觉悟之路:从日常琐碎到心性洞察 缘起 一位名叫“甘”(Garn)的女居士,带着对佛法的渴求和实践中的困惑,前来拜见尊者。她并非初次接触佛法,之前曾短暂参访,并听闻尊者开示,每日坚持听闻至少两到三个开示录音。尽管她对佛法的一些概念有所理解,但仍感觉难以完全领悟,尤其是在将他人的修行经验与自身情况对应时,常常感到困惑。 甘居士坦诚地分享了自己修行中的一个具体例子: “有一次,我走在路上,看到一群人围着买彩票。我本能地想走过去看看,但内心立刻意识到,这是一种贪欲,是想要中奖的执着。我告诉自己,这是烦恼,我不应该买彩票。但另一个念头又冒出来:‘如果中奖了,就可以拿来做很多功德啊!’我感到很困惑,不知道这是否符合‘觉知自心’的修行原则。” 尊者耐心地引导她,指出她当时的反应属于“有觉知地克制烦恼”,虽然有觉察,但并非“自然地觉知自心”(รู้เรา),而是有意识地与烦恼对抗。尊者解释说: “觉察到自己想买彩票,或者想批评、责怪他人,或者放任自己随顺烦恼,然后觉知到这些,并加以克制,这都属于‘有觉知地克制烦恼’。这是有觉知,是好的,但还不是‘自然地觉知自心’。这只是觉知到自己起了烦恼,然后用觉知来对治。你现在处于练习‘有觉知’的阶段,觉察到自己随顺烦恼,然后生起觉知;再次随顺,再次生起觉知。这很好,但还不是‘自然地觉知自心’。” 尊者进一步鼓励甘居士,指出她需要继续练习,先依靠“有为”(สังขาร)的觉知,也就是通过有意识的努力来培养觉知。 独处中的“争吵” 甘居士分享了疫情期间独居的经历,这段经历让她对内心世界有了更深的体察: “如果不听尊者的开示,我可能真的要去看心理医生了。疫情期间,我一个人待在家里,结果发现自己并不是一个人,而是和‘不知是谁’整天争吵不休。” 她详细描述了这种内心的“争吵”: “它会对我下各种指令。比如,我每天都要自己做饭,它会说:‘我要吃泰式丛林咖喱!’另一个声音会说:‘太麻烦了!煎个蛋不就行了吗?’结果,我发现自己经常随顺了它,因为我意识到的时候,我已经吃着咖喱和煎蛋了。这说明我那时已经随顺了它。” 甘居士坦言,疫情期间,她主要通过听闻尊者开示和做饭来打发时间,但她感觉自己“不像是一个人”。她担心别人会认为她“快疯了”,但尊者的开示让她明白,这是正常的,因为“心念”(สังขาร)并非只有一个,“心”(จิต)有很多个。 尊者纠正了她的说法,指出“心”只有一个,是“刹那心”(ขนาดจิต),但“刹那心”不会停止说话,内心有两个声音在争吵。 尊者解释说: “那些争吵的声音,其实就是‘造作’(ปรุงแต่ง)在争吵。它们属于‘刹那心’。一个声音说话,另一个声音争论,都是‘刹那心’在说话。它们不会同时说话,而是一个接一个地争论。这些争吵,都是‘心’在争吵。” 甘居士听后恍然大悟,感叹如果不是听闻了尊者的开示,她可能会去寻求心理医生的帮助。她还分享了内心“争吵”的其他例子,比如打扫房间时,一个声音会说:“别做了,小心滑倒!”有时,她感到厌倦时,内心甚至会抗拒听闻佛法。 修行的三个阶段 尊者借此机会,向甘居士详细解释了修行的三个阶段,并以甘居士的经历为例,进行了生动的阐释: 第一阶段:随顺烦恼,然后觉知(ล้มแล้วรู้สึกตัว) 这是修行的基础阶段,也是每个人都必须经历的。 “就像你刚才说的,想去买彩票,或者想发脾气,或者沉溺于喜欢或不喜欢的感受,或者批评、责怪、嫉妒他人,这些都是‘随顺烦恼’。然后,你觉知到了这些,这就是‘随顺烦恼,然后觉知’。这是每个人都必须练习的基础。” 尊者强调,这个阶段非常重要,要反复练习。觉知到自己被外境的烦恼(色声香味触等)所引诱,内心向外攀缘,随顺烦恼,然后生起觉知。这被称为“烦恼来扰乱心”(กิเลสมาปลงจิต),或者“心向外跑”(ส่งจิตออกนอก)。 第二阶段:觉察内心的“争吵”(เห็นว่ามันไม่เหมือนกัน) 这是修行的进阶阶段,甘居士已经达到了这个阶段。 “你已经很厉害了,能够觉察到即使一个人独处时,内心也会有‘争吵’。你会听到自己对自己说话,一会儿这样说,一会儿那样说,其实就是自己在和自己争吵。你已经发展到了这个阶段。” 尊者指出,甘居士已经能够觉察到内心的“争吵”,并且没有完全随顺这些“争吵”。 第三阶段:心在“造作”中保持平静(ใจสงบได้ในท่ามกลางจิตที่ปรุงแต่ง) 这是修行的更高阶段,也是甘居士需要努力的方向。 “你已经能够觉察到内心的‘争吵’,但你是否随顺了这些‘争吵’?你是否参与了这些‘争吵’?如果没有,那么你已经发展到了一个很高的阶段。你可以让它们‘争吵’,但内心却不受影响。” 尊者以甘居士在做饭时的“争吵”为例,指出她有时会随顺烦恼,比如本来只想煎蛋,结果却做了咖喱。尊者强调,这虽然是“随顺烦恼”,但已经比第一阶段的“完全随顺外境的烦恼”要精细得多。 尊者进一步解释说: “当你停止说话时,内心会开始‘造作’,你会想:‘接下来要说什么?’这就是‘心’在‘造作’。但即使‘心’在‘造作’,你的‘心’(ใจ)也可以保持平静。你与‘造作’同在,就像朋友一样。‘心’在思考,‘造作’也在‘造作’,因为你停止了说话,感到疲倦,所以‘心’会想:‘接下来要说什么?’但你的‘心’可以保持平静。” 尊者强调,即使停止了说话,但“心”仍然在“造作”,思考着接下来要说什么,或者让谁来说,或者说什么话题。但如果能够觉察到这一点,并且“心”能够在“心”的“造作”中保持平静,这就是“圣者”(อริยะ)。 “普通人也可以成为圣者,如果能够在‘心’的‘造作’中保持平静。不是去压制‘心’的‘造作’,让它停止说话。” 尊者指出,一切都交织在一起,需要非常敏锐的觉察才能看到。他以甘居士拖地时差点滑倒的经历为例,说明了“觉知”的重要性: “你在拖地时,差点滑倒,但因为你有‘觉知’,所以能够抓住门把手,避免摔倒。这就像慢动作一样,让你有时间做出反应。如果你没有‘觉知’,你可能已经摔倒了。” 尊者强调,这种“觉知”并非刻意为之,而是自然而然地生起。 “觉知自心”(รู้เรา)与“以自我去觉知”(เอาเราไปรู้) 尊者再次回到甘居士最初的困惑,即“觉知自心”与“以自我去觉知”的区别。 “当你刻意去‘觉知’时,这就不是‘觉知自心’,而是‘以自我去觉知’。‘觉知自心’是自然而然的,不是刻意为之的。” 尊者解释说,“觉知自心”这个概念源自一位名叫“ฟ้าใส”(Fahsai)的小女孩,她在11岁时就领悟到了这一点。 “Fahsai说:‘哦,这是自然地觉知自心(รู้เรา),不是以自我去觉知(เอาเราไปรู้)。’仅仅是词语的转换,意义却大相径庭。” 尊者进一步解释说,当“心”停止说话时,内在的“造作”仍然可以继续,但“心”可以保持平静。这种平静并非刻意营造,而是自然而然的。 “疯子”(ไอ้บ้า)与“哑巴”(ไอ้ใบ้) 为了更深入地解释“心”与“造作”的关系,尊者引用了Fahsai的比喻: “Fahsai用‘疯子’和‘哑巴’来比喻‘心’与‘造作’。‘疯子’指的是‘造作’,它会不停地说话、争吵;‘哑巴’指的是‘心’,它无法说话,只能‘觉知’。‘心’就像一个哑巴,它无法思考、造作、表达,也无法产生欲望。它只能‘觉知’到内在的‘争吵’,但无法参与其中。它与能够思考、造作的‘心’同在,但它是纯净的,因为它不会与‘疯子’争吵。” 尊者强调,“心”与“造作”必须共存,“哑巴”(心)必须与“疯子”(造作)同在。 “‘心’是‘无为’(วิสังขาร),它无法‘造作’,无法表达,而‘造作’则会产生烦恼、不安、试图逃避。如果能够区分‘疯子’和‘哑巴’,你就达到了一个很高的境界。这种区分不是通过思考,而是通过‘心’的‘觉知’。‘心’知道自己是独一无二的(เอโกธัมโม),是‘无为’的‘哑巴’。而‘造作’则是‘疯子’,它会不断地‘造作’、烦恼、不安。” 尊者指出,如果能够在每一个当下都保持这种“觉知”,认识到“心”是“哑巴”,“造作”是“疯子”,并且不混淆二者,那么在死亡来临时,只有“疯子”会消亡,而“哑巴”(心)是“无为”的,不会生灭,是永恒的。 “如果能够达到这种境界,你就找到了‘心’,找到了‘法’,达到了‘涅槃’。你找到了‘哑巴’,并与‘哑巴’同在。‘心’最终是‘哑巴’,而不是通过‘造作’变成‘哑巴’。” 尊者提醒说,有些人会试图通过“造作”来让自己变成“哑巴”,这是错误的。 “试图让自己变成‘哑巴’,这也是‘以自我去觉知’,是错误的。” 结语:精进修行,直至究竟 尊者对甘居士的修行给予了高度评价,认为她已经具备了很高的领悟力,并鼓励她继续精进修行。 “你已经很厉害了,能够如此细致地观察自己的内心。你需要继续保持这种‘觉知’,不要刻意为之,让它自然而然地生起。在接下来的七天里,你要精进修行,保持‘觉知’,让‘心’成为‘哑巴’,而‘造作’则会不断地生灭。如果能够做到这一点,你就离‘涅槃’不远了。” 甘居士也分享了自己对修行的感悟: “以前,我会执着于自己对佛法的理解,但现在我明白了,不要执着于任何东西,包括佛法。我不知道自己是对是错,但来到这里,有尊者的加持,我所说的一切都是尊者的功德。我甚至没有事先想过要说什么。” 她也坦言,自己曾经对“涅槃”没有概念,只希望来生能够投生为人,有好的父母,接受教育,过上幸福的生活。但现在,她开始思考“涅槃”的可能性,并希望能够尽自己所能去修行。 “既然我们有能力修行,为什么不去做呢?如果不能做到,那也没关系。但我曾经想过,我已经这么大年纪了,还能来得及吗?但后来我想,‘是’就是‘是’,‘不是’就是‘不是’,我又能做什么呢?这是注定的。” 甘居士还分享了自己59岁时被诊断出子宫癌三期的经历,但她并没有因此而消沉,反而更加坚定了修行的决心。 “医生给我做了六次化疗,但我没有死。这让我更加相信,如果注定不会死,即使是癌症也不会让我死。” 尊者对甘居士的经历表示赞赏,并鼓励她继续保持积极的心态,精进修行。 通过这次对话,甘居士对“觉知自心”有了更深入的理解,也更加明确了自己修行的方向。她将带着尊者的教诲,继续在觉悟之路上前行,直至究竟。 全文总结与补充 这篇文章的核心是围绕着“觉知自心”(รู้เรา)和“以自我去觉知”(เอาเราไปรู้)的区别展开的。尊者通过甘居士的个人经历,以及Fahsai的“疯子”与“哑巴”的比喻,生动地阐释了这两个概念的内涵,并指出了修行的三个阶段: 随顺烦恼,然后觉知(ล้มแล้วรู้สึกตัว):这是修行的基础,需要反复练习,觉察到自己被烦恼所引诱,然后生起觉知。 觉察内心的“争吵”(เห็นว่ามันไม่เหมือนกัน):这是修行的进阶阶段,能够觉察到即使独处时,内心也会有各种念头、情绪在“争吵”。 心在“造作”中保持平静(ใจสงบได้ในท่ามกลางจิตที่ปรุงแต่ง):这是修行的更高阶段,能够在“心”的“造作”中保持平静,不被各种念头、情绪所扰动。 尊者强调,“觉知自心”是自然而然的,不是刻意为之的。刻意去“觉知”,就是“以自我去觉知”,是错误的。 “疯子”与“哑巴”的比喻,则更形象地说明了“心”与“造作”的关系。“疯子”代表“造作”(ปรุงแต่ง),它会不停地说话、争吵、产生各种念头和情绪;“哑巴”代表“心”(ใจ),它无法说话,只能“觉知”。“心”是“无为”(วิสังขาร)的,它无法“造作”,无法表达,也无法产生欲望。 修行的目标,就是找到“哑巴”(心),并与“哑巴”同在。这意味着,要能够觉察到内心的“造作”,但不被“造作”所扰动,保持内心的平静。 甘居士的个人经历、困惑、感悟,以及与尊者的互动,都让人能够更深入地理解佛法的内涵,并从中获得启示。 --- 翻译以下佛法讲座为中文,要求: 1. 将内容整理为对话问答的形式,问问题的部分加上“徒:”,回答问题的部分加上“师:” 2. 完整翻译,不遗漏内容 3. 翻译结果输出为对话问答的形式 4. 不要包含泰语,全部翻译为中文 5. 保证翻译后的文本通顺,易读 --- กานต์ค่ะพระอาจารย์มายังไงมาจากไหนฟังฟังมาก่อนมั้ยอะไรยังไงค่ะคือตั้งใจมาค่ะตั้งใจมาลงทะเบียนมาตั้งวันนั้นที่มาหาหลวงตาวันที่1616ค่ะ17ค่ะมาครั้งนึงแล้วแต่มาเช้าเย็นกลับ. แล้วก็เลยเลยหาวิธีการลงทะเบียนที่จะมาตั้งใจเพราะน้องเป็นคนขับรถพามา3คนน่ะค่ะแล้วตั้งใจว่าแล้วหลวงตาบอกว่าให้เพียนจะพยายามเพียรไงใช่ใช่ค่ะแล้วกลับไปได้ไปฟังมั้ยฟังค่ะวันนึงอย่างน้อยต้อง2หรือ3ไฟล์ดีแล้วดีแล้วแล้วเป็นยังไงบ้างอะก็เข้าใจว่ามันก็เข้าก็มันก็เก็ทแต่มันไม่ไม่จะไม่ค่อยจ๊ากไม่ค่อย. เพราะว่ามันอย่างเวลาตัวอย่างของคนอื่นน่ะค่ะมันไม่เหมือนตัวอย่างของเราตัวอย่างคนอื่นเนี่ยเหมือนเราเอาของเรานั่นแหละอะอย่างตัวอย่างคนอื่นเหมือนเราเอาของเราเหมือนคนอื่นมั้ยคือถ้าพอฟังไปแล้วฝ่ายไหนเนี่ยเราไม่3ารถจะได้เราก็พยายามมันจะไม่ยอมปล่อยแต่พยายามอย่างตอนนั้นน่ะตอนฟังฝ่ายเค้านั้นไอ้รู้เรากับเรารู้อะก็พยายามว่าจะเข้าใจแต่มันก็ไม่เข้าใจพออยู่อยู่มันจะเข้าใจมันไปเข้าใจเอ็งโดยที่ตัวอย่างของเราค่ะ. ไม่รู้ว่าถูกหรือผิดเอองั้นอะเอาตรงนี้เลยอย่างงั้นตรงนี้เลยอะค่ะคือว่าเดินไปเห็นคนเค้ามุงซื้อลอตเตอรี่กัน. อ่าเรารู้เราเนี่ยเราเรารู้เนี่ยว่าให้เดินไปดูเค้าบอกให้เราสังขารบอกให้เราเดินไปดูลอตเตอรี่เราเดินไปครึ่งหนึ่งเราก็รู้ว่าเอ้ยมันนี่เป็นกิเลสนะเราอยากถูกอิตาลีหรอ. อย่างเงี้ยแสดงว่า. เรารู้แล้วใช่มั้ยคะเรารู้เราแล้วใช่มั้ยคะตอนแรกเรารู้ว่าเราจะเดินไปดูนั่นตอนนี้พอพอไปไปรู้ว่ามันเป็นกิเลสเราก็บอกว่าเราไม่ซื้อละเพราะว่ามันเป็นกิเลสหรืออยากถูกลอตเตอรี่เหรอแต่อีกตัวนึงมันก็บอกว่าถูกก็ดีอย่าได้มาทําบุญเยอะเยอะเนี่ยค่ะแต่อันนี้ถูกมั้ยคะตัวอย่างนะแต่ว่าถูกไม่หมายถึงยังไงหมายถึงว่าความหมายของไอ้เรารู้ก็รู้เราแค่มันกลับความรู้เรากับเรารู้เนี่ย. ไม่เข้าใจว่ามันเข้าใจถูกหรือเปล่าเดี๋ยวเดี๋ยวมันยังไม่ไม่ถูกต้องค่ะแต่แต่ก็ก็คืออันนั้นคือมีสติอยู่ค่ะคือก็เรียกว่าขัดใจกิเลสยังแต่ยังไม่ใช่เป็นธรรมชาติที่รู้เราแต่เป็นการขัดใจกิเลสรู้ตัวอยู่อ๋อแต่ว่าจะไปซื้อลอตเตอรี่หรือว่าจะไปตําหนิติเตียนคนอื่นเค้าหรือจะไปว่าร้ายคนอื่นเค้าหรือว่าจะปล่อยให้ไหลไปแล้วก็รู้เท่าทันอ๋อแล้วก็ละจะได้เรียกว่าขัดใจกิเลสมีสติ. ขึ้นมาลงแล้วลงไปแล้วก็มีสติลงไปตามกิเลสแล้วมีสติขึ้นมาอย่างนี้เรียกว่ามีสติขึ้นมายังไม่ใช่รู้เราอ๋อค่ะแต่ก็เรียกว่ารู้ตัวขึ้นมามีสติรู้ตัวขึ้นมาก็ดีก็ดีดีดี. อยู่ระหว่างท่านที่ว่าฝึกฝนมีสติขึ้นมาลงลงไปตามกิเลสแล้วก็มีสติรู้ตัวขึ้นมาลงไปแล้วก็มีสติรู้ตัวขึ้นมาแต่ยังไม่ใช่ไปรู้เราค่ะ. ยังเป็นธรรมชาติที่รู้เรา. แต่ก็ต้องฝึกอย่างเงี้ยคือเราต้องสั่งอาศัยสังขารไปก่อนให้มัน70พรุ่งนี้มันมันช่วยเราก่อนใช่มั้ยคะก็ก็ถูกแล้วแหละมันก็ต้องอาศัยสติที่เป็นสังหารก่อนอย่างงี้นะฮะค่ะคือเราไม่มีกิเลสอะรู้สึกตัวขึ้นมาเราไม่มีกิเลสก็รู้สึกตัวขึ้นมา. ถ้าถ้าถ้าไม่ฟังฝ่ายหลวงตาเนี่ยก็ต้องไปหาจิตแพทย์แล้วเพราะว่าตอนชกโควิดเนี่ยไม่เอาไปไหนอยู่บ้านคนเดียวปรากฏว่ามันไม่ใช่อยู่คนเดียวมันอยู่กับใครก็ไม่รู้ที่เถียงทะเลาะกันทั้งวันเลยค่ะ. มันสั่งงานเราอย่างงู้นอย่างงี้แล้วเสร็จแล้วอย่างเช่นตัวอย่างนะคะเพราะชีวิตประจําวันน่ะต้องทําอาหารทานเองอ่ะแล้วเสร็จแล้วไม่ได้ออกจากบ้านมันก็สั่งเราว่ามันจะกินแกงป่านะให้แกงป่าเราก็บอกว่าแล้วอีกตัวก็บอกหูยยุ่งยากไปแกงทําไมไข่เจียวใบนึงก็อิ่มแล้ว. แล้วศิลปะปรากฏว่าเราก็ไหลตามมันเพราะว่าไปรู้ตัวตอนที่กําลังกินข้าวมีทั้งแกงป่าแล้วก็มีทั้งไข่เจียว. แสดงตอนนั้นเราไปกับเขาแล้ว. สักวันวันวันนึงอ่ะคือช่วงโควิดอะก็ฟังไฟล์หลวงตากับชีวิตประจําวันทําอะไรกินอยู่เลยค่ะ. แต่ว่ามันเหมือนมันเหมือนกับไม่ใช่อยู่คนเดียวถ้าถ้าเป็นถ้าเป็นไปได้คนอื่นเค้าที่เค้าไม่ไปแบบทําอะไรเงี้ยเค้าก็คิดว่าเราไม่ใกล้เราใกล้บ้าละแต่ว่าพอฟังหลวงตาแล้วหลวงตาบอกมันอย่างงี้แหละมันไอ้สังขารมันมันไม่ใช่มีตัวเดียวอะไอ้จิตนี่มันมีหลายตัวใช่มั้ยคะแต่จิตมันมีตัวเดียวมันจิตเป็นขนาดจิตแต่เป็นขนาดจิตขนาดจิตมันพูดไม่หยุดแต่ว่ามันมันมันมีตัวเถียงกันน่ะ2ตัว. เออมันมันเถียงกันก็นั่นน่ะมันก็คือไอ้ไอ้ที่มันปรุงแต่งน่ะมันเถียงกันอ๋อค่ะ. มันก็เป็นขนาดจิตไงค่ะเป็นขนาดจิตอันนี้พูดไอ้นี่เถียงไอ่นี่เถียงอันนี้พูดไงมันพูดไม่ได้พูดพร้อมกันหรอกใช่ค่ะมันไม่พูดพร้อมกันเออแต่มันเถียงกันมันเถียงกันมันเป็นขนาดจิตมันไม่อยู่คน. ไอ้นี่พูดไอ้นี่ฝ่ายไอ้นี่ก็หยุดอีกฝ่ายนึงก็พูดเถียงกันไปเถียงกันมาเถียงนิจิตนั่นแหละอ๋อค่ะคือไอ้จิตนั่นแหละมันเถียงกันก็ก็เพราะว่าฝั่งฝ่ายของตั๊กก็โอ้โหมันเป็นอย่างงี้เองเป็นธรรมดาก็เลยไม่ใช่ถ้าเป็นปกติถ้าเราไม่รู้ไม่ได้ฟังฝั่งตาสงสัยจะไปปรึกษาหมอแล้่าไม่เปล่าเพราะว่าอยู่คนเดียวแต่ทะเลาะกับเค้า. เวลาเวลาจะทํางานถูบ้านแล้วมันบอกว่าอย่าทําเลยเดี๋ยวลื่นล้มนะอย่างเงี้ย. โหเดี๋ยวลื่นไม่คุ้มนะอะไรอย่างเงี้ยค่ะมันจะแบบถ้าถ้าของขี้เกียจเนี่ยมันจะแบบเนี่ยแล้วก็บางทีฟังฝ่ายถ้ามันเบื่อเนี่ยเปิดมันไม่ยอมไอ้ไอ้มันไม่ยอมฟังเลยค่ะเราบอกเอ๊ะมันเป็นมาอย่างเงี้ยก็เราตั้งใจจะฟังเงี้ยถ้ามันไม่ยอมฟังอะมันดื้อดื้อกับจิตรอ่ะไม่ใช่กูไม่ฟ้าใจมันไม่ฟังมันไม่ส่งถึงกันใช่มั้ยคะเออ. ก็โยมก็จะเห็นว่ามันไม่เหมือนกันเนาะเนี่ยขั้นขั้นระดับเบสิคระดับระดับพื้นฐานระดับที่หนึ่งนะจะอธิบายเป็นระดับเลยคือขั้นในการฝึกฝนน่ะเปรียบเนี่ยนะเปรียบเหมือนเนี่ยขั้นที่ว่าล้มแล้วก็รู้สึกตัวล้มจะไปซื้อลอตเตอรี่ล้มจะไปมีกิเลสผ่าป่าตรงนี้แกใจลงไปเนี่ยล้มไปมีกิเลสไปพอใจไม่พอใจจะไป. ไปก็หลงไปกับเค้าจริงจริงไม่พอใจก็หลงไปตําหนิติเตียนนินทาว่าร้ายวิพากษ์วิจารณ์เค้าจริงจริงอิจฉาริษยาเค้าจริงจริงอันนั้นคือล้มไปเลยแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาล้มไปแล้วรู้สึกตัวนี่มาอันเนี้ยเป็นขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องฝึก. ขั้นพื้นฐานเนี่ยสําคัญมากคือล้มไปแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาล้มไปแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาลงไปแล้วรู้สึกล้มขึ้นคือไปคิดตึ้งตื่นตอนปรุงแต่งนี่ไปตามที่ที่ถูกที่ถูกใจกับไม่ถูกใจเนอะอันนี้ก็อันนี้ก็อันนี้รู้เนอะอันนี้ขั้นพื้นฐานต้องฝึกฝึกประจําเลยขณะที่กระทบลงไปแล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมาลงไปก็รู้สึกตัวขึ้นมาอันเน. มันเป็นขั้นของที่ว่ากิเลสปรุงจิต. หมายถึงว่ากิเลสภายนอกลูกเสียงกลิ่นลดพระสิ่งที่มากระทบกายภายนอก5ประตู. มาล่อมาล่อมาลวงให้หลงแล้วก็. ส่งจิตออกนอกส่งจิตออกนอกไปไหลไปหลงไปไปตามกิเลสพอใจไม่พอใจอะตามขณะที่กระทบเนี่ยขณะที่กระทบ. อันเนี้ยก็รู้สึกตัวขึ้นมารู้สึกตัวขึ้นมาเรียกเรียกว่ากิเลสมาปลงจิตเรียกหรือเรียกว่าตรงจิตออกนอกเดี๋ยวนี้. ยังจะเรียกไปหรือเปล่าถ้าถ้าสอนอย่างงี้เดี๋ยวเดี๋ยวเดี๋ยวโยมโยมไอ้ที่โยมเนี่ยว่าหลงลงไปมีกิเลสแล้วโยมก็รู้สึกตัวอันนี้อันนี้พื้นฐานเข้าใจมั้ยเข้าใจมั้ยอันนี้โยมก็ก็เป็นพื้นฐานแล้วอันนี้เรียกว่าลงแล้วรู้สึกตัวขึ้นมาลงแล้วมาเนอะอันนี้พื้นฐานทุกคนต้องฝึกแล้วกรณีที่2เนี่ยมันมันที่ยมเห็นว่ามันไม่เหมือนกันคืออันเนี้ยมันไม่หลงไปตามกิเลสเราอยู่คนเดียวเนี่ยเราจะเห็นว่ามันแท้จริงมันมีกิเลสตัณหาเป็นเพื่อนมันทะเลาะกันอยู่ข้างใน. ค่ะแต่นี้อีกขั้นนึงแสดงว่าโยมเนี่ยเก่งขึ้นอะไรพัฒนาขึ้นโยมแล้วเห็นว่าอยู่คนเดียวเนี่ยมันก็ทะเลาะกันเองได้พุทธอยู่คนเดียวพูดกับตัวเองคนเดียวพูดกันไปพูดกันมาพูดกันไปพูดมาคือทะเลาะกับตัวเองพูดอยู่คนเดียวนั่นแหละค่ะเดี๋ยวก็ไปติดกันมาได้อันเนี้ยเก่งมากเลยนะเก่งมากเริ่มพัฒนาอีกขั้นนึงตอนนี้มันก็มีปัญหามีอย่างที่ว่าไอ้พอพอไปเห็นเนี่ยเป็นพูดอยู่คนเดียวเนี่ยคือหลงหลงไปกลับที่มันพูดอยู่คนเดียวมั้ย. ทะเลาะกันอยู่ข้างในใจแล้วลงด้วยมั้ยลงไปร่วมผสมโรงกับมันมั้ยลงไปตามมันมั้ยไม่ไม่ค่ะเออถ้าไม่ลงเนี่ยก็เรียกว่าพัฒนาไปถึงขั้นอีกขั้นแนลสูงมากเลยก็คือว่าอ้าวปล่อยมันทะเลาะกันไปแต่ไม่แปลอะไรกับมันในใจเราอะแต่แต่ถ้าเรื่องเรื่อง. การกินน่ะหลงไปกับมันเพราะว่าอันเนี้ยมันก็คือมันก็ขาดสติไปจนช่วงไงคือโยมอ่ะมันทะเลาะกันว่าเห้ยเราแค่กินไข่เจียวก็พอแล้วทําไมต้องไปทําแกงป่าให้ยุ่งยากเฮ้ยเนี่ย. อ้าวมันก็ทะประเทียงก็ไปเถียงกันมาอ้าวก็ทําไข่เจียวอย่างเดียวไม่ต้องไปแกงป่าอะไรอย่างเงี้ยมันเราไปแกงป่าอยากกินแกงป่านี่เป็นกิเลสเราต้องขัดใจขัดใจขัดไปไปพอนั่งโต๊ะกินข้าวมีแกงป่ามากินแต่แกงป่าไข่เจียวไม่กิน. แต่เนี่ยมันก็คืออันเนี้ยมันก็คือเรียกว่าขาดสติเป็นโชคไปตามตามใจกิเลสกิเลสแล้วก็ไม่เป็นไรหรอกครับก็มันมันแล้วไปแล้วก็จบไปแต่กิเลสตัวนี้เราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแต่เราเดือดร้อนเอง. แต่มันก็มันก็ดีกว่าแรกที่หลงไปตามกิเลสต่างต่างนี้ไกลใจเลยอะค่ะแต่อันเนี้ยมันก็คือ. ยกก็เก่งฮะคือเอาไปกินเกลปะเอาทีแรกเราจะกินไข่เจียวหงายไปกินเกมปะอะไรนั้นก็คือ. แต่มันก็ละเอียดขึ้นมาแล้วล่ะละเอียดขึ้นมากว่าลงไปภายนอกเหมือนที่โยมบอกว่ามันก็ไม่ได้ทําให้ใครเดือดร้อนเนอะค่ะแต่มันก็คือถ้าถ้าตามใจบ่อยบ่อยมันก็จะหลงเงินแต่ถ้าไม่ตามใจเค้าอะเค้ากินน้อยแล้วไม่มีแรงมันไม่ยอมทําอะไรเลยแต่ถ้ากินเอาตามใจเค้าแล้วก็อู้อ้วนนะจะขยันงานบ้านนี้ถูบ้านกว่าบ้านไม่หยุดเลยเลยต้องตามใจเค้าอะแล้วไม่ชอบกินอาหารซ้ําด้วยค่ะเออทําใหม่. เค้าทําใหม่เราก็บอกว่าเหลือทิ้งเสียดายอะมันบอกว่าก็ทีหลังก็ทําอาหารจานเดียว. จะได้ไม่ต้องทิ้งเราก็บอกเสียดายทิ้งแล้วแปลกอ่ะไอ้ไอ้จานน่ะไอ้แกงอันนั้นน่ะมันก็กินอร่อยแล้วแต่พอครั้งที่2จะไม่อร่อยเลยเออเออทั้งทั้งที่มันไม่ได้ไปทําอะไรเลยก็ปกติปกติปกติเหมือนคนทั่วไปอะไรกินซ้ําก็ไม่อร่อยละแต่แต่มีช่วงบางช่วงที่ไม่ได้ยินมันเนี่ยเราก็เอ๊ะตอนนี้เราเราเราสภาวัฒนธรรมเราหล่นแน่แน่เลยเพราะว่าเราไม่ได้ยินเค้าพูดเค้าพรากเออแต่พอมาฟังฝ่ายหลวงตาบางฝ่ายที่บอกว่าไอข้างบ้านมันหนวก. พอเอ๊ะเสียงมันหายไปไหนคุณตาก็บอกเพียงแต่เราไม่ไปใส่ใจมันก็ไม่ได้ยินถูกมั้ยคะเราก็ไม่พอเราลองลงไปลองจับกลับไปดูสิอ๋อเห็นก็ตอนแรกก็เอ๊ะสงสัยช่วงนี้เราลดแน่แน่เลยอะเพราะว่าเราไม่ได้ยินมัน. ก็เลยนั่นน่ะค่ะแล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือบอกว่าพี่ไม่เอาตัวเราเรากลัวเอาตัวเราเข้าไปเราก็ไม่ให้เป็นไม่ให้มีประธานให้มีแต่กิริยารู้ก็รู้แต่กริยาแต่ถ้าเป็นผู้รู้เป็นประธานอะเราชอบเอาตัวเรารู้ตัวนะเพราะว่าเราเอาตัวเข้าไปบางครั้งก็รู้บางครั้งก็ไม่รู้โอ้โยมเนี่ยละเอียดมากนะมันก็ละเอียดเพราะว่าเรารู้หรือไม่รู้เพราะฟังไฟล์หลวงตาวันนึงบางวันโยมเดี๋ยวก่อนโยมเป็นครูเปล่าเนี่ยไม่ค่ะเป็นเหรอส่วนส่วนใหญ่กูจะเรียนนี่เป็นครูเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีค่ะ. ว่าโอ้โหละเอียดมากเลยโยมนี่ละเอียดมากเลยนี่โอ้โหได้จิตโยมได้ละเอียดขนาดนี้. ช่างสังเกตค่ะนั่นน่ะสิก็ก็ต้องฉีดสาระเดี๋ยวถามว่าเป็นครูเปล่าเนี่ยเพราะว่าปกตินิสัยครูเนี่ยโอ้โหแบบว่าจะละเอียดจะกินนี่หนักเข้าไปนั่นอีกโยมละเอียดในจิตบ้านเลยโยมดูสังเกตดูที่โยมพูดนี่ความละเอียดดิสังเกตมากเลยเพราะละเอียดสิคะถ้าเป็นโสดอะค่ะ. อยู่คนเดียวมาโดยตลอดตอนนี้กินบํานาญคนเลี้ยงตัวคนเดียว. แต่ตอนที่คราวนั้นน่ะที่จะสารธรรมเค้าไปครั้งแรกเลยอะค่ะกลับมาเนี่ยโอ้โหรําคาญมากเลยเสียงพากย์เนี่ยแต่ก่อนไม่ค่อยได้ยินไม่ค่อยรู้เลยแต่มันเป็นความนึกคิดที่เราวางแผนนะคะเวลาเราทํางานเราก็จะต้องวางแผนว่าเราจะต้องทําอย่างงั้นทําอย่างงี้เพราะว่าทางโลกอะถ้าเราไม่วางแผนงานเราไม่สําเร็จนะคะอืออืออือเพราะว่างานเรามีจํานวนเท่าเนี้ยถ้าเราไม่คํานวณวางแผนให้เป็นวันที่เราจะทําอย่างนี้อย่างเงี้ยแล้วบางทีมีแผนหนึ่งแผน2แผน3เงี้ยเออเออพอแผนหนึ่งมันไม่ได้อย่างใจเราก็ต้องทําแผนเปลี่ยนแผน2แผน3เนี่ยคือเราทีนี้. ข้อปฏิบัติธรรมอ่ะที่มันไม่มันไม่หลุดสักทีเพราะว่าเราเอาทางโลกมาใช้ทางปฏิบัติธรรมเออถ้าถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วเราจะต้องไม่มีแบบอัตราตัวตนแล้วก็ไม่ต้องเอาวิธีการทางโลกมาใช้. ถูกมั้ยคะแต่ต้องแบบว่าไม่แต่ก่อนเนี่ยที่สงสัยเคยเคยมาหลวงตาครั้งนึงแล้วหลวงตาว่าไปว่าตอนเนี้ยอยากรู้นั่นอยากรู้นี่ซักใหญ่หลวงตาบอกว่ามันมันบังธรรมความกิเลสมันอยากมากเคยถามหลวงตาสิว่าทําไมไอ้วิทยายุทธไอ้ที่เวลาสอนไปแล้วไม่ให้จําให้ทิ้งไปเพราะว่าน่าจะซักหลังจะบอกว่าเอ้ยตอนเนี้ยอธิบายไปก็ไม่รู้เรื่องหรอกเพราะอยากรู้อยากเห็นอยากอะไรไปหมดเลย. มันบังหมดเพราะฉะนั้นกลับไปเศร้าเศร้า. 10ไปเลย. แล้วบอกเดี๋ยวต้องกลับมาใหม่ให้ได้. เสร็จแล้วเพราะว่าอะไรมั้ยเพราะสมมุติว่าฟังฝ่ายนี้ไปแล้วเอ๊ะเรื่องอะไรนะถึงจะอยู่เลยจําวิทยายุทธแล้วให้ลืมที่สอนไปแล้วก็ไปสู้กับเค้าให้ลืมเพราะรู้แล้วค่ะว่าเพราะว่าเรายังทําทําอาหารเนี่ยอาหารไหนที่เราทําเองเนี่ยแล้วเราทําเองเนี่ยมันอัตโนมัติมันไปไปปุ๊บปุ๊บปุ๊บเลยแต่ถ้าเรามานึกว่าเดี๋ยวจะใส่ไอ้นั่นอ่ะเดี๋ยวใส่นี่รถเพี้ยนเลยค่ะ. แต่ถ้าเราทําแบบว่าเออตามอัตโนมัติอะรถจะไม่เพี้ยน. เพราะว่าต้องทํากับข้าวทานคนเดียวอยู่ไงแล้วเหลือทิ้ง. แล้วตอนเจอเมื่อวันที่17มาหลวงตาบอกเพียนนะว่าโอ๋ตอนนี้ต้องเพียนให้ได้คือคือมันไม่. จดจําถึงขนาดนั้นนะคะว่าจะความควายจะฟังเยอะบางทีฟังมากมากเอ๊ะเราจะเป็นเป็นเป็นพระไตรลานป่าวเนี่ยแกยังนึกไปถึงอันนั้นนะแต่ถ้าสงสัยอะไรนะคะสักพักนึงเดี๋ยวเนี่ยยังยังอย่างที่ที่ที่บอกว่าส่งจิตออกนอกอ่ะเมื่อคืนนี้เองอะที่มันเด้งมาเมื่อ4ปีที่แล้วที่ที่. พี่พระอาจารย์สอนส่งจิตออกนอก2อ่ะค่ะแล้วจะแยกจิตใจให้ได้คือเป็นศัพท์สมมติที่หลวงตาบอกว่าเราต้องมาคุยกันว่าอันนี้สวดสมมติแล้วเราจะรู้กันพูดกันรู้เรื่องตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกเพราะตอนนั้นเคยมาถามว่าไอ้เรื่องแกจะสิกเนี่ยมันส่งไปวิญญาณธาตุยังไง. ไงมันจะไปยังไงแต่ตอนนี้เข้าใจหมดตั้งแต่ฝั่งไฟอันเนี้ย. ถ้าเป็นแบบเนี้ยนะนึกอธิษฐานเอาเลยนึกถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมอิสระนึกถึงหลวงตานึกถึงบุญบารมีของเราอะถ้าแผ่นนั้นท่องประจําค่ะอ๋อนี่มันก็เป็นหมดเลยนะเนี่ยทําเอาหมดเลยทุกอย่างแล้วหลวงตาก็คงจะจําไม่ได้ครั้งแรกที่ไปศาลาทําอาแล้วเค้าทําเค้าทําเวิร์คชอปกันแรกแรกเลยอะแล้วเสร็จแล้วความที่แบบกลัวหรือกลัวหลวงตามากคลานเข้าไปเพราะหลวงตากําลังคุยกับพวกน้องน้องเค้าอยู่อะคุยไปถามหลวงตาทําจะมาขอขมาค่ะ. เพราะว่าจิตน่ะมันบอกว่าหลวงตาดุดุเสียงก็ดังแล้วหลวงตาก็สวดเป็น3วลีตามไม่ทันเหรอคะแต่ก็ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมเงยหน้าแล้วก็กลัวมากตอนนั้นอะพอตอนหลังตั้งแต่ไปนะฟังอะไรก็รู้หมดแล้วก็ไม่กลัวเลย. เพราะว่าถ้าหลวงตายิ่งวาดนั่นแหละ. เราอ่ะทําให้เราอ่ะเหมือนอย่างกับสะกิดเราให้มันเราเราหายอะ. ตรงที่จุดที่เรานั่งแล้วอีกอย่างนึงคิดว่าคนที่เซนซิทีฟเนี่ยไม่มีทางไม่มีทางแช่อะเพราะมันคิดตลอดเวลาเลยอะใช่มั้ยคะใช่ใช่คนเซนซิทีฟเว้ยอ้อค่ะความคิดเยอะคิดเยอะมันก็ยังยังไม่มีทางแช่แต่ละโยมอะตอนนั้นโทรฟังแล้วเพราะหลงทางนี่เราไม่เคยแช่เลยเนอะบ่นตลอดเวลาไม่มีเวลาโยมแช่ไม่ได้เร็วมากเลยพูดกันเร็วจิตกันเร็ว. แล้วก็อะไรละละเอียดอีกต่างหากแบบว่ามันจุ๊บจิ๊บจุ๊บจิ๊บไปหมดเลยโอ้โหแบบว่า. อย่างงี้แช่ไม่ได้หรอกโอ้โหก็เป็นเพราะหลวงตาทิ้งในน่ะค่ะตอนแรกไม่รู้หรอกเพราะว่าเสียงอะไรมันพูดอยู่ข้างในเนี่ยแหละที่แท้อ๋อไอ้ความนึกคิดของเราเนี่ยเรานึกคิดว่าเดี๋ยวเราเดี๋ยวเราจะไปโน่นเดี๋ยวจะไปนี่ก็คือสังขารมันมันปลงแล้วมันลักษณะนั่นแหละแล้วพอดีเป็นคนช่างสังเกตนะคะอือฮึก็เลยหลายอย่างสมแล้วเป็นผู้ตรวจ. ผู้ตรวจบัญชีก็อย่างเงี้ยโอ้ยละเอียดมากนะละเอียด. เก่งเดี๋ยว7วันเลยค่ะสนใจชี้แนะหน่อยค่ะ7วันที่อยู่นะคะฮะอยู่ใน7วันค่ะ. ต่ําอันที่2ค่ะตอนนี้เหนื่อยยังเหนื่อยไม่เหนื่อยเลยค่ะไม่เหนื่อยเลยค่ะพูดจะเหนื่อยป้ะฮะเหนื่อยมั้ยเนี่ยไม่เหนื่อยค่ะไม่เหนื่อยไม่รู้มีพลังยังไง. เหรอพูดพูดจนถึงระหว่างได้มั้ยได้ค่ะโอ้โห. มีเรื่องเล่าให้หลวงตาฟังเยอะเลยแต่อย่างนี้ยังนึกไม่ออก. ทําให้คนอื่นเลยคะ. เดี๋ยันนี้ไม่ได้คนอื่นไม่ได้พูด. สังเกตไว้ตอนที่อีอีอีตอนพูดอะ. กับไอ้ตอนหยุดพูดเป็นยังไงมันต่างกันเพราะว่าเวลาถ้าพูดไปแล้วเนี่ยมันไม่ได้มันไม่ได้ปรุงแต่งมันจะออกมาจากจิตพอหยุดพูดเสร็จแล้วเป็นไงที่ที่หยุดแล้วหลวงตาหยุดพูดไปสักครู่นึงนึกก็นึกแหละตอนนี้ปรุงแต่งละเอ๊ะเดี๋ยวจะพูดไรดีเนอะ. มึงแต่งแล้วอือว่าเดี๋ยวจะทํายังไงจะส่งไมค์ให้คนอื่นดีมั้ยอะไรอย่างเงี้ยเออเออ. จะปล่อยปูแต่งไป. ก็ปล่อยปล่อยพูดแต่อย่างที่บอกอะแหละคือว่าพอหยุดพูดข้างในพอเริ่มปลูกแต่งเราก็เห็นว่าปรุงแต่งก็ปล่อยมัน. แล้วก็. ใจก็สงบ. แต่ปรุงแต่งปรุงแต่งไปก็คือว่าอยู่ด้วยกันอย่าเป็นเพื่อนกัน. จิตที่มันคิดถึงตอบปรุงแต่งก็มันก็ปรุงแต่งเพราะปากหยุดพูดปุ๊บพูดพูดนานแล้วเหนื่อยเหนื่อยเลยหยุดหยุดพูดเพราะหยุดพูดปุ๊บมันก็คิดเอาว่าหาเทาจะพูดอะไรอีกจะพูดอะไรเนี่ยก็คือจิตมันก็ปรุงแต่งก็ปรุงแต่งไปแต่ใจยอมสงบได้นะเมื่อกี้เนี่ยขนาดว่าโยมหยุดพูด. หยุดพูดแล้วก็. แต่ใจโยมสงบแต่ความคิดปนจิตเนี่ยที่มันคิดปรุงแต่งอะมันก็จะคิดปรุงแต่งว่าจะเอาเอามาให้ใครพูดดีหรือเราจะพูดต่อหรือหาเรื่องอะไรพูดอะไรอย่างเงี้ย. แต่ความจริงตอนที่หยุดน่ะจะโยนสงบอยู่ชั่วครู่นะแล้วโยมไปสังเกตเอง. จะเห็นว่าพอปากโยมหยุดพูดปุ๊บไอ้ที่ข้างในมันยังคิดปรุงแต่งว่าจะเอามาให้คนอื่นพูดแล้วเราจะพูดต่อเองหรืออะไรอย่างเงี้ยหรือจะพูดเรื่องอะไรแต่ใจยอมสงบอยู่ได้. เนี่ยถ้าโยมเห็นตรงเนี่ยสุดยอดเลยคืออาจโยมสงบได้ในต้องการที่จิตมันคิดคิดปรุงแต่งว่าจะพูดอะไรต่อหรือจะให้เอามาให้คนอื่นพูดบ้างเดี๋ยวเราให้พูดทีหลังอะไรเงี้ยเราหายเหนื่อยได้เราค่อยพูดต่อก็ได้อะไรอย่างเงี้ยเราได้พูดได้สักคืนอะไรอย่างเงี้ยก็. แต่ความจริงอ่ะ. ถ้าโยมเห็นเนี่ยตอนที่ปากโยมไม่พูดข้างในอะจิตมันก็ยังคิดปรุงแต่งแต่ใจโยมสงบได้ในท่ามกลางที่จิตคิดปรุงแต่งได้นี่คือยอดคนเราเรียกว่าอริยะ. บุคคลธรรมดาก็เป็นพระอริยได้. ถ้าสงบได้ในรับการจีที่ปรุงแต่ง. ใจสงบได้ในทําการจิตที่ปรุงแต่งไม่ใช่ไปไล่ดับจิตที่ปรุงแต่งให้มันไม่พูดข้างใน. เพราะของอะไรทุกอย่างมันซ้อนกันแว้บอยู่ข้างในตั้งใหม่มันของของทุกอย่างมันซ้อนกันอยู่มันแบบว่ามันต้องละเอียดมากอ่ะถึงจะเห็นน่ะค่ะ. มันไวมากเลยคือคือแบบว่าที่ฝึกสติอะนะคะคือถูบ้านอยู่เนี่ยถูบ้านอยู่แล้วก็มันลื่นมันลื่นน่ะมันเป็น small momotion น่ะซึ่งเหมือนดูในหนังสโลโมชั่นเลยค่ะเราก็เลยพอเรามีสติเราก็เลยคว้าประตูห้องน้ําได้ก็เลยไม่เลิศร้มอันนั้นมีอยู่ครั้งนึงมันมันมันไปบ้านพี่สาวแล้วมันต่างระดับนิดเราไม่ยกเท้ามันก็จะลื่นแต่มันก็เป็นโปรโมชั่นอีกอะก็เลยก็เลยจิตก็บอกว่าให้เอามือ. เข้าลงแล้วหน้าเราเราก็จะไม่โดนแล้วก็แต่ว่าแต่ว่ามือเนี่ยมันต้องเจ็บนะคะก็เลยเอามือเท้า2มือก็ไม่ไม่เป็นไรล้มเอาแบบเอาหน้าลมคือคือมันสั่งเราเรียบร้อยเลยค่ะ. แต่มันเป็นถ้าแต่มันเร็วอ่ะมันเราต้องตามทันมันเลยเป็นสโลโมชั่นอ่ะ. คิดไปเองรึเปล่าคะดีแล้วมันก็คล้ายแบบพอสติมาเร็วเนี่ยมันจะ. มันสามารถทันมันเหมือนอะไรเกิดขึ้นมันเหมือนสโลปอร์ชั่นค่ะเราสามารถพลิกตัวได้เลยได้คือคือตัดสินใจได้ว่าถ้าเราล้มปุ๊บไปเลยเนี่ยใช่ใช่คือมันมีมันมีสติเราให้เอามือลงเออเออค่ะอันนั้นน่ะมันมันมันขณะนี้ไม่ได้ฝึกมาดีนะขณะยังมีสติเลยอันเนี้ยมันจะเหมือนกับความเร็วมันเหมือนกับแต่มันกลับเป็นภาพสโมโลชั่นในใจเราทําให้เราสามารถพลิกแพลงได้. 2ครั้งแล้วที่ที่ที่เจออะค่ะอืม. ทุกครั้งเราล้มไปปั๊บจะไปรู้ตัวด้วยว่าจอห์นที่เราล้มไปแล้ว. แต่อันนี้มันเพิ่งเกิดได้ไม่ไม่นานมานี้นะคะ. แต่ก่อนนี้ก็ล้มไปเลยกระแทกไปเลย. แล้วจะหยุดพูดสักพักแล้วเป็นไงเห็นมั้ยว่า. ใจสงบได้ในน้ํากลางไอ้ไอ้ตัวที่พูดอยู่ข้างในแต่ไม่ได้พูดแต่ออกปาก. เห็นมั้ยเห็นค่ะตอนนี้เห็นแล้วค่ะเห็นว่ามันไม่มันไม่ปรุงแล้วมันเฉยได้ค่ะ. เฮ้ยมันไม่ปากปากอยู่พูดแล้วเต๋อให้ข้างในมันไม่หยุดพูดมันก็มันพูดมันก็ยังพูดได้อยู่แต่ใจอะมันสงบได้ใจมันมันมันคือมันคนละอย่างกันเลยใจมันมันใจมันสงบจากความปลุกแต่งแต่ไอ้ไอ้ไอ้ความปรองแต่งอ่ะมันปรุงแต่งอยู่ในความสงบ. ยอมเห็นมั้ยใจมันมารู้มันรู้ว่าใจมันสงบมากเลยแต่ไอที่พูดมาอยู่เนี่ยยังพูดอยู่เลยในใจเราปากหยุดพูดแล้วแต่ข้างในยังพูดอยู่. นิยมเห็นมั้ยเนี่ยพยายามดูมันเลยไม่ได้เห็นอ๋อเก่งเก่งเก่งเก่งเก่งเรียกว่าโยดูต่างจากโยมก็อ่านใจตัวเองขาดเก่งมากนะเนี่ยว่าค่ะอย่างนี้ไปพยายามดูกันไม่ได้อะไรอย่างเงี้ยมันต้องเป็นธรรมชาติที่หยุดพยายามดูคือต้องเป็นธรรมชาติอย่างเงี้ยอยู่เพราะว่าโยมไปพยายามดูปุ๊บไอ้ที่พยายามดูนะคือปรุงแต่งใช่พยายามจะดูด้วยใจที่สงบเนี่ยมันก็ปรุงแต่งอันนี้มันก็เสียเรื่องเลยมันเป็นกิเลสตนาแล้วโยมก็เลิกเลิกไม่พยายามดูยังไงถูกต้องแล้วแล้วทีนี้อาโยก็เนี่ยฝ่าลูกตาพูด. ค่ะแต่ปากโยมไม่พูดแต่เนี่ยขณะที่โยมไม่พยายามดูมันเนี่ยแต่โยมก็ฟันหลวงตาพูดด้วยใจที่สงบอยู่ใจสงบแต่ข้างในอะมันไม่มันก็ยังพูดได้ผู้พูดแข่งกับหลวงตาได้แต่ใจสงบอยู่โดยที่โยมมาไม่ไปตั้งใจดูมันอันนี้ถึงจะถูกต้องตามธรรม. เรียกว่ารู้เราอ๋อพี่โยมถามตั้งแต่แรก. แต่ถ้าเราได้ไปตั้งใจรู้ตอนแรกน่ะโยมบอกว่าอย่างเงี้ยตั้งใจจะดูมาแล้วอันเนี้ยไม่ใช่เอาเราไปรู้ไม่ใช่รู้เราอ๋อ. อ๋อค่ะค่ะเข้าใจแล้วค่ะหนูหล่อเรารู้แค่ให้กลับคําพูดเนี่ยมันไม่พลิกอย่างเงี้ยความหมายมันต่างมันมามันมาจากไอ้คําเนี้ยมันมาจากที่เนี่ยน้องฟ้าใสเนี่ยอายุ11ขวบตอนเนี้ยเมื่อก่อนเนี้ยก็10กว่า10ขวบเนี่ยน้องฟ้าใสเนี่ย. เอามาพบสภาวธรรมอย่างเนี่ยแล้วก็กะโพล่งออกมาว่าอ๋อมันมันรู้เราไม่ใช่ธรรมชาติมันรู้เราไม่ใช่อือเอาเราไปรู้เนี่ยก็มาจากฟ้าใสเนี่ย. มาจากน้องฟ้าใสน้องฟ้าใสที่สารธรรมอะไปกันครั้งแรกอะใช่ใช่ใช่ไปครั้งแรกตอนนั้นอายุยังแค่กี่ขวบนะไปศาลาทําครั้งแรกนี่จําได้เพราะว่าเค้า8ขวบเค้าขอเปลี่ยนห้องไปกับน้องนี้แล้วเสร็จแล้วห้องนั้นน่ะมันไม่มีเตียงแล้วบัวเค้ากับกับกับยายเล็กอะเค้าเค้าจะต้องเค้าอยากจะนอนกับยายเค้าจะใส่ไอ้ที่นอนไปนอนด้วยกันได้เค้าก็เลยขอเปลี่ยนห้องเลยจําแม่นเลยว่าวันนั้นเค้าไปครั้งแรกแล้วเค้าก้าวไปโอ้โหนี่แปลกตั้งแต่8ขวบนี่11ขวบ3ปียังจําได้เลยว่าเก่งมากครับ. ละเอียดยิ่งดีคืออันนี้ไม่ธรรมดาเลยเพราะเขาเปลี่ยน. เค้าเปลี่ยนห้องไงเราบอกก็ดีสิได้ไปนอนเตียงไม่ต้องนอนพื้นที่ศาลาทําอะค่ะอืมละเอียดจริงจริงนะเนี่ยเนี่ยรู้เรามาจากมาจากฟ้าใสเนี่ยแหละอ๋อแล้วจะเอ๊ะทําไมคําพูดนี้แค่กลับคําแล้วมันทําไมมันต่างกันใช่ใช่ใช่เพราะกลับหลวงตาบางคําเนี่ยมันอื้มจริงจริงเลยคือมันเหมือนอย่างกับแค่กลับคําอะมันมีความหมายมันต่างกันเลยอะเออใช่ใช่ใช่. อืมมันฟ้าแตกฟ้ากับดินเลยแต่ไฟเนี่ยเก็บไว้เลยเพราะเพราะว่าอยากฟังเออแล้วหนูทําไม่เลยเอาเอาหนูเขียนการ์ตูนในกระดานจะมาอธิบายยังไงอ้าอธิบายให้ยายฟังกูด้วยเลยยายฟังกูด้วยเลยทุกคนก็ฟังกันด้วยการ์ตูนที่หนูเขียนมามาดูซิไม่ใช่การอธิบายที่บัวด้วยมาลงมายังไงลูก. ไหนไหนที่อธิบายยังไง. อ๋อชาร์จยังไม่จบเออชาร์จชัดเขียนชาร์จจบแล้วอธิบาย. มันมีการ์ตูนมีอะไรมองไม่เห็น. พูดพูดซิอะว่าไงมา. อะอธิบายบวมคุณอธิบายเหรอลูกอะได้อะโอกาสจะขนานอันนี้มาตราบัวบางกระดาลูกนั่งบางกระดาน. เอาว่าไงอันนี้มาจากที่หลวงตาอธิบายเมื่อวานจะค่ะเรื่องไอ้. ไออะไรนะไอ้บ้ากับไอ้บ้าใช่ไอ้บ้าไอ้ใบ้เป็นยังไงไอ้บ้าก็คือยายยังไม่ทันฟังมั้งไอ้บ้าไอ้ใบ้ยังไม่เคยฟังเนอะ. อธิบายอย่างงั้นยายยังไม่เคยฟังอธิบายละเอียดซิไอบ้าใครใบ้ก็คือเหมือนไอว่ามันก็จะบ่นของมันไปตามตามตามความคิดบ่นไปเรื่อยเรื่อยอะค่ะเหมือนแบบที่เรื่อง. ยุ่งยากทําไฟขับเก๋งไปอยู่. ก็คือเอ๊ยว่าส่วนไอบ้านก็มันก็รู้เฉยเฉยมันก็มันมันได้แค่รู้ว่าแล้วหนูก็เลยมาเขียนสตอรี่บอร์ดแบบไม่มีอะไรถามก็เขียนสตอรี่บอร์ดแล้วอะ. แล้วอันชาร์ตที่หนึ่งคือมันแบบมันก็มีไอ้จอยว่าแบบว่าชั้นคือความสกปรกและไอ้ตัวที่2คือชั้นที่2ก็แบบว่ามันก็ไม่พูดอะไรมันคือมันมันเป็นตัวใบ้ก็เลยไม่วาดปาก. แล้วอันที่3ก็คือมันก็มีอีกตัวนึงคุณขึ้นมาว่าไม่มันคือชาตตะขาบล่ะแล้วมันก็ไม่พูดอะไรอยู่ดีแถมก็เอาหัวด้วย. แล้วก็แล้วก็อันที่5ก็คือมันมันไม่จบแค่ตัวเดียวมันโผล่มาอีกอีกกี่ตัวนะอีก3ตัวค่ะแล้วบอกว่าไม่มันคือชั้นแรกอีกทีแต่ก็บอกว่าไม่ไม่ไม่ไม่ไม่แล้วก็. อดีตก็คืออยู่อยู่ความสงบก็เงียบกินไปหมดเลย. แล้วมันก็เลยไม่เหลืออะไรเลยแล้วอันที่9ก็คือไม่เหลืออะไรเลยจริงจริงอะแบบอันที่8ยังมีไอ้ตัวนั้นอยู่แต่ว่าอันที่9ไม่มีอะไรเลย. เข้าใจป่าวเนี่ย. ห๊ะ. ผู้ที่พูดมาอย่าพูดใหม่ก็ก็คิดว่าไอ้ใบ้มันมันพูดไม่ได้ใช่มั้ยแต่มันก็คิดได้ถูกมะ. ไอบ้ามันมันมันได้แค่รู้ค่ะมันมันไม่มีสิทธ์มาหมายถึงว่าใจจะอ๋อไอ้ใบ้หมายถึงใจอ๋อเปรียบเหมือนเป็นใจอะเปรียบเหมือนเปรียบเหมือนว่าไอ้คนใบ้เนี่ยเค้าเค้าไอ้คนใบ้ถ้าเป็นคนใบ้เนี่ยเค้าเค้าพูดได้ไอ้เค้าพูดไม่ได้แต่คิดได้. ใจแต่ถ้าใจเนี่ยมันมันคิดไม่ได้มันคือใจเป็นใบ้คิดไม่ได้. แต่มันก็อยู่คู่กับคนที่คิดได้อยู่กับความคิดภายในใจเราเนี่ยแหละในใจเราเนี่ยมันมีไอ้เปรียบเหมือนว่าไอ้คนที่คิดปรุงแต่งได้อะแสดงอาการเนี่ยที่มันทะเลาะกันได้เถียงเฉียงเจียงกันได้เนี่ยมันคือคนบ้าไอ้บ้ากับไอ้ใบ้ไอ้ใบ้เนี่ยคือคือใจอะที่มันมันคิดไม่ได้มันตั้งแต่รู้ว่าไอ้เนี่ยมันทะเลาะกันมันรู้แต่มันรู้ใจมันได้แต่รู้ว่ามีการทะเลาะกันในตัวเราเนี่ยแต่มันไม่เถียงเค้าไม่ได้เพราะมันเป็นใบ้เออใช่เก่งหัวไว. ใช่และเนี่ยเนี่ยเดี๋ยวหลานเค้าพยายามที่ใบ้จ๊ะจ๋า. ใช่ค่ะมันอยากจะถึงแต่มันเถียงไม่ได้มันมันพูดไม่ได้มันก็เลยไม่เถียงมันมันไม่มีความอยากในตัวมันด้วยมันไม่มีสิทธิ์จะไปอยากอะไรมันมีความอยากไม่ได้ถ้ามีความอยากนั้นเป็นได้บ้างใช่ใช่ใช่. ก็บางคนนั่นกันก็เหมือนจิตน่ะจิตที่มันน่ะมีหลายตัวได้เดี๋ยวที่มันวิ่งไปวิ่งมาหลายตัวแล้วเสร็จแล้วมันก็เถียงกันเนี่ยแล้วก็เสร็จแล้วก็ไอ้ใจอะมันรับรู้ใจมันรู้ทุกอย่างแต่มันไม่มันไม่ไปเถียงไม่ไปต่อล้อต่อเถียงเพราะมันพูดไม่ได้มันใบ้เนี่ยโอเก่งมากนะโยมนี้โอ้เสียดายเสียดายมากเฮ็ด7วัน7วันนี้ทําไมเท่าไหร่ทําไมต้องเพียรเพราะวันนั้นหลวงตาบอกมาแล้วเพียนนะเพียนนะ. ไอ้เราก็ฟังทุกวันเนาะฟายหลวงตาเพิ่งว่าเราไม่เพียนนะเราต้องให้เราเพี้ยนถ้าเพียนขนาดไหนบางวันเนี่ยบางคืนน่ะถ้าจิตมันตื่นไม่ยอมหลับเลย. ไม่นอนเลยมันจะต้องฟังต่อแต่ถ้ามันยังไม่อยากฟังอะงั้นก็ไม่ยอมฟัง. แต่พอติดตื่นแล้วนอนก็ไม่ง่วงไม่ง่วงนอนไม่อะไรเลย. แต่หลวงตาพอพอ23วันปั๊บนะรู้จักคําศัพท์นี้ไหมแม่ชอบพูดว่าม่อยกระรอกหลับแบบว่าปิดไฟไม่ได้เลยหลับคาเตียงแม่ก็ชอบพูดว่าตอนเด็กเด็กอะโอ้โหมันม่อยม่อยกระรอกและคือหลับแบบม่อยกระรอกอะ. สภาพไหม้กระรอกหมดสภาพเราหมดสภาพคือมันแค่จะลุกไปปิดไฟไม่ได้เลยภาษาคนละครสวรรค์ภาษาไปแปลกแปลกและอะไรพี่จุ้ยอะไรนะถล่มถอดทิ่มเหรอพี่จุ๋มบอกว่าเว้ยบอกผมแม่หายบ่อยมากเลยถ้าเถียงเถียงแม่เนี่ยเดี๋ยวมึงมึงอย่ามาถล่มโถทิ้มนะ. พี่ก็ถามว่ามันก็จริงแล้วแบบได้ยินที่แม่หนูใช้ประจํา. ก็นี่ไงถ้าโอ้ถ้าเข้าใจแบบนี้ไม่ยากหรอกพอดีว่าถ้า. เข้าใจเรื่องไอ้ไอ้ที่ที่หลานเค้าเปรียบเทียบเนี่ยข้างในอะไอ้จิตน่ะมันเป็นใบ้เป็นใบ้มันคือมันคิดไม่ได้มันแต่งไม่ได้ก็เพื่อไม่ได้อยากไม่ได้หรือจะจะมีความพยายามไม่อยากก็ไม่ได้มันเป็นใบ้อะคือมันกระเพื่อมไปได้ไหวตัวไม่ได้ทั้งหมดแหละอยากหรือไม่อยากไว้ได้ทั้งหมดอะแต่ที่อยากได้ก็เพื่อมได้ไหวตัวได้คือไอ้บ้าก็มันก็เลยบริสุทธิ์น่ะมันไม่ได้เถียงกับเค้าอะเพราะว่ามันเป็นใบ้มันก็เลยไม่ไม่เถียงกับเค้ามันก็เลยจิตบริสุทธิ์ใช่เป็นใจที่บริสุทธิ์หมดเออเก่งมากเลย. เก่งเก่งเก่งเก่งเก่ง. ตอนตอนก่อนนะคะหลวงตาโอ๋ไม่ได้นะเราพอเราฟังไฟล์แล้วรู้เรื่องเนี่ยเราหลงตัวเองนะคะหลงแต่รู้ว่าหลงและพอตอนหลังเนี่ยเดี๋ยวมันก็ลืมเดี๋ยวมันก็บ้างอย่าไปยึดมันเลยแต่ว่าความควายหลวงตามันก็จะไม่ยึดหลวงตาก็ไม่ได้ที่หลวงตามันจะยึดอย่ายึดมันไม่มีใครตัดสินให้อ่ะอย่างเงี้ยถ้ามาเนี่ยที่เราคิดถูกเราคิดผิดเราก็ไม่รู้แต่ถ้ามาอย่างเงี้ยไหนจะพลังบารมีหลวงตาเนี่ยที่ผมพูดอยู่เนี่ยบุญบารมีหลวงตาหมดเลยนะเนี่ยพูด. ใจโดยที่ไม่ได้คิดมาก่อนเลยว่าจะพูดอย่างเงี้ย. แล้วเสร็จแล้วอ่ะเอ๊ะก็เถียงนะเถียงว่าไม่ให้ยึดหลวงตาได้ยังไงอะถ้าไม่ยึดแล้วเราจะรู้ด้วยเราถูกหรือผิดคือไม่หาครูแล้วจะรู้ให้ตัดสินว่าถูกหรือผิดอะ. ต้องยึดอะค่ะเพราะบางอย่างเนี่ยแล้วที่บอกว่าเอ๊ะทําไมอ่ะควรปฏิบัติธรรมแล้วทําไมถึงยังล่ะอะไรไม่ได้อะไรอ่ะก็เรายังไม่ถึงมันจะนิพพานนี่ค่ะยังไม่เอาทหารน่ะเราก็ยังแค่ซักโสดละบอลก็ยังดี. เพราะว่าอะไรมั้ยคะตอนนั้นไม่เคยคิดเลยมาทางธรรมเนี่ยไม่เคยคิดเลยที่หลวงตาเด่าจะเอานิพอนู้นจะอุ๊ยรีบเถียงในนั้นเลยนะสําคัญที่แบบไม่เคยคิดเลยคิดแต่ว่าเกิดไปชาติหน้าขอให้ได้เป็นคนแล้วก็มีพ่อแม่ที่ดีส่งเราเรียนหนังสือแล้วได้ทํางานมีเงินเดือนกินมีบํานาญกินแค่นี้พอแล้วแล้วชีวิตเราก็มีความสุขแล้วแค่นี้ไม่เคยคิดเลยนะคะว่าจะต้องเอานิพพาน. ว่าต้องอะไรแต่พอบ่9มาเอ๊ะถ้าเราก้าวได้เราก็ต้องก้าวสิ. เราจะอยู่ทําไมกับเราในเมื่อเราสามารถทําได้เราต้องทําสิถ้าเราสมานสามารถไม่ได้ก็แล้วไปแล้วตอนนั้นถึงได้บอกอุ้ยมาจนป่านนี้ตอนนี้มากับศาลรัฐธรรม2ที่ค่อยมาพักหลวงตามาจนป่านนี้อายุขนาดนี้แล้วจะทันมั้ยเนี่ยจิตมันบอกเอ๊ไทยสังขารนี้หรือเปล่าวะใช่ๆแต่พอพอมันมีปัญญามันเกิดก็บอกใช่ก็ใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิจะไปทําอะไรได้อะ. ถูกมั้ยคะเพราะว่าถ้าใช่มันก็คือใช่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ทําอะไรไม่ได้หรอกเพราะว่ามันเค้ากําหนดมาให้เราแล้วอะ. อย่างอย่างโยมเป็นมะเร็งเมื่อตอนอายุ59ตอนจะเกษียณอะ. แต่เค้าไม่ให้ตายอะขนาดสเต็ปสามอะยังไม่ตายเลย. พอให้คีโมมันเวลาคนจะไม่ตายให้คีโมนะโยมไปเหรอเป็นค่ะเป็นนางสาวแต่เป็นมะเร็งมดลูกเป็นเป็นมามากี่ปีแล้วเป็นตอนอายุ59ตอนนี้ก็เป็นมา10ปีแล้วค่ะ59เป็นมะเร็งมดลูกอะเหรอค่ะเป็นระยะที่เท่าไหร่หมอบอก9สเต็ป3. ระดับ3ค่ะ3แล้วให้เค็มโอกี่เข็ม6เข็มโอ้โหมันหัวเข็มเนี่ยมันจะอย่างที่ท้ายถึงขั้น6เข็มแล้ันนั้นฟังคุณหมอจุ๋มกิ่งอะโอ้โหโอ้โหนึกไปถึงเหมือนเราเลยนะพอให้คีโมเข็ม23เนี่ยนี่หมอเจ้าหญิงฟังอยู่เปล่าเนี่ยโอ้โหนี่ดีมากเลยเนี่ยเออดีเลยดีดีดีดีเนี่ย2สามละ. หลงทางโลกเลยอะเพราะว่าจะใกล้ใกล้เกษียณเค้าพาไปคาราโอเกะไปเราจะกลับจนดึกเลยแล้วตานี้ยังไม่มายังไม่มาทั้งปฏิบัติธรรมนะพอเสร็จแล้วก็บอกไหนอ่ะไหนบอกขอขอขออยู่ต่อเพื่อที่จะสะสมบุญไปรู้ว่าสมบัติที่เรามีอยู่เนอะเอาไปไม่ได้แต่จะเราจะสะสมบุญของเราสะสมสมบัติเราที่เอาไปได้แค่เนี้ยอย่างน้อยก็ได้เกิดเป็นคนไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังดีอะไรอย่างเงี้ย. พอไปสปีนึงได้มั้งคะก็มันก็พูดแบบไหนไหนอะไหนอ่ะบอกว่าขออยู่ขออยู่ทําไมอะแล้วยังทําตัวงี้หรออ่ะลุกพุทธและตาเนี้ยไปอาบน้ําท่าเทียบเทียบแต่สมัยก่อนเดินแค่จงกลมกับนั่งสมาธิทํายังทําไม่เป็น. จะนั่งสมาธิคนอย่างเงี้ยฟรุ้งไม่ได้เรื่องหรอก. สัก10นาทีก็บุลุดละ5นาทีก็หลุดละถึงบอกพอพอเวลามาทางฝั่งนี้นะคะบอกว่าถ้าแบบว่าเข้าฌานเข้าญาณฟังพยานจะฟังเราทําไม่ได้หรอกเพราะว่าแค่10นาทีเรายังหลุดเหรอ. ฟุ้งก็คิดตลอดเวลาเนี่ยมันคิดปรุงแต่งตลอดเวลาพอมาเจอพระอาจารย์โอ้โหถูกทางเราถูกทางเรา. เพราะเราเราเรารู้ตลอดเวลาแล้่าเราฟุ้งอะไรเราพูดอะไร. แล้วรู้อะไรคือกิเลสอะไรไม่คือกิเลส. ถ้าว่าจะแยกได้ในใจอะนะไม่ใช่ว่าไปนั่งแยกนะแต่หมายถึงว่าถ้ามันรู้แจ้งจากใจจริงจริงว่าอะไรเป็นไอ้ใบ้อะเป็นไอ้บ้ามันต้องแต่มันต้องอยู่ด้วยกันนะค่ะมันต้องอยู่ด้วยกะไอ้บ้าไอ้ใบ้ใจมันเป็นใบ้แต่มันต้องอยู่กับ. ไอ้จิตที่ปลูกแต่งเหมือนเหมือนเป็นไอ้บ้าเงี้ยเออแต่ใจอะมันเป็นใบ้คือมันปรุงแต่งไม่ได้ถ้าใจอะมันรู้มารู้แก่ใจเรียกว่าเป็นปัญญาของใจเป็นวุทยานทรรศนะเป็นปัญญาใจรู้รู้รู้เป็นใจที่รู้ว่าใจอะ. มันมีหนึ่งเดียวเท่านั้นเป็นเอโกทมโมคือมันอะเป็นใบ้แต่มันต้องอยู่ในท่ามกลางจิตที่ปรุงแต่งที่มันทะเลาะกันทั้งวันในใจเราเนี่ยมันทะเลาะกันทั้งวันมันพูดกันทั้งวันทะเลาะกันทั้งวันน่ะในใจเราเนี่ยอยู่กับคนอื่นก็ทะเลาะกับคนอื่นอยู่กับตัวเองกับทะเลาะกับตัวเองแต่ไอใบ้เนี่ยมันต้องอยู่อดเลยใจที่เป็นใบ้เนี่ยมันต้องอยู่กับไอ้ไอ้จิตที่มันทะเลาะกันเองทั้งวันนั่นแหละแล้วก็ใจอ่ะ. มันรู้ว่ามันเป็นใบ้แต่ไอ้จิตที่ปรุงแต่งเนี่ยมันเป็นเป็นไอบ้าแต่ใจอะมันเป็นไอ้ใบ้เปรียบเหมือนอ่ะนะค่ะเออแล้วก็ทีนี้ถ้าใจเนี่ยมันจะไปแสดงกิริยาอาการหงุดหงิดหงุดหงิดไอ้บ้าได้มั้ยได้เพราะว่ามันเป็นได้เหรอมันเป็นใจมันแสดงกิริยาอาการได้ไหมแต่แต่ไอ้จิตอ่ะได้ฮะ. ใจไม่ได้เพราะใจเขาเป็นเป็นวิสังขารเออใจเป็นวิสังขารมันเป็นใบ้มันแสดงมันเป็นปรุงแต่งไม่ได้แสดงกิริยาอาการไม่ได้ไอ้ที่หงุดหงิดรําคาญได้มันเป็นอะไรเป็นได้ที่เป็นจิตปรุงแต่งที่มันเป็นไอ้บ้าแต่มันทะเลาะกันทั้งวันเนี่ยมันหงุดหงิดแต่รําคาญแต่รําคาญนี่มันคือไอ้บ้าถ้าแยกไอ้บ้ากับไอ้ใบบ้าออกจากกันได้เนี่ยสุดยอดเลยมันแยกด้วยใจไม่ใช่ว่าเป็นเราไปนั่งแยกนะใช่คือใจอะมันรู้แก่ใจว่าใจอ่ะมันมีหนึ่งเดียวเท่านั้นพระเอกโกโตโมที่เป็นใบ้เป็นวิสังขาร. ส่วนไอที่มันปรุงใต้เนี่ยหงุดหงิดรําคาญพยายามจะเอาตัวเราไปหลบอยู่ในห้องว่างบ้างพยายามจะให้มันเบาเบาสบายพยายามหงุดหงิดรําคาญจิตปรุงแต่งพยายามสลบไปนั่นหลบไปนี่ไอเนี่ยมันเป็นไอ้บ้าหมดไม่ใช่ใบ้. เข้าใจเนอะเข้าใจเชื่อว่าโยมเข้าใจอยู่เก่งมากแล้วนี่. ฉะนั้นทุกปัจจุบันขนาด7วันที่อยู่เนี่ย. จะต้องรู้ใจมันจะต้องมันจะต้องเป็นไอ้ใบ้ส่วนจิตปรุงแต่งเนี่ยมันเกิดดับเกิดดับคือระดับไอ้บ้านมันก็ดับเกิดดับอยู่ตลอดเวลามันทะเลาะกับตัวเองทั้งวันน่ะทั้งคืนน่ะดับมันไม่ได้เนี่ยแต่ใจอะมันก็เป็นไอ้ใบ้ไปแล้วก็ไอ้ที่มันทะเลาะกับตัวเองทั้งวันทั้งคืนเนี่ยถ้าถ้ามันใจเป็นใจไอ้บ้าเป็นไอ้บ้าไม่ไม่มันไม่ไม่เข้าใจผิดปะปนกันมั่วงี้นะเวลาตายมันมันเวลาธาตุขันธ์แตกหลับแล้วมันแตกดับเฉพาะไอ้บ้า. แต่ใจมันเป็นไอ้ใบ้มันเป็นวิสังขารมันมันไม่มีมันไม่มีการเกิดดับมันเป็นอมตะมันไม่มีการเกิดดับอย่างเป็นอมตะแล้วก็มันก็รู้แก่ใจว่ามันมีหนึ่งเดียวเท่านั้นน่ะที่มันเป็นเป็นไอ้ใบ้ที่เป็นอมตะที่ไม่มีตัวตนไม่มีรูปลักษณ์ไม่มีการปรุงแต่งอะไรถ้าทุกกระจกขนาดเนี่ยพบใจพบทําถึงใจถึงพระนิพพานคือพบไอ้พบไอ้ใบ้แล้วก็อยู่กับไอ้ใบ้และใจอะสุดท้ายอะใจอะเป็นใบ้อดการไม่ใช่ว่าปรุงแต่งให้เป็น. นะมีคนปลอมนะปลอมพยายามมาให้คนที่ไม่ใช่เป็นใบ้มาปรุงแต่งให้เป็นใบ้อื้มอันนี้เข้าใจมั้ยเนี่ยเข้าใจค่ะเพราะว่าเอาตัวเข้าไปไปตัดไปเก่งเก่งเก่งเพราะตัวเข้าไปทําก็พยายามพยายามจะให้มีประธานให้มีแต่กิริยา. เค้าเพิ่งจะทานเมื่อไหร่มันจะมีตัวอยู่ด้วยเลย. แล้วถ้าเค้าพยายามจะปรุงแต่งให้ให้ตัวเองไปเป็นใบ้เป็นใจที่เป็นใบ้เป็นยังไงเค้าพยายาม. ทําพยายามก็เนี่ยเอาตัวเข้าไปอีกละก็เอาตัวเข้าไปเนอะโอเคนะเก่งเก่งเก่งเก่ง. --- 以上的泰语,根据最开始的要求,全部翻译为中文