจของท่านก็เงียบสงบสงัด。 บนกับภายนอก。 เมื่อไหร่ที่ท่านจะเกตได้ถึงความเงียบวันนั้นท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวได้。 ไม่ว่า。 ตัวเราจะคิดจะปรแตงจะเคลื่อนไหวยังไง。 มันก็จะรู้เห็นได้หมดเลยว่า。 ใจยิ่งเงียบยิ่งสงบสงัดไปทั้งจักรวาลโลกธาตุนั่นแหละ。 จะเห็นว่าตัวเราจะไปตัวปรุงแต่ง。 มันปรุงแต่งตลอดเวลาปรุงแตปรุงแต่งและปรุงแต่ง。 แต่มันก็ปรแต่เพียงแค่สิ้นอายุใครัย。 ใจก็จะกลายเป็นความเงียบความสงบครับเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ。 ตัวราสารพัดจะพุงแพง。 สารพัดจะคิดสารพัดจะมีอารมณ์สารพัดจะหงุดหงิด。 หมุงาน。 ธรรมชาติแท้ๆเลยของความปรแตปล่อยวางไปซะ。 ไปวามันไปสัก。 ใจก็จะเป็นความสงบระว่างเปล่า。 ไม่ว่าร่างกายจิตใจของเราจะเป็นอย่างไร。 ให้สังเกตเห็นมันตามความเป็นจริงตลอดเวลา。 ไม่ว่าร่างกายของเราหรือจิตใจของเราจะเป็นอย่างไร。 ก็ให้สังเกตเห็นเขาตามความเป็นจริงตลอดเวลา。 จะไปยึดถือเขาแค่สังเกตเห็นเท่านั้นเรียกว่าปล่อยวาง。 แต่ว่าสังเกตเห็นร่างกายจิตใจของเราตามความผิดจริงตลอดเวลาก็เป็นยังไงก็รู้ก็ไปอย่างนั้นซื้อตามความเป็นจริงความที่รู้ซื่อนั่นแหละก็เรียกว่าพุทธธพุทธธพุทธธพุทธแปลว่าผู้รู้ผู้ผู้เบิกบาน。 พุทธรแปลว่าผู้รู้แจ้งแล้วผู้รู้ผู้สิ้นยึดผู้ที่หลง。 ผู้ตื่นผู้บิกบานผู้พ้นแล้วพ้นจากสังขารพ้นจากความยึดถือพ้นจากความปรุงแต่งแล้ว。 พุทโธไม่ได้หมายถึงคำบริคำว่าพุทธโธแต่หมาถึงใจที่ได้แต่แค่รู้。 ใจที่ได้แต่แค่รู้แต่ใจไม่มีตัวจิตตัวใจไม่ปรากฏความรู้ไม่ปรากฏจุดที่รู้มีแต่ความรู้แต่ไม่ปรากฏตัวตนของผู้รู้ไม่ปรากฏที่เกิดของผู้รู้ไม่ปรากฏที่เกิดดับของผู้รู้。 มีแต่ความรู้รู้อะไรรู้สังขารที่เกิดดับแต่ผู้รู้ไม่เกิดในดับและไม่เคยปรากฏอะไรตลอดการ。 รู้อะไรเราก็รู้ตัวเรานี่แหละนะ。 ไม่จะเอาตัวเราไปรู้ก็รู้ตัวเรานี่แหละสารพัดจะคิดจะปรุงแต่ง。 แต่ใจนั่นแหละเป็นความสงบและว่าเปล่าเงียบๆสงัดไปทั้งธรรมชาติทั้งจักรวาล。 สงบไปถึงภายในกลับไปถึงภายใน。 และเห็นตัวเราเนี่ยสารพัดจะคิดจะปรุงแตก。 ปล่อยให้มันปรุงแต่งไป。 แต่ใจเงียบสงบสงัดเป็นหนึ่ง่งเดียวกับธรรมชาติ。 อย่าทิ้งความรู้นี้เพราะความรู้นี่แหละคือพุทธธ。 ได้แต่รู้เห็นตามสัจธรรมความจริงนี้ไม่ยึดถืออะไรรู้ที่สิ้นยึดถือสิ้นหลที่ยึดถือความยึดถือใดๆนั่นแหละเรียกว่าพุท。 ธธพุทธโธ。 สถานไม่ทิรู้。 พระพุทธเจ้าพระธรรมพระอรริยก็อยู่กับท่านตลอดเวลาท่านเรานะทั้งหมดถึงแล้วซึ่งพุทธธหรือพุทธคือเป็นผู้รู้,ผ,ู,้,ส,ิ้นห,ล,ง,ผ,ู,้,สิ้นยึดแล้ว,ผ,ู。 ้พ,้นแล้ว。 พ้นจากความหลงแล้ว。 แล้วแต่ความรู้แก่ใจ。 ไม่ว่าจะเป็นสังขารหรือใจที่ไม่สังขารนั้นไม่มีผู้ยึดมั่นถือมั่นไม่มีผู้เสวย。 ไม่มีผู้ยึดมั่นถือมั่นบัดนี้รู้แล้วว่าสังขารทั้งหมดทุกปัจจุบันขณะเกิดดับอยู่ในใจที่ไม่สังขารไม่มีใครไปยึดถือทั้งสังขารและไม่มีใครไปยึดถือทั้งใจที่ไม่สังขาร。 มีแต่เห็นรู้เห็นสังขารเกิดดับอยู่ในใจที่ไม่สังขาร。 และรู้แก่ใจว่าสิ้นผู้ยึดถือสิ้นผู้เสวยสิผู้ยึดมาถือบ้านมีแต่ตัวเราที่เป็นสังขารปุงแตตลอดเวลาแต่ใจก็สงบและว่างเปล่าไม่ว่าใจสงบและว่างเปล่าเพียงใดตัวเราก็สังขารไม่หยุดคิดแต่งไม่หยุดแต่ไม่เคยมีใครเลยที่ไปยึดถือสังขาร。 นั้น。 ถือใจที่ไม่สั่งการ。 ปล่อยให้ตัวเราเป็นสังขารอย่างอิสระ。 แต่ใจก็ว่างเปล่าอย่างอิสระ。 สติอยู่ที่ไหนความรู้อยู่ที่นั่น。 ความรู้อยู่ไหนสติอยู่ที่นั่ง。 สติกับความรู้มันอยู่ด้วยกัน。 สถานทิ้งความรู้。 ในสัจธรรมความจริงว่าสังขารเกิดดับอยู่ใน。 ความไม่สังขารไม่เกิดไม่ดับ。 ทิ้งความรู้นี้ไปเมื่อไหร่เท่ากับสติขาดทันที。 นั้นจิตพุแตงฟุ้งซ่านอย่างไร。 ก็ได้แต่รู้ได้แต่รู้เท่ากับท่านมีสติอยู่。 ไม่ทันไม่ใช่ว่าท่านหงุดหงิดรำคาญว่าจะมันไม่สงบสักที。 มัวแต่ไปยุ่งวุ่นวายกับใจที่ไม่สงบจิตใจที่ไม่สงบ。 โดยทิ้งความรู้ไป。 มันสงบหรือไม่สงบก็ได้แต่รู้。 มันสงบหรือไม่สงบก็ได้แต่รู้ไม่ทิรู้เมื่อไหร่แน่。 เรียกว่าเป็นผู้มีสติอยู่ตลอด。 สติขาดสมาธิขาดปัญญาขาดทำขาดเป็นทุกข์。 สติหาให้สมาธิหายปัญญาหายทำหายเป็นทุกข์。 สถติมีสมาธิมีปัญญามีธรรมมีไม่ทุกข์。 สติเป็นมหาสุติเป็นมหาสมาธิเป็นมหาปัญญา。 เป็นพระนพานพลจากถูก。 สติอันเดียว。 ก็ไม่หลาย。 สติอันเดียว。 อย่าทิ้งความรู้。 ความรู้ยังมีอยู่สติก็ยังมีอยู่。 หลวงตาสังเกตเห็น。 มีหลายท่านไปหงุดหงิดกับจิตที่มันปรุงแต่ง。 วิกฤตจิตใจที่ไม่สงบสักที。 หมพยุ่งวุ่นวายจะทำให้จิตใจมันสงบ。 ก็เลยทิ้งรู้ไปหมด。 เมื่อไหร่ท่านทิ้งรูป。 ติดตามความเป็นจริงเท่ากับท่านทิ้งสติไปหมด。 ประธานทิ้งสถติไปเท่ากับท่านทิ้งทำไปหมด。 ฉันมัวแต่ไปยุ่งวุ่นวายกับจิตที่มัน。 ฟุงแพ่งฟ้งซ่าจะให้มันสงบ。 พยายามไล่มัน。 ให้มันสงบ。 เลยท่านทิ้งความรู้ไปหมดมีแต่ไล่จิอย่างเดียวจะให้มันสงบ。 ในฟุ้งซ่านไปตามความคิดความปรุงแต่ง。 เพราะท่านทิ้งสติและทิ้งทำไปด้วย。 จิจะสงบหรือไม่สงบจะสงสารได้สงสารก็ได้แต่แค่รู้。 รู้สักแต่ว่าว่ารู้。 ท่านมีสติอยู่。 โดยไม่ต้องไปคาดหมายคาดหวังวามันจะสงบหรือไม่สงบ。 รู้แล้วมันจะว่างหรือไม่ว่างรู้แล้วมันจะสงบหรือไม่สงบไม่ต้องคาดหมาย。 สังเกตอยู่เงียบๆรู้หรือคือการสังเกตกันเอง。 สติหรือความรู้ก็คือการสังเกตกันเอง。 สังเกตอยู่เงียบๆตลอดเวลา。 ว่า。 สังเกตอะไรสังเกตว่าใจในเป็นธรรมชาติที่ไม่สังขาร。 เป็นธรรมชาติที่น่าสังขารได้。 แต่ตัวเราในเป็นธรรมชาติของสังขาร。 สังขารตลอดเวลาไปสังขารไป。 แต่ใจเป็นธรรมชาติที่ไม่อาจสังขารได้。 มันเป็นคนธรรธรรมชาติคนละประเภทคนละชนิด。 อย่าไปยุ่งสอบับสปนเปป。 ตัวเราเป็นธรรมชาติสังขารพุงแตง。 เป็นกายสังขารวาจาสังขารจิตสังขารเป็นธรรมชาติสังขาร3。 เป็นธรรมชาติกรุงแตง。 แต่ธรรมชาติของใจหรือจิตดั้งเดิมแท้หรือถ้าาดดแต่เป็นธรรมชาติที่ไม่สังขารเป็นศูนญาตาธาตุเป็นนิพทานธา,ต,ุ,ท,ี,่,ไ,ม,่,อา,จ,ย,ึ,ดถืออะไรเป,็,น。 ทุกข์ได้。 เป็นวิสังขารเป็นอสังฆธาตุอสังฆธรรมเป็นธาตุที่ไม่สังขารได้ไม่อาจปรุงแต่งได้ธรรมชาติของใจ。 จิดังเดินแท้ๆหรือถ้าาดูแท้ๆจึงเป็นธรรมชาติที่เป็นความว่าไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างไม่อาจคงุงแต่งไม่อาจยึถือและไม่อาจไปวางอะไรได้เป็นธรรมชาติที่ว่างเปล่าและสงบ。 แต่ตัวเราเป็นกายสังขารวาจะสังขารซึ่งเป็นขและจิตสังขารเป็นการหน้านั้นเป็นความปรุงแต่งตลอดเวลาก็ปล่อยเขาปรุงแต่งเกิดดับไปแต่ใจไม่ปรุงแต่งไม่เกิดไม่ดับธรรมชาติมันอยู่คู่กันอย่างนี้นี่แหละตลอดไปจนกว่าจะถึงสิ้นในยุขายธรรมชาติที่ปรุงแต่งก็ดับไปสนใจก็เ。 ป็นธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่งตลอดไป。 ตาเนี่ย。 เพนที่จะลงท่านเห็นให้ได้ซ้ำ้ำให้ท่านเห็นความจริงด้วยใจของท่าน。 ไม่ใช่เพียงแค่。 สัญญาความเข้าใจด้วยสัญญาแต่รู้เห็นได้ใจของจริงๆ。 ความรู้เห็นด้วยใจนะมันเป็นปัญญา。 แต่ความเข้าใจด้วยสัญญาด้วยด้วยสมองเป็นปัญญามันเป็นปัญญญาไม่ใช่เป็นปัญญา。