这场佛法讲座的核心在于阐释“心”的本质,以及如何通过修行达到解脱(涅槃)。讲座以“心”为中心,通过比喻和层层递进的方式,引导听众理解“心”的纯净本质,以及如何摆脱“相”的束缚,最终回归“心”的本源。 1. 心的本质与“相”的遮蔽 讲座开始就提到,所有供养佛陀和圣者的食物,最终都会进入“心”,或者说我们纯净的觉知。我们应该穿透一切“相”,包括外部的“相”(如夫妻、儿女、财产、地位等)和内部的“相”(即五蕴:色、受、想、行、识)。这些“相”就像洋葱的层层外皮,遮蔽了我们内在的“心”,也就是“空性”(Sunyata)。 2. 洋葱的比喻:层层剥离,显露本心 讲座用洋葱的比喻来形象地说明五蕴如何遮蔽“心”。最初,洋葱的叶子是散开的,随着生长,叶子逐渐包裹起来,形成了洋葱头。这些叶子一层层地包裹着内在的“空”,就像五蕴一层层地遮蔽了“心”。 第一层叶子(最内层): 识蕴(Vijnana),难以察觉,因为它运行速度很快,通过眼、耳、鼻、舌、身、意与外界接触,并将信息带入心中进行加工。 第二层叶子: 行蕴(Samskara),即思想、念头。 第三层叶子: 想蕴(Samjna),即记忆、认知,知道什么是“什么”,并由此产生爱、恨、喜、厌等情绪。 第四层叶子: 受蕴(Vedana),感受,包括乐受(喜欢、执着)、苦受(厌恶、嗔恨)和不苦不乐受(平静、无明)。 第五层叶子: 色蕴(Rupa),即身体。 这五层叶子(五蕴)完全遮蔽了内在的“心”,也就是“空性”、“涅槃”。我们被五蕴所迷惑,执着于五蕴为“我”、“我的”,而忘记了“心”的本然状态,即“空性”、“涅槃”。 3. 执着“相”的痛苦与轮回 由于不了解“心”的本质,我们执着于“相”,并将“相”当作“我”和“我的”。这种执着导致了痛苦和无尽的轮回。我们执着于身体、感受、思想、认知,并以此为基础去执着外在的事物,如配偶、子女、财产、地位等。这些都是“相”,是无常的,最终都会消逝。执着于这些无常的“相”,必然导致痛苦。 讲座提到,众生因为执着而产生的眼泪,多过四大洋的海水;因为生死轮回而堆积的骨头,高过须弥山。我们被困在无尽的痛苦和轮回中,无法解脱。 4. 破除“相”的执着,回归“心”的本源 要摆脱痛苦和轮回,必须破除对“相”的执着,回归“心”的本源。讲座强调,要用智慧(般若)穿透一切“相”,包括外部的“相”和五蕴。 外部的“相”: 认识到一切外在事物都是无常的,终将消逝,不要执着于它们。 五蕴: 认识到五蕴也是无常的,是生灭变化的,没有一个真实的“我”存在其中。 当我们用智慧穿透一切“相”,就能体悟到“心”的本源,也就是“空性”。“心”是纯净的,没有任何造作,不可被任何事物所束缚,不生不灭,不增不减。 5. “心”即涅槃,觉知即解脱 讲座的核心在于指出,“心”本身就是涅槃。涅槃不是一个外在的地方,不是通过积累功德、捐献财物可以到达的。涅槃就在我们的“心”中,当我们认识到“心”的本然状态,即“空性”,我们就达到了涅槃。 讲座强调,“心”是一种觉知(Dhātu-vijñāna),它本身不造作,但能觉知一切。我们不需要用五蕴(“相”)去寻找“心”,而是要从“心”中去觉知一切。当我们从“心”中觉知一切时,就能认识到一切“相”都是无常的,都是“心”的显现,从而不再执着于“相”,获得解脱。 讲座最后总结道,佛陀和圣者们所证悟的,就是这个“心”的真相。他们通过教导,引导众生认识到这个真相,从而获得解脱。我们不需要去别处寻找涅槃,涅槃就在我们的“心”中。只要我们认识到“心”的本然状态,即“空性”、“觉知”,我们就已经走在了通往涅槃的道路上。 重点是心的觉知,不是通过五蕴去外求,而是从心的觉知,照见五蕴皆空。 补充说明: 讲座中提到的“心”并非指我们通常所说的心脏或意识,而是指佛教中所说的“心性”、“本觉”、“如来藏”等,也就是“空性”。 讲座中反复强调“穿透”、“不要执着”,是指要用智慧去观察“相”的本质,认识到它们的无常性和虚幻性,从而不被它们所迷惑和束缚。 讲座中提到的“涅槃”不是指死亡,而是指一种解脱的状态,即摆脱了烦恼和痛苦,达到了究竟的安乐。 “无明” (Avidyā): 根本的无知或迷惑。 最终, 本次佛法讲座是在阐释“心”的本质,以及如何通过修行达到解脱。 --- 翻译以下佛法讲座为中文(Chinese),要求: 1. 完整翻译为中文(Chinese),不要包含泰语 2. 不遗漏内容 3. 原文一行行字幕的格式,请根据意思,整合输出成段落文章的形式,且保持语言通顺! ----- กองพระอาหารสาวกทั้งหมดพระพระเจพุทธเจ้าทุกพระองค์。 เข้ามายังใจหรือถ้ารู้อันบริสุทธิ์ของเรา。 ให้ทำ。 แท่งทะลุพาน。 สังขารทั้งมวลสังขารภายนอก。 สามีภรรยาลูกหลานสมบัติภราชานบ้านช่องที่เรายึดติดยึดถือ。 ให้แทงทะลุผ่านก็ถึงใจที่ึึถือ。 จนมาแทงทะลุผ่านการห้าคือรูปคือร่างกายแททะลุผ่านจิตใจที่ปรุงแต่งคือเวทนาสัญญาสังหารวิญญาณแททะลุผ่านให้หมดให้มีปัญญาปล่อยวางสังขารทั้งหมดแห่งทะลุเข้าถึงใจ。 ใจที่สิ้นความปรุงแตงใจที่ไม่อาจปรุงแต่งได้ใจที่เป็นสุยตา。 ที่ถูกคันห้าคือร่างกายอาการของจิตลูกเป็นฒนาสัญญาสังขารวิญญาณเรียกว่านามลูกนามมาบังเอาไว้ห่อหุ้มเอาไว้。 เหมือนกับเปลือกของ。 กะหล่ำปีเริ่มต้นกะหล่ำปีที่ปลูกขึ้นมาเนี่ยใบมันก็บานบานเล็กๆก็ค่อยบานทีละหนึ่งใบสองใบสามใบยังไม่ได้ห่อหุ้มมาเป็นดอ,ก。 กะหล่ำปี。 แล้วพอเริ่มแก่ตัวขึ้นใบก็เริ่มห่อหุ้มเข้ามาทีละใบห่อหุ้มเอาความว่างไว้ในภายในเป็นใบที่หนึ่งใบที่สองใบที่สามใบที่สี่ใบที่ห้ามาห่อหุ้มไว้กลายเป็นใบที่หกที่เจ็ดใบที่แปดใบที่เก้าใบที่สิบใบเรื่อยๆหห้มเข้ามาทีละไว้หมาความว่างภายใ。 นไว้。 ใบที่หนึ่งที่มหหความว่างภายในไว้ก็คือวิญญาณอาขรซึ่งเห็นได้ยากหรือได้ยากวิญญาณอาขร。 เพราะวามันแล่นเร็วแล่นออกไปทำตาหูจมูกลิ้นกายใจแล่นไปแล้วไปเอาอะไรเข้ามาปรุงแตงในใจ。 ใบที่สองที่หอหุ้มเข้ามาก็เป็นสังขารขันคือความคิดความปรุงแตงใบที่สามที่ห่อห้มเข้ามาก็สัญญาขันสัญญาขันความจำได้ไหมรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็เอามาปรุงแต่งเป็นความรักความช้างความพอใจไม่พอใจใบที่สี่ก็เวทนาเอามาหหุ้ม。 ข้าว。 ถูกใจไม่ถูกใจ。 ก็ถูกใจก็ติดใจยินดี。 อยากได้อยากเอา。 ติดใจยินดีพลาดออกจากใจไม่ได้。 ไม่ถูกใจก็ยินร้ายถูกใจเจ็บอาฆาตพยาบาล。 เป็นเวทนาสุขใจก็เป็นสุขเวทนาพอใจ。 ไม่ถูกใจก็เป็นทุกข์แวัฒนาไม่พอใจ。 ถ้าไม่ถึงขั้นถูกใจไม่ถูกใจ。 ก็เป็นอกรรสุขเวทนาก็เพลินใจไปไม่รู้สุขไม่รู้ทุกข์。 เนบ。 แล้วใบที่ห้าก็เป็น。 กายสังขารร่างกาย。 อุ้มจนมองไม่เห็นใจ。 ไม่เห็นใจใจใจก็คือใจกลาง。 ใจกลางของเราเนี่ยใจกลาง。 ใจกลางเหมือนใจกลางกะหล่ำปีที่เปลือกมันหุ้มทีระบายระบายระบายครบ5ใบ5ใบก็คือลูกไปขนาดสัญญาสังขารวิญญาณคือขันห้ามาหุ้มไว้จนมองไม่เห็นใจใจกลางคือความว่างคือสุยตาคือนพพานธาตุคือมหาสุยตาว่างเปล่าเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจักรวาลความว่างภายในเหมือนใจกลางกหล่ำปีเป็นความว่างเดียวกับจักรวาล。 มันถูกหไม่ได้ขัดหน้ากันไม่ได้มองไม่เห็น。 แล้วเอาคันหน้ามายึดถือ。 ยึดถือมีแต่ความยึดถือแต่้ๆจริงอ่ะ。 ใจนั่นมันอยู่ตรงกลางเราเลยมองใจเห็นแทแท้จริงเปรียบเหมือนว่าเรานั่นแหละคือใจใจตรงกลางคือความว่างเปล่าแต่สุดท้ายไปยึดถือเปลือกที่มาห่อหุ้มคือลูกไปนาสัญญาสังถามวิญญาณเมื่อยึดถือเปลือกที่ห่อหุ้ม5。 ใ。 บเสร็จแล้วคือร่างกายกับรูปกับน้ำเวทนาสัญญาสังวิญญาณเป็นเราเป็นตัวเราเป็นตัวตนของเราแล้วลืมใจไปเลยที่เป็น,ส,ุ,ยต,า,ม,ห,าสุยตาเป็,น,น。 พพานธาตุ。 เป็นอสังขารเป็นวิสังขาร。 เป็นอสังกทาตอสังกธรรมเป็นที่สังขาร。 เป็นสุนยตาเป็นนพพานธาตุ。 มันลืมไปเลยใจกลางนะเรียกว่าใจหรือจิเดิมแท้ๆนะเรานั่นแหละเหมือนที่เดิมแท้ๆหรือใจกลางที่ตรงกลางนั่นแหละมันปรุงแต่งไม่ได้ก็เพื่อไม่ได้ไว้ตัวไม่ได้เพราะเอาไปเอานามที่มันเป็นจิตใจที่มีความคิดิดนึถึงปรุงแต่งได้เอารูปที่เป็นร่างกายยึดรูปน้ำเสร็จเอาเป็น。 เราเป็นตัวเราก็เอาตัวเราไปยึดสิ่งภายนอกตัวเรายึดผัวยึดเมียยึดลูกยึดหลานยึดสมบัตรมาตรฐานบ้านช่องยึดตำแหน่งลาบยศยึดทรัพย์สินเงินทองซึ่งเป็นของธรรมชาติเป็นของสมมติ。 ที่สุดต้องพัดผ้าจากแตกดับสภาตายจากกันไปหมดสภาสิ่งภายนอกก็ตายแตกดับพัดไปไม่สามารถยึดได้เหมือนกับเปลือกบ่อยวางภายนอกไปแล้วไม่อาจยึดอได้ก็แทงทะลุก็มาถึงกะหล่ำปี5。 ใ。 บคือลูกไปฒนาสัญญาสังขารวิญญาณต้องตายนอกด้วยพังยึดถือไม่ได้ที่สุดสิ่งที่เหลืออยู่สุดท้ายก็คือใจกลางกะหล่ำปีคือความว่าง。 เมื่อไม่เข้าถึงใจใจกลางกะหล่ำปีใจกลางตัวเราเนี่ยเข้าไม่ถึงว่าเราแท้ๆดั้งเดิมแท้ๆคือใจกลางนั่นแหละคือความว่างที่มีแต่ความรู้เป็นความว่างที่มีแต่ความรู้ตัวตนมันไม่มีมีความรู้ออกมาจากใจรู้ออกมาจากใจที่ว่างเปล่านั่นแหละเมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจว่าเราจะ้ค。 ือความว่างที่อยู่ใจกลางเราเนี่ยที่มีความรู้ออกมาจากใจ。 เรากลับไปยึดถือเอาลูกไปทนาสัญญาสาขาวิญญาณเปลือก。 ที่มาหุ้มเราเนี่ยรูปแล้วก็สัญญาพมาห้มเราว่าเป็นเราเป็นตัวเราเป็นตัวตนของเราไม่ยึดถือร่างกายว่าเป็นเราตัวเราตัวตนของเราก็ไม่ยึดถือเอาจิตเราเอาจิตเอาใจเนี่ยเป็นเราเป็นตัวเราเป็นตัวเป็นตนของเราเลยหลงมีความรู้สึกว่าร่างกายทั้งตัวเนี่ยเป็นตั。 วเรา。 เป็นตัวตนของเราถ้าบอกไม่ว่าไม่ยึดถือร่างกายว่าเดี๋ยวก็เอาใครก็ต้องเน่าก็ต้องตายต้องเน่าทุกคนไม่เหลือตัวตนแต่ก็ยึดถือว่าภายในตัวเรามีตัวเราอยู่คือไปยึดถือเอาจิตหรือใจจะเป็นตัวเราอยู่ในตัวเราเนี่ยไม่ยึดถือเราที่เป็นร่างกายทั้งแท่งเนี่ยเป็นร่างกายแ。 ต่ก็ยึถือว่าภายในตัวเราเนี่ยมันมีตัวเราอยู่คือไม่ยึดถือเอาจิตหรือใจเป็นตัวเรา。 ได้จริงมันไม่มีหรอกร่างกายก็ต้องหน้าต้องดับไปหมดส่วนใจแท้ๆก็เป็นความว่างเปล่าตัวตนไม่มี。 เมื่อเราไม่เข้าใจตรงนี้ก็เลยยึดถือเอาเนี่ยสิ่งที่เรามองเห็นสิ่งที่สัมผัสได้เป็นตัวเราแล้วก็เอาตัวเราไปยึดถือสิ่งภายนอกลูกลกินเสียงสัมผัสดสีทำอารมณ์ไปยึดถือสามีภรรยาลูกหลานตำแหน่งสัมผัสมาศาานบ้านช่องจนเป็นความทุกข์ความทุกข์โศกเศร้าเสียใจครับแค้นใ。 จน้ำตาไหลออกจากตามาหลายพบหลายชาติน้ำตาเนืองนองหลุดท้องทะเลมหาสมุทรในวิทยาตด。 สัด์โลกทั้งหลายเนี่ย。 ยึดถือกันจะเป็นความทุกข์ร้องห่มร้องไห้。 กระดูกที่ตายตายตายมาเกิดตายเกิดตายเป็นฉานเป็นรกายตรกเป็นมนุษย์รูปร่างเปลี่ยนไปต่างๆเนี่ยกองกระดูก,ข,อ,ง,เ,ร,า,ค,น,เ,ดี,ย,ว,กองเท่าภู,เ,ข。 าเ,หลกลาง。 เรานั่งอยู่เดินอยู่นอนทับอยู่บนกล่องกระดูกเราทั้งนั้นนะเนี่ยแล้วเราก็ทุกข์ทุกข้อความพัดภาคจากคนที่รักเป็นทุกข์ในโลกทุกบเพราะความไม่สมหวังไม่สมปรารถนาทุกข้อความคับแค้นใจทุกข้อความไม่ได้อย่างใจทุกประสบกับสิ่งที่เป็นที่รักก็ที่พอใจความทุกข์มาอย่างน。 ี้ทุกข์แล้วทุกทุกข์แล้วทุกอีกเป็นแบบนี้มา。 ทุกภทุกชาติ。 แล้วก็พาความยึดถือในการหน้านี่แหละ。 เปลือก5ใบนี่แหละลูกไปสัญญายึดถือเปลือกกะหล่ำปีนี่แหละว่าเป็นเราลืมเลยว่าเราแทที่ใจกลางกะหล่ำปีนั่นแหละเพราะยึดถือแล้วก็เนี่ยเอาไปสร้างกรรม。 ทำไมต้องตกตกรกรรมลำบากสร้างกรรมผิดศีลผทำผิดกฎหมายทำให้ต้องตกรกรรมลำบากพบแล้วเล่าชาติแล้วชาติเล่าความไม่รู้ตัวเดียวนี่เรียกว่าวิชาเพราะความไม่รู้ตัวเดียวและวิชาหลงรักหลงสร้างหลงยึดถือสร้างพบพสร้างชาติสร้างงกรรมสร้างบาปเวรกรรมเ。 นี่ย。 สร้างบุญก็กุศลก็หลงเอาสร้างบุญกุศลทั้งหมดก็เพื่อเอาไปยึดถือเอาให้ตัวเราไปเป็นอะไรตัวเราร่ำรวยมีโชคมีลาภถูกหวยรวยเบอร์。 เอาไปตัวเราสร้างบุญกุศลก็เอาไปภาวนาขอให้ถูกหวยรวยเบอร์ร่ำรวยมาเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีตำแหน่งลาบยดได้เลื่อนชัดเลื่อนตำแหน่งได้ไปเป็นสูงสุดปรารถนาก็ได้เป็นเทพเทวดานางฟ้าสูง。 สุดท้ายทำความดีก็เพื่อกเลสทั้งหมดเลยเลสแล้วสุดท้ายก็ทำบาปกรรมชั่วทำบาปกรรมเข้าไปไปอีกเลยสุดท้ายมันเลยตกรกรรมลำบากเดี๋ยวตกรกรรมลำบากเดี๋ยวก็ทำดีทำชั่วคิดดีคิดชั่วเดี๋ยวก็คิดดีคิดชั่วทำดีทำชั่วลงไปตามความคิดตามความปรุงแต่งถ้าเข้าถึงใจแท้ที่มันไม่อ。 าจปรุงแต่งไม่อาจยึดถืออะไรได้ไม่อาจลงไปกับอะไรได้หัวใจมันเป็นความว่าง。 ใจมันเป็นความว่างใจใจกลางของเรามันเป็นความว่างมันเอาไปยึดถืออะไรไม่ได้มันจะไปปรุงแต่งอะไรก็ไม่ได้มันจะเป็นรักก็ไม่ได้ชังก็ไม่ได้จะทุกข์ก็ไม่ได้สุขก็ไม่ได้จะโศกเศร้าเสียใจก็ไม่ได้ที่มันทุกข์โศกเศร้าเสียใจได้ครับแค้นใจได้มันคือเปลือกกะหล่ำปีมันคือ。 เปลือกเปลือกกะหล่ำปีห้าเปลือกนั่นคือลูกเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ。 มันคือร่างกายที่เป็นรูปขึ้นนามที่เป็นเวทนาสัญายามันเป็นเปลือกเปลือกกะหล่ำปีมันไม่ใช่ใจแท้ๆใจแท้ๆมันยึดถืออะไรก็ไม่ได้ไปวางอะไรก็ไม่ได้มันสุขก็ไม่ได้ทุกขก็ไม่ได้มันเศร้าหมองก็ไม่ได้มันวิตกกังวลอะไรก็ไม。 ่ได้。 แทงมันทะลุไปหมดเลยข้างนอกอ่ะสติปัญญาเนี่ยมีสติปัญญาแทงทะลุไปหมดอ่ะข้างนอกมันก็ยึดถือไม่ได้ที่สุดก็ต้องพััดๆจากการ。 ร่างกายก็ยึดถือไม่ได้ที่สุดก็ต้องพักผ้าจากร่างกายนี้ต้องตายหน้าเปลื่อยผูกพังสลายปลายเป็นดินน้ำลมไฟ。 ส่วนจิตใจเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็แทงทะลุไปวามันเป็นสิ่งที่เกิดดับๆเกิดดับๆหาตัวตนไม่ได้เหมือนกับพยับแดด。 มันเป็นคลื่นเป็นเว็บเท่านั้นเองแล้วก็ดับไฟเป็นคลื่นเป็นเว็บขึ้นมาแต่ละครั้งที่มีความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ต่างๆมีการรับรู้ต่างๆของจมูกล่งไกใจจะเป็นวิญญาณอาขันธ์มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปหายไปมีขึ้นแล้วก็ดับไปหายไปมีขึ้นแล้วก็ดับไปห。 ายไป。 มันไม่มีตัวตนอยู่จริงเพราะเห็นความจริงอย่างนี้ก็ปล่อยวางความหลงยึดถือเขาถึงใจใจเป็นเราแท้ๆนะดั้งเดิมแท้ๆนั่นแหละ。 อยู่กลางจะกลางเรานี่แหละกลางเรากลางตัวเรานี่แหละนะกลางใจซึ่งเหมือนกางใจกหล่ำปีเข้าถึงใจที่ไม่ปรุงแต่งไม่อาจจะถือไม่อาจไปวางไม่อาจก็เพื่อไม่อาจไว้ตัวไม่อาจมีรูภัณฑ์สันฐานใดๆได้ไม่ไม่อาจปรากฏอะไรได้มันเป็นความว่างเปล่าที่มีความรู้อยู่ในตัวมันเองมั。 นไม่ต้องการพึ่งพาความรู้จักขันหน้า。 ผู้ใดพบใจผู้นั้นพบธรรมผู้ใดถึงใจผู้นั้นถึงพนพพพานใจแม่คือปนพพานถ้าาตไม่ใช่เอาตัวเราซึ่งเป็นการหน้าไปหาปนพพานที่วัดนนที่วัดนี้สำนักนนสำนักนี้ไปหาที่ครูบาอาจารย์ไปหาที่พระพุทธเจ้าไม。 ่ใช่。 พระพุทธเจ้าได้แต่เข้าใจเรื่องจริงความจริงจะทำความจริงอันนี้ที่หลวงตาพูดนี่。 แล้วก็มาชี้บอกพวกเราให้เข้าใจจะทำความจริงอันนี้เราจะทำความจริงอันนี้มันเป็นธรรมชาติมันเป็นของกลางไม่เป็นของใครพระพุทธเจ้ามารู้เห็นตามสัจธรรมความจริงอันนี้ก็เข้าถึงใจที่สิ้นความยึดมั่นถือมั่นสิปรุงแตยึดถือก็เลยเป็นบรรุพนิพพานสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเม。 ื่อพระเจ้าถึงความจริงนี้แล้วก็มาบอกสอนพระสาวกทั้งหลายประสมสาวกทั้งหลาย。 ได้ฟังแล้วก็นำมาพูดปฏิบัติตามแทงทะลุหมดปล่อยวางไม่เข้าไปยึดถือภายนอกร่างกายเราสิ่งใดภายนอกร่างกายก็ปล่อยวางไม่ยึดถือมีอยู่แต่ไม่เข้าไปยึดถือไม่เข้าไปปรุงแต่งยึดถือเอามาเป็นเอามาให้ยึดถือไว้ในใจมีอยู่ก็มีอยู่อยู่ภายนอกใจไม่เข้ามายึดถือไว้ในใจใจมั。 นก็ไม่ถูกข์ก็อยู่ด้วยกันแต่ไม่เอามายึดถือแบกหามไว้ในใจใจมันก็ไม่หนักไม่ถูกข。 ถ้าอยู่ภายนอกเอาเข้ามายึดถือแบกหาไว้ในใจมันก็เป็นทุกข์。 สามีภรรยาลูกหลานอยู่ด้วยกันในบ้านเดียวกันน่ะ。 แม้แต่ทะเลาะกัน。 แม้แต่จะรักกันแต่เวลาหลับไปหลับสนิทมันก็ลืม。 มันก็ลืมไม่ก็ไม่ได้มายึดถือไว้ในใจ。 แต่พอรู้สึกตัวตื่นนอนมาตอนเช้ามันก็ยึดถือ。 ยึดถือแบกหามไว้ในใจให้มีความหนักใจเป็นทุกข์。 เวลาทะเลาะกันก่อนนอนทะเลาะกันถ้าเป็นชตาย。 แต่พอนอนหลับไปก็ลืม。 ลืมหมดไม่ได้มาแบกยึดถือไว้ในใจเพราะตื่นนอนขึ้นมาจำได้ว่าก่อนนอนทะเลาะกันทะเลาะกันต่ออีก。 มันมายึดถือไว้ในใจมันอยู่ภายนอกมันไม่ทะเลาะกันหรอมันอยู่ภายนอกมันไม่ยึดถือกันไม่เอามาแบกหาไม่มาหนักไว้ในใจมันมายึดถือไว้ในใจมันจะเป็นทุกข์สิ่งใดภายนอกมันอยู่ภายนอกก็มันอย่างนั้นแหละไม่ได้ในบ้านเดียวกันอยู่ภายนอกมันบอกว่าเนี่ยเอาตัวมามัดติ。 ดกัน。 ามันอยู่นอกใจมันไม่มีกเลสไม่มีความทุกข์เช่นเอาตัวเราเนี่ยไปผูกกับเนี่ยเราเป็นผู้หญิงเอาไปผูกกับผู้ชายที่แก่ง่อมมาอายุเกือบร้อยปีแก่ง่อมจะตายไม่ตายแหล่เราเป็นผู้ชายก็ผูกกับผู้หญิงที่แก่ง่อมอายุเกือบร้อยปีจะตายไม่ตายแหละเอาตัวมาผูกติดกันเนี่ยการาค。 ามันก็ไม่เกิด。 วันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ตัวติดกันแล้วมันจะเกิดการราคามันอยู่ที่ใจอะไรยึดถือเข้ามา。 เข้าใจไม่ยึดถือเข้ามาตามราคามันก็ไม่เกิดความรักความชังความโกรธแค้นอาฆาตแค้นเครื่องภูมิใจเจ็บไม่ให้อภัยมันก็ไม่เกิด。 สิ่งใดมันไม่เอาเข้ามาไว้ในใจมันก็ไม่เป็นความโลภความโกรธความหลง。 มันก็เป็นบ้านอยู่อย่างนั้นแหละ。 สิ้นความโลภความโกรธความหลงก็คือเนี่ยเข้าใจตามสัสนาความจริงอย่างนี้ก็เป็นใจเพราะว่าธรรมชาติของใจยังไม่มีไม่สามารถเอาอะไรก็มาค้างมันไว้ในมันได้แต่เพราะความโง่ความไม่รู้ไม่เข้าใจเอามาค้างไว้เต็มหมดใจมันเป็นความว่างเหมือนกับความว่างเนี่ยความว่างในเน。 ี่ยในธรรมชาติในที่นี้เป็นความว่างธรรมชาติในที่นี้ถ้าลองดูที่เอาอะไรไปแขวนความว่างได้บ้างมันแขวนไม่อยู่。 เนี่ย。 ไม้แขวนเสื้อไปแขวนในความวอากาศตรงนี้มันแขวนอยู่ไหม。 มันแขวนไม่อยู่ใจมันเป็นความว่างแบบนี้มันเอาอะไรไปแขวนไม่อยู่เอาผัวเอาเมียเอาลูกเอาหลานเอาสมบัติสถานบ้านชอบตำแหน่งลาบยศเอาดาวบาทกี่ดวงเอามกุดขดาวเขเท่าไหร่ไปแขวนไว้อยู่ไหมเนี่ยแขวนไว้ไม่อยู่แต่เราไปยึดถือมันเลยเหมือนกับมันจะแขวน。 อยู่。 แต่ธรรมชาติแท้ๆมันแขวนไม่อยู่เพราะวามันเป็นความว่างเปล่ามันว่างเปล่าจริงๆอ่ะธรรมชาติของใจแท้อยู่ในตัวเราเนี่ยอยู่กลางใจเขาจะเปรียบเหมือนใจกลางกะหล่ำปีหรือใจกลางดอกบััวดอกบััวเดิมมันก็เป็นดอกบัวตูมที่มันหุ้มความว่างไว้ภายในตัดสรู้แล้วหรือเป็นบรรล。 ุฟ้าหลานและดอกบัวกับบานคือมันแทงทะลุหมด。 ดอกบัวตูมก็หมายถึงว่าเป็นดอกบัวตูมเดินดอกบัวตูมมาเนี่ยมันก็ข้างในมันก็ไม่มีอะไรมันก็ดอกบัวตูมหูเอาความว่างไว้ข้างในคือใจเปรียบเหมือนเป็นใจที่ว่างเปล่าดอกบัวมก็หลงกลีบดอกบัวมันสวยมันงามไม่สวยไม่งามหลงรักหลงช้างไปติดอยู่ที่กลีบดอกบัวรีบดอกบัวเป็นเ。 ราเป็นตัวเราเป็นตัวตนของเราก็ตัวเราไปยึดถือทั่วไปหมดเลยไปยนอกร่างกายของเรา。 เข้าไม่ถึงจุดเดิมแท้ๆดั้งเดิมๆก่อนที่จะเป็นดอกบัวตูมมะตูมมันหเอาใจแท้ๆเข้ามาเนี่ยของเดิมมันคือความว่างของเดิมมันคือความว่างแต่เรามีร่างกายมีจิตใจมีรูปมีเป็นทนาสัญญาวิยาที่มาห้มความว่างไว้ลืมเลยว่าของเดิมมันคือความว่างก่อนที่มันจะมาหุ้มหหม。 ดเลย。 ทางทะลุตัวหุ้มไปหมดไม่ติดไม่ยึดมันก็ถึงใจที่เป็นความว่างความทุกข์มันอยู่ตรงนั้นแหละใจที่เป็นความว่างขึ้นนพพานนพพานทาน。 ไม่ใช่พวกเราไปหาที่พุทธเจ้าไปหาที่พ่อแม่กลัวประชาไปหาตามวัดวาอารามตามสำนักปฏิบัติธรรมไม่ใช่ไปหาด้วยกันถวายบุญกุศลน้ำเงินไปถวายของข้าวของไปถวายที่เราเข้าวของเอาเงินทองมาถวายพระไปจีวรหาที่วาศัยขนมมาเนี่ยเพื่อเพื่อกูพระศ。 าสนา。 เพื่อเกื้อกูลพระศาสนาให้พพระที่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมจะได้ไม่ต้องมีไม่ต้องมีความกังวลที่อาศัยเครื่องยรักษาโรคท่านปฏิบัติธรรมแล้วก็พอรู้ธรรมเห็นธรรมตามคำสอนพระพุทธเจ้าจะได้มาช่วยสอนพวกเราแต่ผู้บวชจำนวนมากก็เอาของยอติโยมมากินอยู่ใช้สอยหลับนอนแล้ว。 ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์。 ผิดวัตถุประสงค์。 วัตถุประสงค์ที่แท้จริง。 ญาติโยมเขาเนี่ยไม่ให้พระ。 ไม่ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเนี่ยต้องพระทั้งทีมันก็มีพศนีีย์。 ทั้งเรียนเนี่ย。 ให้ประพฤติปฏิบัติธรรมจะต้องมากังวลกับการหาอยู่หากิน。 หาเครื่องนุ่งห่มที่อยู่อาศัยยารักษาโรคจะได้มุ่งประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนพุทธเจ้าจะได้รู้แจ้งเข้าถึงใจเข้าถึงใจที่เดิมดั้งเดิมแท้ๆก่อนที่จะมาเปลือกหุ้มคือความว่างก็พบนพานใจนั่นแหละคือผลนพพานธาตุพบปนิพานธผู้ใดพบใจผู้นั้นพบธรรมผู้ใดถึงใจผู้นั้นถึง。 พรนิพพาน。 ก็คือใจนั่นแหละคือเอาคำสอนพระเจ้าเอาพระธรรมพระธรรมธรรมมันบริสุทธิ์นี่แหละ่ที่มันมีอยู่ในธรรมชาติที่เป็นสัจธรรมความจริงเนี่ยตาพูดนี่แหละ่มันเป็นสัจธรรมความจริงก็พูดผ่านพุทธเจที่ตัรัสรู้และพระอร่านทั้งหมดที่ตัดสรู้แล้วแล้วก็มาผ่านมาจนถึงที่แท้จริง。 ของพท่านก็มีอยู่เนี่ยแททะรู้ให้หมดมาถึงใจของพวกท่านเองนั่นแหละ。 ไม่ใช่ว่าท่านจะไปหาที่ไหนไม่ใช่เอาตัวเราไปหา。 ยิเอาตัวเราไปหาใจมันก็เอาขันหน้าเอาเปลือกก็ไปหาไปหาใจภายในมันจะไปหาเจอไหมล่ะใจมันต้องรู้ออกมาจากข้างในใจแต่เรากลับเอาขันหน้าที่จะไปหาใจมันจะมันกลับทางกันเอาเปลือกไปหาความว่างภาในใจมันจะไปหาเจอไม่เปลือกมันอยู่ภายนอกความว่าอยู่ในใจแต่เรากลับจะเอาเ。 ปลือกลูกไปสัญญาการไปพยายามหาใจที่เป็นความว่างมันต้องรู้ออกมาจากใจรู้ออกมาจากใจรู้ว่าใจเนี่ยมันกระดุกกระดิกกระดุกกระดิกไม่ได้ก็เพื่อไม่ได้ไหว้ตัวไม่ได้มันไม่มีอะไรมันเป็นความว่างมันเป็นความวามันเป็นสุยะตาเป็นมหาสุตามันกระดุกกระดิกกระดกกระอีกไม่ได้ไม่ร。 ู้ออกมาจากใจที่ไปกระดุกกระดุกอีก。 อะไรก็รู้ที่มันกระดุกกระดิกก็อยู่บได้。 กระดูกกระดูกกระดิกกระดูกกระดิกไม่ไหวตัวได้มันเป็นใบหมดเลยเป็นการาบหมดเลยมันเป็นสังขารตั้งแต่สังขาร5ใบคือลูกสัญญาสังขารวิญญาณแล้วก็สังหารภายนอกแต่สามีภรรยาลูกหลานจังหวัดสถานว่าชอบตำแหน่งลาบตั้งแต่ดวงดาวโลกกาบาททั้งหมดที่หมุนอยู่ในจักรวาลเนี่ยมันเป็นสังขารทั้งหมดนกแมลงที่บินอยู่ในอวกาศสังหารทั้งห。 มดกระดุกดิที่มันไม่ใช่ความว่างเปล่าของอวกาศ。 มันเป็นสังขารหมดเลย。 มันเป็นสังขารทั้งหมด。 สนใจนะมันมันเป็นความว่างเปล่ามันมีแต่ความรู้ตัวตนมันไม่มีมันกระดุกกระดิกกระยุกระยิกไม่ได้ออกมาจากใจรู้อะไรก็รู้ต้องขารที่กระดูกกระดิกกระอีกรู้ต้องการที่ปรากฏที่มันปรากฏให้รับรู้ได้ตั้งแต่รู้บุกเลไกใจมันเป็นสังขารหมดสิ่งใดที่ปรากฏได้รับรู้ต่างๆไก。 ใจมันเป็นสังขารทั้งหมดสิ่งใดที่สัมผัสได้รู้ได้ว่ามันก็ในใจเราเนี่ยมันก็เป็นสังขารทั้งหมดแต่ใจมันไม่กระดุกกระดิกก็ไม่อาจไหว้ตัวได้ไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างอะไรมันรู้ออกมาจากความว่างเปล่ารู้ออกมาจากความไม่มีอะไร。 หลายคนก็ยังปฏิบัติเข้าใจผิดจะเอาตัวเราขันหน้าไปหาความความที่มันไม่กระดูกกระดิกจะไปความไม่กระดกระดิกมันรู้ความไม่กระตัวเรากระดกระดิกแต่ตัวกระที่มันคเข้าเข้าใจยังไงไม่เหมือนเดิมอีกยังไงไอ。 ้ตัว。 กระดกๆไปหาเจอไหม。 มันต้องเอาใจที่ไปกระดุกกระดิกแดมันมารู้ไอ้ที่กระดุกกระดิกคือรู้ตัวเราเนี่ยอีกทั้งวันพูดทั้งวันบทั้งวันวิพากษ์วิจารณ์คิดแต่งทั้งวันปฏิบัติกับด้านมันเอาตัวที่กระดกกระอีกได้พูดได้บได้งงงงแงมันจะเอาตัวนี้ไปหาที่ผ่านมันจะหาเจอไหมล่ะมันเอาตัวได้ไปรู้จ。 ะไปหาความไม่กระดุกกระดิกความไม่ปรากฏอะไรมันต้องเอาความไม่ปรากฏอะไรที่มีแต่ความรู้มันรู้ความปลฏ。 แต่นี่มันเอาความที่ปรากฏได้ก็ทุกได้งอแงได้หวั่นไหวได้ก็เพอได้ถูกได้ร้องไห้ได้เอาไปพยายามหาที่มันไม่กระดุกกระดิกที่มันไม่ก็เพื่อไม่ไหวตัวไม่ปรากฏอะไรมันปฏิบัติตรงกันข้าม。 มันต้องรู้ออกมาจากใจใจกลางเรานี่แหละรู้จะออกมาจากใจกลางเราที่มันไม่กระดุกกระดิกไม่กระยุกกระดิกไม่มีตัวตนไม่มีรูปร่างไม่มีที่อยู่ไม่มีที่ตั้งแต่ไม่อยู่ในตัวเรารู้ตรงไหนก็ไม่รู้จะไม่รู้ออกมาจากใจในตัวเรานี่แหละไม่ใช่บอกอยู่ตรงกลางเลยอาหารครึ่งเลยอ。 ย่างนี้ตรงกลางต้องไม่ใช่เลยคือพูดเป็นภาษาวามันอยู่ในตัวเรานี่แหละใกลตัวเราไม่ใช่ใจกลางสงสัยไอใจมันต้องอยู่ตรงกลางตรงนี้ว่าตั้งแต่หัวจดเท้าเรา2หาเลยไม่ใช่นะเดี๋ยวคนสูงไม่เท่ากันนะไม่เท่ากันเรา2หารใจเลยมันอยู่คนละที่เลยคนเรา。 มันไม่มีหรอกไม่มีที่อยู่ไม่มีที่ตั้งไม่มีรูปร่างไม่มีอะไรมันรู้ออกมาจากความไม่มีอะไรปรากฏนั่นแหละและรู้สิ่งที่ปรากฏไอความรู้ที่รู้ออกมาจากความไม่ปรากฏนั่นแหละคือใจ。 ผู้ใดพบใจผู้นั้นพบทำผู้ใดถึงใจผู้นั้นถึงคนนพพพานแล้วไปถึงที่ไหนแล้วไม่ได้ไปถึงที่วัดไม่ได้ไม่ได้ไปถึงที่พระรหารไม่ได้ไปถึงปฏิบัติธรรมไม่ได้ไปถึงได้เงินที่ท่านบริจาคไม่ได้ไปถึงได้เข้าของทรัพย์สินที่ท่านบริจาคที่ท่าน。 ถวาย。 มันถึงด้วยความเข้าใจรู้ออกมาจากจ่ายรู้ออกมาจากใจที่ไม่ไม่กระุกกไม่ก็เพไม่ไหวตัวไม่ตรงแตงนั่นแหละมันถึงได้ความรู้ออกมาจากใจที่ไม่ไหวตัวรู้อะไรก็มันอีกที่มันก็เพื่อนที่ไหวตัวที่มันปรากกวดให้รับรู。 ้ได้。 ก็รับรู้ได้อะไรก็รับรู้ได้ทั้งตารับรู้มูรับรู้จมูกรับรู้ทั้งล้นรู้ต่างกายรู้ทางใจก็คือรับรู้ลูกรับรู้เสียงรับรู้กินรับรู้รถรับรู้สัมผัสรับรู้ทำอารมณ์อาการของใจรูปเสียงกินลดสิ่งที่มาสัมผัสและอาการของใจมันเป็นสังขารทั้งหมดมันถูกรับรู。 ้ได้。 ได้ชลไกใจสิได้รับรู้ทางใใจมันเป็นสังขารทั้งหมดเรียกว่าอารมณ์มันเป็นสังขารทั้งหมด。 แล้วก็ทำอารมณ์คืออาการของใจปรากฏในอาการของใจที่มันสามารถเอามาบอกได้ว่าเป็นยังไงใจหาย。 ตอนนี้ใจไม่สบายตอนนี้ใจสบายตอนนี้ใจโป่งโล่งเบาสบายตอนนี้ใจไม่โป่งโล่งสบายตอนนี้ใจอึดอัดแน่นตอนนี้ใจโศกเศร้าเสียใจครับแค้นใจตอนนี้ใจรู้สึกอดหี่ยวแห้งอันนั้นมันใจไหมไม่ใช่ใจอันนั้นมันเป็นสังขารมันเป็นสังขารมันเป็นเปลือกเปลือกมันเป็นเปลือกกะหล่ำปีเ。 ป。 ล。 ื。 อก。 ดอกบัวตูมมันเป็นอีกบดอกบัวตูมที่มันเอาใจซึ่งเป็นความว่างไว้ข้างในอันนั้นแหละของเดิมมันความว่างแล้วเปลือกหุ่มเปลือกหุ้มมันมีอาการอย่างนี้ได้มีอาการอย่างนี้ได้มาบอกเล่าได้ว่าเป็นก็ได้เอามาบอกเล่าให้คนฟังคนที่ฟังได้มันเป็นเปลือกหมดเลยเป็นเปลือกของเ。 นี่ยเป็นเปลือกหเป็นกลีบดอกบัวเป็นเปลือกเปลือกกะหล่ำปีที่มาพูดมันไม่ใช่ใจของเดิมมันก่อนที่เปลือกมันจะมาหุ้มไอ้ใจนะมันมันไม่มีอาการให้มาบอกได้มันได้แต่รู้เขาแต่มันเนี่ย。 ไม่มันอ่ะไม่รู้ตัวมันน่ะไม่มีอาการมันสร้างมาธรรมชาติมันสร้างใจมาเป็นธาสุรู้มันเลยชื่อว่าถ้าารู้มันสร้างมาเพื่อรู้เขาไม่ใช่ว่าสร้างมาเพื่อเอามันมารู้มัน。 มารู้เขาเท่านั้นแหละ。 เลยว่าสิ่งอะไรที่ถูกรู้ได้มันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ทั้งหมดด้วยใจ。 แต่ใจเนี่ยมันรู้วามันเนี่ยรู้จักตัวมันแหละก็มาเนี่ยลูกเขาแล้วก็ดูกกระดิกหมดไอ้ที่ไปกระดุกกระดิกเนี่ย。 คือใจอะไรก็อีกได้มันไม่ใช่ใจทั้งหมด。 สิ่งที่ถูกรู้ทั้งหมดเลยใจนะเนี่ยมันได้รู้ทุกสิ่งรู้ทุกสิ่งแล้วตัวมันไม่กระดุกระดิกมันเลยรู้รู้จักใจของมันเองใจมันเลยรู้ใจว่ามันไม่กระดุกกระดิกไม่กระดกระอีกเลยเพราะว่าอันไหนที่กระดุก็ได้กระก็ได้มันเนี่ยไม่ใช่ใจทั้งหมดามันถูกรู้ได้ด้วยใจมันไม่ใช่ใ。 จนี้ถ้าใจอ่ะมันไปรู้ใจอ่ะมันไปรู้ใจ。 ว่าๆๆถ้าใจไม่รู้ใจไอ้ความว่างไม่ใช่ื่อใจ。 เพราะความว่างเป็นสิ่งที่ถูกรู้。 แต่ใจเนี่ย。 บรรลุความว่าง。 มันว่า。 ว่าไม่หมด。 แต่ความว่างไม่ใช่ใจ。 เพราะว่าความว่างไม่ใช่เป็นสิ่งไม่ใช่เป็นธารู้ความว่างเป็นอากาศ。 ความว่างเป็นอากาศ。 ความว่างแท้ๆเลยความว่างไปอีก。 ร่างกายจิตใจและประกอบด้วยธาตุดินที่เป็นของแข็งผมและผนังด้วยกระดูกตับไตไอสยามตอบปอดหัวใจ。 ธาสน้ำน้ำเหลืองน้ำเหลืองน้ำลายน้ำปัสสาวะน้ำไขมันข้นธาสลมหายใจถ้าาสลมลมหายใจลมเข้าลมออกลมเลยลมด。 ขึ้นเบื้องสูงสไฟคือความร้อนอากาศคือความว่างเนี่ยความว่างความว่าในตัวเราแล้วก็ถ้ารู้。 ถ้ารู้ถ้ารู้ที่มันเหมือนความว่างแต่มันไม่มีตัวตนมันรู้ความว่าง。 รู้เนี่ยมันจะเป็นรู้ไม่ใช่วาแต่มันมันเนี่ยมีคุณสมบัติเหมือนคำวามันเลยเป็นรู้มันมารู้ว่าว่าไอ้ที่ว่าไม่ใช่รู้。 แต่ที่รู้แล้วเนี่ยมันไม่ตัวมันเนี่ยไม่กระดกกระดิกไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกรู้มันไปรู้เขาามันเนี่ยเอาสิ่งใดมาบอกมันไม่ใช่รู้เพราะวามันเป็นสิ่งที่ถูกรู้มานะเพราะวามันก็เลยเป็นสิ่งที่ถูกรู้มาวามันไม่ใช่รู้เพราะวามันรู้มาเลยมาบอกได้ว่าไม่ใช่รู้รู้ไม่ใช่ว。 ่ารู้นี่มันเลยว่างไปอีกคือมันรู้ความว่าง。 ได้รู้เนี่ย。 มันไม่ปรากฏอะไรเลย。 มันไปฏอะไรสักอย่างเดียว。 แล้วมันก็ได้แต่รู้แก่ใจว่า。 ไม่ต้องถามวามันคือใคร。 รู้ยังไงก็อิ่ม。 ไม่ต้องถามลูกอะไรกันกินข้าวกิน่มเองรู้เองเองรู้เองไม่กระอีกใจกระถึงใจที่ไม่กระดกแล้วได้แต่รู้รู้แล้ว。 แต่บอกว่ารู้วามันเป็นยังไงแล้วจะเป็นยังไงก็บอกได้ปุเป็นสิ่งที่ถูกรู้เลย。 เขาบอกได้เป็นสิ่งที่ถูกรู้เลยเพราะอะไรสิ่งที่ถูกรู้บอกได้สิ่งที่ถูกรู้ใจจึงบอกไม่ได้เขาบอกว่าว่าก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ความว่างเป็นอากาศแต่รู้เป็นได้แต่รู้เขา。 แต่พอมันบอกวามันคือใครเราเห็นแล้วเราเห็นรู้แล้ว。 เพราะเห็นรู้เราเห็นแล้วถ้ารู้แล้วไอ้ถ้ารู้กลายเป็นอะไรเลยการเป็นสิ่งที่ถูกรู้ไม่ใช่รู้。 นเนี่ยความรู้ออกมาจากความที่ไม่ปรากฏอะไรไม่ก็ก็สักอย่างนึงมันรู้อะไรก็รู้อันนั้นแหละรู้อะไรก็รู้อันนั้นแหละในปัจจุบันขนาดแต่สิ่งที่ถูกรู้ไม่ใช่ไม่ใช่ถ้าารู้ไม่ใช่ใจที่เป็นธาสรู้ที่เป็นสุยธธาสมหาสุธธาตุเป็นที่。 ผ่าน。 แต่นั้นในปัจจุบันมันรู้อะไรก็รู้อันนั้นในใจอ่ะมันรู้อะไรก็รู้อันนั้นน่ะแต่สิ่งที่ถูกรู้ได้ทั้งหมดอ่ะไม่ใช่ใจเข้าใจ,ม。 ันคือรู้。 ใจมันคือรู้ที่ไม่ปรากฏอะไรแม้แต่ความว่างก็ยังไม่ใช่ใจ。 ท่านยิ่งกว่านั้นพวกท่านทั้งหลายเนี่ยยึถือเอาความโปร่งโลกเบาสบายเลยยิ่งกว่าความว่างอีกและเราสบายนะมันเป็นแค่สิ่ง,ท。 ี่ถูกรู้。 มันไม่ใช่รู้。 รู้นั่นแหละคือที่ผ่านธาดที่รู้ที่ไม่ปรากฏอะไรนั่นแหละคือที่ผ่านธาด。 ไม่ใช่ความว่างเพราะความว่างที่ท่านเอามาบอกว่าว่างแล้วว่างแล้วรู้ยังไงว่างก็รู้ว่าว่างรู้ยังไงว่างรู้,ว,่,า,ว,่,ามา,แ,ล,้,ว,ไอ้ที่ว่างม,า,ไ,ม่。 ใช่รู้。 แต่ถ้าเจ้ายังไม่รู้ว่ารู้นะคืนที่ผ่านานถ้าเจ้าจะยึดเอาความว่าง。 พ่อแม่ครูบาอาจารย์ถามท่านอยู่ก็คือรู้รู้เป็นรู้หมดแต่พวกเราปฏิบัติธรรมเอาว่า。 มันแตกต่างกันฟ้ากับดิน。 เนี่ยถ้าพวกท่านเข้าใจอย่างนี้นี่แหละคือพระธรรม。 หรือธรรมะหรือธรรมชาติอันแท้จริง。 นี่คือพระธรรมหรือธรรมะหรือธรรมชาติอันแท้จริง。 ไม่ได้เป็นของของใครเป็นของกลางที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติพระพุทธเจ้ามาพบค้นพบอันนี้เข้าถึงทารู้。 ได้อยู่กับธาสรู้แล้วก็เป็นธาตุรู้เป็นอมตะตลอดกาลที่ไม่ปรากฏอะไรไม่ปรากฏตัวตนไม่ปรากฏพุทธเจ้าตัวตนพุทธเจ้าไม่ปรากฏตัวตนของพระทำไม่ปรากฏตัวตนของพระอาริสงฆ์。 มีแต่。 รู้ที่ไม่ปรากฏอะไรอยากเป็นอมตะ。 แล้วก็เอาพยายามมาบอกพวกท่านทั้งหลายบอกกว่าสาวกทั้งหลายสาวกก็ไม่ใช่ว่าผ้าเหลืองผ้าขาวอย่างนี้บัญชีนี้พวกท่านทั้งหลายก็มีสิทธิ์พระสาวกได้เมื่อท่านเข้าถึงพระธรรมอันเดียวกันนั่นคือสาวกของพระ。 องค์。 ก็ท่านเข้าใจอย่างนี้。 นี่แหละ。 ท่านดำเนินอยู่แล้วในทางของพุทธธ。 พุทธะในทางของการตัรัสรู้ไม่ใช่ว่าไปหาตามเอาที่รูปพุทธเจ้า。 ไปหาเอาที่เมืองนพพาน。 ไปหาที่สถานปฏิบัติธรรมวัดวาอารามไปโดนเขาหลอกว่าไปทำพาสปอร์ตคนละห้าแสนจะพาไปเฝ้าพุทธเจ้าก็เชื่อเขา。 โดนเขาหลอกว่าจะพาไปเมืองพระนพพพาน。 คนละห้าแสนก็ไปทำพาสปอร์ตกับเขา。 ความไม่รู้เอาวิชามันก็เลยโดนข้าวต้มไปเรื่อยแล้วก็ข้าวต้มแล้วก็หลอกไปเลย。 พาไปเฝพุทธเจ้าพาไปเมืองพระนพพพาน。 ทำบุญให้หมดตัวทำบุญเท่านี้กี่ล้านได้โสดาบันทำบุญเท่านี้กี่ล้านได้อนาคาได้ได้สักกี่ราคามีทำบุญเท่านั้นล้านสิบล้านร้อยล้านได้นะครับมีทำบุญพันล้านอาหารทำบุญก็หมดเนื้อหมดตัวสุดท้ายไปกู้สินทรัสิินเงินทองพระบ้านช่องขายที่เป็นผู้สามารถมาฟ้อ。 งศาล。 ภรรยาทำบุญจนหมดตัวแทมไปออกบัตรเครดิตเอาบัตรทองตัวเองก่อน่อนแล้วก็ไปซื้อรถวลโว่ใหม่ถวายเจ้า้าเจ้าอาวาส。 กลับมาสามีขายก๋วยเตี๋ยวกว่าจะได้วันละไม่กี่ชามกลับมาภรรยาออกบัตรทองไปผ่อนรถวอลโว่ใหม่ถวายเจ้าอาวา,ส,โ,ด,น,ส,า,ม,ี,เ,ตะ,ม,า,ฟ้องศาลตา,ย,เ。 ป็,นภากษา。 เดี๋ยวกันทำไมอ่ะเรื่องอะไรเรียกมาก่อนขึ้นหลังเดี๋ยวมาถามดิถามไปถามมาเข้าเนี่ยทำไมไปหมดแล้วเนี่ยมันไม่เ,น,ี่ยไงเ,ล,ย,เ,ล,่,า,ใ,ห้ฟังเราเลย,ร。 ู้น้อยไป。 ก็ไม่เข้าใจอ่ะก็ไม่รู้ไม่รู้อะไรเป็นอะไรเขาหลอกรุ่นอะไรดักทรัพย์รุ่นดูดทรัพย์ดักทรัพย์ได้เงินได้อะไรรู้ไปซื้อหมดเงินหมดทองกันมากมายมาผสมมาสะสมในบ้านบุญเราไม่ทำมันจะได้แล้วไม่เคย。 ทำมา。 ของที่เรามามีทรัพย์สินเงินทองร่ำรวยมีโชควาสนาวุฒนาบารมีเป็นพระมหาจักรพรรดิเป็นมหาเศรษฐีเป็นจอมทัรัพย์มีคบริวารมากมีความร่ำรวยเกิดเป็นสวรรค์ก็เป็นจอมอมรินจอมรเป็นพระอินทร์เป็นพระญายมราชเป็นพระพรหมเป็นพระอิศวรมนุษย์สร้างบารมีสิทธิ์นั้นสร้างมานั้นส。 ร้างเอาสร้างเอาละบาป。 ดีผู้ดีทำดีทานศีลภาวนาทานสูงสุดไม่ใช่ว่าทรัพย์สินเงินทองทานสูงสุดคือใหพธาน。 โกรธแค้นแข้นเครื่องผูกใจเจ็บอาฆาตพยาบาทผู้ใดให้อภัยธานให้อะไรเสียแล้วก็สลัดตัดสินใจสลักกเลสเป็นทานเดี๋ยวนี้。 เข้าถึงพระธรรมคือใจอันบริสุทธิ์。 นัคือทานสูงสุด。 แล้วก็ตั้งจจะอิษฐานเป็นสัจจะบารมีอธิษฐานบารมีอสระทั้งหมดสกี้เลสเป็นทานเป็นกเลสเป็นทางที่ใจก็เข้าถึงใจที่ไม่ที่สิ้นกเลสคือความพ้นทุกข์คือบารมีที่พวกท่านสร้างมาบารมีไม่สร้างมาไปเชื่อเขาดักนี่เสียเงินเสียทองเท่าไหลเนี่ยผมสองแสนองค์ซื้อมาให้ผัวให้ให。 ้พ่อแม่พี่น้องแล้วได้เงินมาเท่าไหร่อ่ะ。 ซื้อมาเนี่ยดักมาแล้วดูุดมาแล้วได้เงินมาเท่าไหร่ได้อะไรมาบ้างยังไม่ได้ยังไม่ได้แต่ของเราล่ะหมดเท่าไหร่แล้วหมดไปล้านนึงอ่ะ5องหมดไปล้านนึง。 เราดดักเขาไม่ได้นะแต่เขาเราเอาไปหมดแล้วเอาไปหมดแล้วร้านนึงแต่ไม่ใช่เอาไปร้านเดียวนะจะเสียหายมากกว่าร้านนึงจะรู้ไหมว่าเสียอะไรไปเสียปัญญาที่จะลาดไปเสียปัญญาที่จะลาดไปนี่มันเสียหา。 ยมาก。 เราอ่ะเป็นพุทธศาสนาพุทธเจ้าพระธรรมคำสอนพระสงฆ์สอนพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้สอนยังมีอยู่แต่ไม่รู้เป็นเชื่ออะไรเชื่อ。 ในสิ่งที่งมงายในสิ่งที่ไม่ใช่คำสอนพระพุทธเจ้าวาสนาบารมีไม่สร้างแล้วจะได้หรือมันจะขี้ตัวเอาเองไปเอาของเขาอยากล่ำอยากรวยแทงหวยอยากลอยากรวยเรกับพนาจะเอาเงินทองกับสิินเขาอย่างเดียวจะเอาจากของเขาอย่างเดียวจะเอาของเขาอย่างเดียวสร้างบุญบารมีไม่สร้างมัน。 จะทุกอย่าง。 เหตุและผลมันต้องตรงกันเหมือนปลูกมะม่วงยอ่อมได้รับผลมะม่วงเหตุท่านไม่สร้างไว้แล้วผลได้เลยไม่ใช่อยู่,ๆ,ม,ั,น,ล,อ,ย,มากล,างอากาศได,้,เ。 มื,่อไหร่。 ต้องสร้างระบาปบาปกรรมละเสียคิดดีผู้ดีทำดีและบาปไปแล้วก็คิดดีผู้ดีทำดีทานศีลภาวนาทานสูงที่สุดก็คือพระธานเป็นฐานตั้งจจะอธิษฐานจจะอธิษฐานจจะบารมีอธิษฐานบารมีเป็นหัวหอกของบารมีสิทธิปรารถนาระบาปที่ดีผู้ดีเป็นเดี๋ย。 วนี้。 แล้วก็。 ฝึกฝนจิตใจ。 แท่งทะลุหมดเลยสังขารทั้งหลายไม่เป็นชาติรู้ถ้ารู้รู้รู้ๆอย่างเดียวรู้ที่ไม่ปรากฏอะไรนั่นแหละคือที่ผ่านถ้าดไม่ใช่ว่าไปเอาว่างไปเอาโลกเบาสบายไปเอาอะไรเอาสวรรค์เอานรกเอาเทพเทวดาเอาแสงเอาสีเอาเด็ดที่ทิพนาคตลึกได้อากาศไ。 ปเอา。 มากๆเลยเอาอะไร。 เอาใจ。 เป็นธารู้ที่ไม่สังขาร。 ลูกสังขารเข้าใจที่เป็นธาสรูปที่ตัวมันไม่อาจสังขารได้แต่รู้สังขารทั้งหมด。 แม้แต่สิ่งใดที่เกิดดับได้แม้แต่ความว่างว่างแล้วจะไม่ว่างว่างหรือไม่ว่างแล้วก็จะเป็นสังขารโลกสบายแล้วเดี๋ยวก็ไม่ปลโลกสบายแล้วก็สังขารทั้งหมดไปเอาอะไรก็สังขารที่มันเปลี่ยนแปลงเข้าสิึงใจที่ไม่สังขารคือรู้อย่างเดียวอะไรเกิดขึ้นได้แต่รู้อย่างเดียวอะไ。 รเกิดขึ้นได้แต่รู้อย่างเดียวอะไรเกิดขึ้นได้แต่รู้อย่างเดียวรู้อย่างเดียวนั่นแหละที่ตัวตนไม่ปรากฏนั่นแหละคือนพพาน。 นี่คือการบรรยาย。 ให้ท่านเข้าใจสรุปรวบยอดทั้งหมด。