佛法讲座:无知者与被知者 徒:(音乐声)顶礼师父。今天没有作业要交,但想请师父听听我对听您讲法所理解的佛法,看看我理解的方向是否正确。 徒:师父教导的“只是知道知道”,不是指知道外在,知道我们在思考、饱足等等。师父想教的是,要了解心中生起的念头,它们是从无中生灭的。而我们能“只是知道知道”的方法,就是“不吸也不推”。哎哟,说到这里,感觉背都僵了。师父教导的方法有两种:一是使用“佛陀”作为念诵的依凭,让心有所依靠;二是观照身体。无论是念诵佛陀,还是观照身体,都能让我们看到,很多人都说,念诵佛陀的时候,念头会不断生起。有时我们会跟随念头跑掉。但这是因为最初我们的定力不够强。所以,我们必须使用“佛陀”作为依凭,就像师父教导的,像母牛吃草,时不时回头看看小牛一样。念诵佛陀就像母牛吃草,而生起的念头,就像我们回头看到小牛。我们看到念头,但依然专注于佛陀,不跟随念头跑掉。如果一开始跑掉了,我们就重新开始,回到佛陀。如果我们能意识到自己跑掉了,就回到佛陀。这样练习下去,我们的正念就会越来越强。持续练习下去,直到我们不再跟随念头跑掉。也就是说,我们专注于念诵佛陀,同时看到念头生灭。持续下去,我们可以不再需要念诵佛陀。我们就能知道,如何不跟随生灭的念头跑掉,如何不执着。我们需要这样持续练习,直到临终时,当我们的色身即将崩溃时,善与恶的念头会涌现出来。但是如果我们练习得当,就能只是看着它们,因为一切生起的都会消失,一切都是因缘和合的。如果我们在临终时能做到这样,就不会跟随烦恼习气跑掉。师父教导的,就是为了临终能达到这种状态。我这样理解是否正确呢?还是有什么需要补充的?我只是在讲理论,还没有说到实践,先确定理论是否正确。 徒:至于我的实践,我还是会跟随念头跑掉。比如我们诵经或者念佛的时候,念头生起,我还是会跟着念头跑掉,不能一直专注于佛陀或者观照身体。这是因为我还不够精进。就像师父上次说过的,要朝着进步的方向努力,而不是朝着退步的方向努力。但是我想先弄清楚原理,就像学习法律一样。如果我们掌握了法律的原则,当遇到实际情况或考验时,我们就能运用法律或佛法来解决。但是要运用法律或佛法,我们必须先掌握好原理。所以我才来问师父,我对师父所讲的理解是否正确,是否需要补充。感恩师父。 师:你说的在开始阶段是正确的。接下来还有中间阶段,以及最终阶段。你只讲了开始阶段和中间阶段,还没有讲到最终阶段,也没有看到它。你对开始阶段和中间阶段的理解是正确的,就像正确地播种稻苗一样。 徒:最终阶段是指没有东西存在的状态吗?或者是指什么? 徒:最终阶段吗?就我所理解的,当临终时,我们看到念头生起,不跟随也不执着,只是看到它们是因缘和合的,当它们消失时,就什么也没有了。也就没有了“我”。这是理论上的理解。 师:你的理解是对的。但不要停留在那里。你有没有注意到,你所说的,都是“我们知道,我们看,我们看到,我们不跟随念头,然后我们跟随念头,然后我们知道,我们及时知道”。总是有“我们”在看,在知道,在跟随,或者不跟随。这样,我们能说是理解得最正确吗?我们还有什么不理解的吗?或者说,我们还没有看到,没有意识到,没有理解,一直有一个“我”存在。我们并没有真正放下对“我”的执着。我们只是用“我”去看,去知道,去放下。 徒:是的。但有时我觉得这只是理论。好像是一条道路,但要真正实践,必须在心中进行。必须先从心中开始。 师:执取“知识”,如同依着“无明”,都是缘起法中生起的。执取“知识”,就会生起“烦恼”,然后造“业”,产生“果报”,最终在轮回中打转。执取“知识”,就会生起“烦恼,造业,感受果报”,一切都包含在这里。即使是“漏”,从“无明”中生起;而“无明”又从执取“知识”中生起。所以,要放下“无明”,就要放下执取“知识”。要放下两者,就要通过“看见”,在心中看见。在心中知道,我们一直在“我知”,“我见”,“我及时知道”,“我迷惑”,“我努力不迷惑”,“我理解”。我们这样做的目的是什么?我们想要达到什么?要达到哪个阶段?如果我们持续执着“我”,它就会引领我们走向轮回,走向痛苦,滋生所有的烦恼习气。所有这一切都包含在“我”之中。所以,要把“我们自己”——我们的心或意识——放在这里。要清楚地看到,要从心中知道,一切都只是因缘和合。它们是因缘和合,它们生起,然后我们思索,并添加更多的条件,然后我们分析、尝试、努力。它们都是流动的事物,都是波动的事物,都是最细微的变动。它们比念头和外在的情绪还要精微,比外在的色、声、香、味、触还要精微。它们就是那个最精微的“知者”。 师:既然它如此精微,就要理解前辈大师们所说的“找到知者,超越知者”。也就是超越痛苦之海和迷惑。要超越它,就要超越“知者”。如果只是停留在“知者”那里,而不放下“知者”,我们又怎么能知道如何放下,如何解脱,如何证得涅槃呢?关键就在这里,超越这个“我们”!或者说,我们如何才能让我们的心或意识变得纯净?要达到纯净,就要超越“我们自己”!没有其他方法。这是最精微的,因为它就在我们的意识之中,它就在原始的意识中。如果能超越它,就能完全超越,就能直接证得涅槃。 徒:超越指的是一种意识状态吗?比如说,当我们意识到有“我”存在时,如果我们能够意识到,这只是因缘和合,它“什么也不是”,在这种状态下,还有“我”存在吗?这是一种意识状态吗? 师:如果你知道它是因缘和合,如果你知道它只是因缘和合,那就是还有“我”存在。 徒:是的。但是如果想放下它……既然有“我”存在,它也只是因缘和合,就不用管它了吗? 师:不要管它,也不要问问题。如果没有“我”这个期待者,没有“我”这个渴望者,没有“我”想要在未来成就什么,又何必一直问问题呢?只管实践,不要有“我”这个实践者。你理解吗? 徒:我明白,我知道我执着于“我”,我知道我执着于“我”这一点。我知道“我”就在那里。 师:有“我”存在。那我们应该怎么办呢?直接面对它。“我知道有‘我’存在”,“我知道有‘我’存在”,这实际上是“无明”之上的“无明”。你知道吗?你想问师父,如何才能没有“我”? 徒:如何才能没有“我”?没有“我”?就我个人而言,就是不断地观照,直到没有“我”存在。也就是说,像我之前向师父解释的那样,从理论上来说,就像…… 师:你的意思是,你只是理论上知道“我”存在,知道应该像母牛吃草一样,时不时回头看看小牛。 徒:但是既没有母牛也没有小牛。 师:既没有知者,也没有被知者。让一切顺其自然。哎呦,真痛! 徒:感恩师父。 师:你刚才所说的一切,和你现在所说的,是一样的吗?你现在感觉怎么样?你理解其中的区别吗?现在才是最终阶段。它真的是最终阶段吗? 徒:它“什么也不是”。 师:它“什么也不是”。就这样。不再需要做什么,也不需要变成什么。不要为了得到什么而提问。今天我们所做的一切,所看、所知的一切,都不是为了让我们成为什么。 师:你一直在看、在知,想通过这些行为来抓住幻象,并执着于它,把它当作自我。但其实,只是让一切生灭,没有人真正被它迷惑。你一直在尝试看、尝试知,想通过放下它,将“我们自己”拉出来,并尝试这样做。这就像一个骗局,想引诱我们上钩。这就像那些电话诈骗,引诱我们转账。要小心那些引诱我们赌博或参与非法集资的人。它引诱我们挣扎、寻找、尝试,让我们为了“我们自己”而付出,让我们为了“我们自己”而成为什么而付出。它引诱我们怀疑,然后又让我们利用怀疑来获得利益。它就像一个电话诈骗中心,引诱我们参与非法集资。它引诱我们去做各种事情,让我们自己从参与集资中获利。但最终我们一无所有。只有那些了解真相的人,才会明白一切都“什么也不是”。心不生不灭,空性超越了生灭,空性超越了自我,超越了一切形式。有生灭的现象存在,也有不生不灭的自性存在。但执着于生灭现象的“自我”,以及执着于不生不灭自性的“自我”都是不存在的。要用心看见,用心知道,而不是用“我们自己”去知、去看。要从心中明白,一切都停止了,完全停止了,完全结束了。寂静不是指闭塞心灵。寂静不是指闭上嘴巴。这种寂静,是心灵的寂静。我们不是努力让它停止,不是努力让它安静。它只是自然而然地停止了造作,自然而然地变得安静和空寂。如果没有生,也就没有灭。它超越了来处,超越了去处,超越了做任何事,成为任何事物。让万事万物都顺其自然。让发生的事情顺其自然。生灭就在自性之中。但执着于自性的“自我”是不存在的。 师:最终,我们要停止尝试,要停止看、知、放下的行为。停止努力成为什么,获得什么。要从心中知道,要从不生不灭、没有自性的心中生起。这种自性是纯净的。它只是知道,而不执着于任何事物,不执着于任何因缘和合的事物,也不执着于不生不灭的自性。观察任何从“我们”之中产生的事物,不要把“我们自己”当作中心点。无论是生灭的因缘和合,还是虚妄的幻象,不管它以何种形式出现,都不要沉溺其中,不要努力探索,不要努力挣扎,不要有意图地尝试成为什么。最终,我们会明白,那只是一个骗局。不要被它所骗。当我们看到骗局时,不要尝试摧毁它。因为即使我们摧毁了它,还是会有其他的出现。要及时地了解真相,不要被谎言所欺骗而痛苦。不要被引诱去做任何事情,不要尝试杀死任何事物,不要把“我们自己”从任何事物中分离出来,也不要把“我们自己”带到涅槃中。要明白,认为念头、感觉、身体是“我们自己”、是“我们的”、是“我们的意识”,认为我们身体舒适或不舒适、意识舒适或不舒适、意识舒适或不舒适,都是骗局。 --- 220220A-1 ไม่มีทั้งผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ 翻译以下佛法讲座为中文(Chinese),要求: 1. 将内容整理为对话问答的形式,问问题的部分加上“徒:”,回答问题的部分加上“师:” 2. 完整翻译,不遗漏内容 3. 翻译结果输出为对话问答的形式 4. 不要包含泰语,全部翻译为中文 5. 保证翻译后的文本通顺,易读 6. 同一个角色(例如师 或 徒)如果有连续说话,请合并到一起 เบอร์ [เพลง] โทรศัพท์นมัสการหลวงตาค่ะ วันนี้ไม่มีการบ้านส่งแต่ว่าอยากจะรบกวน หลวงตาฟังที่โอเข้าใจในธรรมะที่โอ้ฟัง หลวงตามาว่าเอาเข้าใจถูกทางหรือเปล่านะคะ ค่ะก็ที่หลวงตาสอนให้รู้สักแต่ว่ารู้มัน ไม่ใช่หมายถึงรู้ภายนอกรู้ว่าเราคิดอิ่ม หรืออะไรอย่างเงี้ยค่ะคือที่ที่ลงตามหมาย ที่พยายามจะสอนก็คือหมายถึงว่าให้รู้ความ คิดปรุงแต่งในใจว่ามันเกิดกับมาจากความ ไม่มีอะไรนะคะซึ่งวิธีวิธีที่เราจะรู้ สักวารู้คือที่หนูจะบอกว่าไม่ดูดไม่ผับ แล้วโอ๊ยเมื่อยตามเนี่ยวิธีที่หลวงตาสอน นำหิวสองวิธีก็คือหนึ่งเหมือนใช้คำบริการ พุทโธเนี่ยเป็นหลักใจไว้เกาะนหรือ พิจารณากายเป็นหลักนะคะซึ่งการไม่ว่าจะ บริการพุทโธหรือว่าพี่นากายแบบมันจะทำให้ เราเห็นเหมือนกับว่าใครๆก็ว่าพอบริกรรม พุทธโทพุทธโทไปแล้วมันมีความคิดปรุงแต่ง เกิดขึ้นมาเนี่ยบางทีเนี่ยเราจะไหลไปกับ ความคิดปรุงแต่งนะฮะแต่ว่าคือตอนแรกๆ เนี่ยเป็นเพราะว่าสติเราเนี่ยไม่ดียังยัง ยังไม่แข็งแรงพอดังนั้นเราต้องเราเลยต้อง ใช้คำบริกรรมพุทธโทเนี่ยเป็นหลักไว้ เหมือนที่หลวงตาสอนว่าเหมือนเป็นหลัก เหมือนเอ่อทำแม่วัวกินเล่มยากแล้วก็ เหลือบดูลูกลูกวัวนะคะการบริกรรมพุทธโท เนี่ยเหมือนกับวัวกินหญ้าอยู่ แล้วอ่าความคิดปรุงแต่งที่มันเกิดขึ้นมา เหมือนๆน่าทึ่งมันเหมือนคล้ายๆกับว่าเรา เหลือบเหลือบไปเห็นรูปวัวเห็นความคิดปรุง แต่งแต่ว่าเราก็กินหญ้าแล้วก็ยังอยู่กับ พุทโธแต่เราไม่ไหลไหลไปกับพุทโธถ้าเกิด ว่าแรกๆมันก็มันก็อาจจะไหลไปเราก็เซ็ต ซีโร่ใหม่ก็คือกลับมาพุทโธพุทโธใหม่ถ้า เรารู้สึกตัวนะคะเพราะทำทำไปเนี่ยมันก็จะ สติสติสัมปชัญญะเนี่ยมันก็จะอ่าแก่งกล้า ขึ้นนะคะจนเราฝึกไปเรื่อยๆจนกระทั่ง เราไม่หลายตามก็คือก็คือคำบริกรรมเราอยู่ กับคำบริกรรมพุทธโทแล้วก็เราก็เห็นว่า ความคิดปรุงแต่งเนี่ยมันก็เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับนะคะต่อไปพอเราพูดไปเรื่อยๆ เนี่ยมันเราก็มันก็ไม่ต้องมีคำบริกรรม พุทธโทและเราก็จะทราบแล้วก็จะรู้แล้วว่า ยังไงที่มันจะเพราะความคิดปรุงแต่งเกิด ดับขึ้นมาเนี่ยยังไงเราถึงจะไม่ไหลตามยัง ไงเราถึงจะไหลดีหรือยึดติดนะคะก็ก็เราก็ ต้องฝึกไปอย่างนี้เรื่อยๆจนอันนี้มันก็จะ ไปกระทั่งจิตสุดท้ายที่พอธาตุผ่านเราใกล้ จะแตกดับเนี่ยคือมันก็จะมีความคิดปรุง แต่งทั้งความดีความเร็วความชั่วร้ายที่ ที่มันๆมามันก็จะผุดขึ้นมาแต่พอเราฝึก แล้วเนี่ยก็คือว่าพอเราก็คือเราก็ให้เห็น มันเฉยๆมันก็คือทุกอย่างที่เกิดขึ้นมามัน ก็ดับไปมันก็คือสังขารทั้งหมดพอถ้าเราทำ ได้อย่างนี้ตอนเจ็ดสุดท้ายเนี่ยก็คือ เหมือนกับว่าเราก็ไม่ได้ไหลไปตามกิเลส ตัณหาอะไรอ่ะค่ะมันก็มันก็คือฝึกที่ที่ หลวงตาสอนก็คือฝึกเพื่อจิตสุดท้ายให้มัน ประมาณอย่างนี้อันนี้คือทางปฏิเอ่อทฤษฎี ที่หนูเข้าใจเนี่ยถูกต้องไหมเจ้าคะ หรือว่ามันต้องมีอะไรอะไรแต่ยังเล่นพูด ถึงปฏิบัตินะคะถ้าแคปเจอร์สดีก่อนค่ะ แต่ถ้าปฏิบัติของหนูเนี่ยคือสำหรับตัวหนู เนี่ยมันยังไหลตามอยู่ก็คือว่าพอตามคิด ปรุงแต่งมันเกิดขึ้นเนี่ยพอสมมติว่าเรา สวดมนต์อย่างเงี้ยหรือว่าเราพุทโธนะเพราะ ความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นเรายังจะไหลตามัน อยู่มันไม่ได้อยู่กับพุทโธหรือว่าการ พิจารณากายตลอดเวลาเจ้าค่ะเป็นเพราะยัง ขาดความเพียรอยู่แต่ว่าการการพัฒนาอย่าง ที่หลวงตาบอกคราวที่แล้วมันก็คือมันก็ ต้องอยู่ที่ที่เหมือนกับว่าทางทางแห่ง ความเจริญก็ไม่มุ่งไปทางแห่งความเสื่อม ค่ะแต่ว่าหนูว่าอยากอยากรู้หลักให้มัน แม่นอ้ายกอดเหมือนกับเข้ากฎหมายนี้คือถ้า เกิดว่าเรารู้หลักข้อกฎหมายปุ๊บแต่ว่า เวลาเกิดขึ้นเวลามีข้อเท็จจริงหรือว่ารา มีบททดสอบเกิดขึ้นเนี่ยเราก็จะเอาข้อกฎ หมายหรือหลักธรรมเนี่ยไปปรับใช้แต่ว่าคือ เราจะปรับใช้ได้มีกฎหมายหรือหลักธรรมเรา ต้องแม่นก่อนนะคะหนูก็เลยจะมาถามหลวงตา ว่าที่หนูเข้าใจที่หลวงตาพยายามเทศน์สอน เนี้ยมันถูกไหมหรือว่ามันจะต้องมีอะไร เพิ่มเติมเจ้าค่ะขอบพระคุณเปอร์ถูกแล้วใน เบื้องต้นแล้วนะครับกลาง ก็จะจะต้อง มีในขั้นถึงที่สุดเบื้องต้นท่ามกลางและ ที่สุดขั้นที่สุดเนี่ยท่านโอ๋ยังยังไม่ ได้พูดถึงแล้วก็ยังไม่ได้เห็นมันก็เรียก ว่าจะพูดถึงเบื้องต้นและเบื้องการถูกต้อง แล้วทำต้นข้าวถูกต้อง ที่สุดนี้หมายถึง ความที่มันไม่มีอะไรหรือเปล่าคะหรือยังไง ที่ย้อนผ้า ที่สุดเหรอค่ะเพราะตอนเธอเท่าที่หนูเข้า ใจในก็คือว่าพอจิตสุดท้ายเนี่ยพอมันเห็น คือเหมือนกับว่าใครๆก็ว่าพอมันเห็นความ ความคิดปรุงแต่งนะคะมันเกิดขึ้นเนี่ยเรา ไม่หลายตามแล้วไม่ยึดติดเนี่ยมันก็คือมัน ก็คือเราก็เห็นว่ามันคือสังขารนั่นแหละนะ คะแล้วก็อ่าพอมันดับไปมันก็มันก็ไม่มี อะไรก็คือแล้วเราก็มันก็ไม่มีตัวเราอยู่ แล้วเลยอายะค่ะอันนี้คือทฤษฎีมาที่ก็ถูก ต้องอยู่แต่อย่าไปที่จุด ถ้าเกิด โสนเนี่ยสังเกตไหมที่พูดเนี่ยคือเรารู้ เราดูเราเห็นเราไม่ไหลตามเดี๋ยวเราหลาย ตามแล้วเราก็รู้ต้องทันแล้วก็ไม่ได้ตาม แล้วก็ดูแล้วก็รู้เราเราๆมันจะมีเราดูเรา รู้เราหลายตามเราไม่หลายตามเราก็รู้เท่า ทานเราเข้าใจอย่างเงี้ยเราก็จะอย่างนี้ เราเข้าใจถูกที่สุดหรือยังเราเอามีอะไร ที่เรายังไม่เข้าใจ ก็เดินเรายังไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจว่า มันมีตัวเรายืนพื้นอยู่ ก็ไม่ได้สิ้นยึดถือความเป็นตัวเราแต่เอา ตัวเราไปดูไปรู้ไปปล่อยวาง ก็เห็น ซ่าจอค่ะมีแต่ว่าคือมันก็ว่าใจหนูบ้างว่า มันคือคือมันคือทฤษฎีก่อนอะไรอย่างนี้ เจ้าค่ะหมายถึงว่าเหมือนกับคล้ายๆเป็นทาง เดินแต่ที่สระดีกว่าปฏิบัติมันพร้อมทั้ง ในใจเลยต้องก่อนที่ใจแล้วค่ะ ตัวที่มันเป็นอ่าวิชาพัทยาศักราชอังคะรา ปันยาพญานางในปติจะสมุบาทเนี่ย เรือวิชาตันเอาประทานหรือว่าจะเอาวิชา เป็นไปไอ้เอาวิชา ก็เป็นเอ็ดเอาวิชากิเลสวัดกำมะวัดวิบาก วัดวัฏสงสารวัดก็จะวนเอาวิชากิเลสวัตกรรม มาวัดวิบากวัด มีทั้งหมดเนี่ยมารวมอยู่ที่นี่แหละแม้แต่ อ่ะค่ะสาวอ๊ะ จะเอาวิชาเกิดจากอาสะวะอัศวเกิดจากเอา วิชา ถ้างั้นเอาวิชาอาซาวนด์ละละก็รักทั้งคู่ โดยพระทั้งคู่แล้วต้องพูดในก็ ละด้วยการเห็นเห็นว่าเห็นด้วยใจรู้ได้ใจ ว่าเราเราเนี่ยเรารู้เราเห็นและรู้เท่า ทานเราหลงเราพยายามไม่หลง เราเข้าใจและเราก็ใจที่จะดีถูกต้องและเรา ก็จะได้ถูกต้องมั้ยเราจะได้เราเหลือภาค ปฏิบัติตอนนี้เราจะปฏิบัติเราปฏิบัติให้ เราเนี่ยไปถึงไปได้เป็นอะไร ถ้าเราเราๆตัวนี้มันคือตัว ที่พาไปเวียนว่ายตายเกิดพาไปสู่ความทุกข์ กิเลสตัณหาทั้งหมดก็คือเนี่ยมันอยู่มัน รวมอยู่ที่เราเอาตัวเราเอาตัวเรานี่แหละ เราหรือจิตของเราหรือใจของเรานี่เนี่ยมา รวมอยู่ตรงนี้ต้องเห็นว่าเป็นได้ใจดูได้ ใจว่าทุกคนจะขนาดตู้ระดับว่ามันเป็น สังขารปรุงแต่งเป็นสังขารปรุงแต่งมันปุ่ม ขึ้นมานึกต่อปรุงแต่งให้ควรประมวลผลสงสัย เรียนรถไฟฟ้าพยายามพยายามพยายามมันเป็น สิ่งที่ไหวตัวเป็นสิ่งที่กระเพื่อมเป็น สิ่งที่ไหวติงจริงที่กระเพื่อมที่ละเอียด ที่สุด มันละเอียดที่สุดกว่าความคิดและอารมณ์ภาย นอกมันละเอียดที่สุดว่ารูปรสกลิ่นเดือน ทําบัตรภายนอกมาละเอียดที่สุดของผู้รู้ นี่แหละ ถ้ามันละเอียดที่สุดต้องรู้ที่ท่านกล่าว กันว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์อะไรครับว่าพบ ผู้รู้ข้ามผู้รู้ได้ก็คือข้ามทะเลทุกทะเล ลงได้หรือเรียกวันที่ผ่านได้ก็ข้ามตรงผู้ รู้นี่แหละ แต่ถ้าตรงไปรู้ที่ไหนน่ะคือและก็คือไม่ ยึดเนี่ยไม่หยุดๆที่เรารู้เรารู้เรารู้ เรารู้เราเห็นแล้วก็ใจท่านยังไงเราจะรู้ เห็นเข้าใจทั้งหมดทำยังไงเราจะขึ้นยึดทำ ไงเราจะไม่อีกรับทำไงเราจะนิพพานคือตรง นี้แหละข้ามตัวนี้แหละครับพวกเราๆเนี่ย หรือทำไงใจของเราหรือจิตของเราจะ บริสุทธิ์ทำยังไงอ่ะเราจะถึงซึ่งความ บริสุทธิ์เนี่ยจะข้ามต้องเรานี่แหละครับ ไม่ได้เข้าตรงไหนล่ะตัวนี้ละเอียดที่สุด และมันเพราะว่ามันอยู่ในจิตเลยเนี้ยมัน อยู่ในจิตเลยมันเป็นอวิชาในจิตเดิมแท้เลย อันนี้มันตรงอยู่ในการในจิตเดิมแท้ราคา ตรงนี้ได้ก็คือฆ่าหมดเลยข้ามข้ามกิจวิชา ไปเลยคนจะกิจวิจาก็ก็คนถูกละนิผ่านเลยมัน ข้ามเป็นขนาดจิตหรือเปล่าค่ะเจ้าคะสมมติ เธอถ้าเราเห็นก็คือว่าลงไปว่ามีตัวเราแต่ ว่าพอถ้าเกิดขนาดจิตไหนเนี่ยที่ที่เรามี สติรู้ว่าโอเคอันนี้มันเป็นสำคัญฝุ่นปรุง แต่ง แต่มันก็มันก็มันก็คือไม่มีอะไรหรือเปล่า ไอ้นี่มันมีเราอยู่ไหมมันเข้าเป็นกันน่ะ จิตหรือเปล่าถ้าเรารู้ว่ามันเป็นสังขาร ปรุงแต่งเรารู้ว่ามันเป็นทางการตั้งแต่ก็ คือมีเราอยู่ใช่ค่ะแต่จะฆ่าก็ก็เราก็ เพราะมีเราอยู่มันก็รู้ว่ามันก็คือสังขาร ก็แค่นั้นก็ไม่ต้องไปทำอะไรมันหรือเปล่า ค่ะ ไม่ต้องทำอะไรแล้วไม่ต้องถาม ก็ไม่มีผู้คาดหวังถ้าไม่มีตัวนะผู้คาด หวังไม่มีตัวทำให้ผู้ปรถนาไม่มีตัวที่จะ ไปได้เป็นไรในอนาคตแล้วทำไมต้องผ่านจะเอา ผลโครงการถาม มันจะมีแต่การปฏิบัติจะไม่มีตัวตนของผู้ ปฏิบัติค่ะเค้าเข้าใจอ่ะ แต่หนูก็หนูก็ทราบค่ะว่าหนูติดตรงนี้อยู่ ก็คือมีความความเป็นกูก็ทราบอยู่ว่าหนู ติดตรงนี้อยู่กับแน่ๆตรงนี้ตรงนี้มันเม็ด มันมีหนูอยู่ มันมีหนูอยู่ค่ะเราก็พี่จะมีอะไรทำอะ เราพูดกับตรงนี้เลยค่ะหนูก็ทราบว่ามันมี หนูอยู่ใช่หนูก็ทราบว่ามันมีหนูอยู่มันก็ คือไม่มีหนูเนี่ยการหนึ่งเราจะมีหนูทราบ อีกว่ามีหนูมันก็วิชาซ้อนเอาวิชา มีเสน่ห์ใจนึกออกท่านโอ๋กะจะถามตาว่าเล่น หนูจะทำยังไงจึงจะไม่มีหนู ก็เห็นรู้จะทำยังไงที่ไม่มีหนูไม่มีตัว หนูไม่มีเราไม่มีตัวเราถ้าถ้าถ้าความทั้ง ความเห็นส่วนตัวนะคะก็คือว่าก็พิจารณาไป เรื่อยๆจนกว่ามันจะไม่มีตัวตนเจ้าค่ะก็ คือพิจารณาเป็นขนาดอย่างที่ทฤษฎีที่ที่ หนูอธิบายให้หลวงตาฟังว่าก็คือคือเหมือน กับว่าตอนนี้ใครๆกับ สติหนูให้มันก็คือว่ามันรู้แต่ทฤษฎีว่า โอเคมันจะต้องเหมือนกับพิจารณาภายในจิต เนี่ยคล้ายๆกับแม่วัวกินหญ้าแล้วก็ก็ เหลือบดูลูกวัวแต่แฟนไม่มีทั้งแม่หัวเราะ ลูกหัวปวดไม่มีทั้งแม่เว้ยรู้ว่ะ เดี๋ยวนี้เลยอ่ะ และสุดท้ายมีทั้งแม่ผัวไม่มีทั้งลูกหัว ถ้าไม่มีทั้งจิตและผู้ดูจิต ปล่อยให้มันเป็นไปธรรมชาติ โอ๊ยเจ็บ 7 ลำสาธุสาธุ หมอวิทิต ขอขอบพระคุณหลวงเจ้าค่ะเป็นไรว่า เต็มที่ท่านโอ๋เนี่ย ที่พูดมาแต่แรก มีแต่ถึงตอนเนี้ยณเวลานี้บัดนาวเดี๋ยวนี้ มันเหมือนไหมมันเป็นยังไงเขาก็ใจที่ทำตาม เพราะมันจะไม่ที่สุดแล้วที่สุดแล้วจริง มันเป็นยังไงมันก็ แต่มันก็ไม่มีอะไร แต่มันก็ไม่มีอะไรสงสัยเจ้าค่ะสาธุสาธุ แต่มันไม่มีอะไรต้องทำอะไรให้เป็นอะไร ที่บ้านไม่มีถามเพื่อจะไปเอาอะไร ค่ะวันนี้มีการกระทำอะไรดูรู้เห็นอะไร เพื่อจะให้ไปเป็นอะไร ม.ค สปอยล์ที่พยายามดูรู้เห็นที่พยักสถานสมุด บรรเพ็ญเอาวิชาธนาอุปทานเป็นอัตตาตัวตน ยึดลงยึดมั่นถือมั่นเป็นอาตาตัวต้น แต่มันก็แค่ปล่อยให้มันน่ะนักแสดงเกินดับ ไปอย่างเก้อๆไม่มีใครหลงไปกับมัน มีการพยายามดูดูเห็นลากไปวางเอาตัวเราไป พยายามดูด้วยเห็นล่าไปวางมันเหมือนเป็น พวก 18 มงกุฎ แต่มันก็จะหลอกให้เราไปก็ตามตามมันจะเปิด พวก 18 มงกุฎคิ้วอะไรอะไรนะไอ้ Call Center คอลเซ็นเตอร์หลอกต้มให้โอนเงิน แอบดูพวกที่หลอกให้ไปเล่นการพนันต่างๆ หลอกเขาไม่ได้แชร์ต่างๆ แต่เมื่อคืนมันหลอกให้เราไปดิ้นรนไปค้นหา ไปพยายาม ก็จะทำอะไรเพื่อให้ตัวเราได้ตัวเราถึงตัว เราเป็นอะไรหลอกให้เราสงสัยชมใส่สงสัย เพื่อเราเนี่ย ก็จะได้รับผลประโยชน์จากการสงสัยมันก็ หรอกเป็น คอนเซ็นเตอร์หลอกให้เราเล่นแชร์อยู่นั่น แหละก็จะหลอกหลอกอ้ายให้เราไปทำหลอกให้ เราไปกระทำอะไรเพื่อให้ตัวเราอ่ะได้รับผล ประโยชน์จากการเล่นแชร์ และสุดท้ายเจหมดตัวไปเหลืออะไร มีแต่สำหรับคนที่รู้เท่าทันซะแล้ว ก็ ไม่มีอะไรอ่ะใจมันก็ไม่เกิดไม่ดับ ที่ว่างเปล่าจะความเกิดจับว่างเปล่าจาก ตัวตนมากค่ะจากรูปลักษณ์ใดๆ ธรรมชาติที่เกิดดับมีอยู่ธรรมชาติที่ไม่ เกินดับนิยมแต่ตัวตนของผู้ยึดถือธรรมชาติ เกินตับและตัวตัวนะผู้หญิงถือธรรมชาติไม่ เกิดไม่ดับไม่มี แต่มันต้องเห็นด้วยใจรู้ได้ใจไม่ใช่เอา ตัวเราไปรู้ไปเห็น มีแต่มันรู้แจ้งที่ใจว่า ก็หยุดแล้ว ขอจบแล้วหยุดสนิทแล้วจบสนิทแล้ว ถ้าเงียบ ก็เหมือนกับเงียบปิดใจเคยแวะปิดเหมือนกับ เรียบแบบปิดปากเงียบสนิทใจมันเงียบสนิท มันปิดปากเงียบสนิทมันไม่มีคนพยายามจะ หยุดไม่มียะห์คนพยายามที่จะทำให้เงียบ สนิทแต่มันก็สิ้นความปรุงแต่งและมะเร็ง เงียบสนิท สงบเธอนี่ ที่ว่างเปล่าสนิท ถ้าไม่มีการเกิดไม่มีการดับนาฬิกาไปไม่ดี การมาไม่มีการพยายามจะทำอะไรเป็นอะไรมา เลยปล่อยให้ สีธรรมชาติมันเป็นธรรมชาติ อุ้ยอย่าที่ก็เป็นคือธรรมชาติเกิดดับเกิด ดับอยู่ในธรรมชาติที่มีเกิดทัพ มีแต่ผู้ยึดถือไม่มี ชื่อบัญชีสุดของการพี่พยายามดูรู้ล่ะ ปล่อยวางสิ้นสุดของการพญาไปทำอะไรเป็น อะไรได้แต่ลูกแก่ใจรู้ออกมาจากใจที่ไม่ เกิดไม่ดับไม่มีตัวตนเป็นธรรมชาติรู้ที่ บริสุทธิ์คือรู้และไม่ยึดอะไรไม่หยุดทั้ง สังขารไม่ยึดทั้งธรรมชาติที่ไม่เกิดไม่ ดับ มาดูว่าอะไรก็ตามที่มัน ก็กระดุกกระดิกได้ที่ออกไปจากตัวเรา คะเดี๋ยวตัวเราเป็นเซ็นเตอร์เป็นศูนย์ กลางรถจะเป็นสังขารเกิดดับเป็นความตกแต่ง เป็น 18 มงกุฎ มันจะหลอกในลักษณะใหญ่ก็ตาม แต่ไม่ว่าจะดีโดนจะค้นหาไปพยายามจะ กระเสือกกระสนจะพยายามจะจงใจตั้งใจเจตนา พยายามจะทำอะไรเป็นอะไรพยายามดิ้นรน พยายามก็หนาวพญาทำความเข้าใจ สุดท้ายมันก็คือเห็นมันว่ามันเป็น 18 มงกุฎสุด ถ้าไม่มีใครลงไม่กลับมาหรอก แก่แล้วไม่มีใครต้องพยายามไปทำลายมัน ม.ค และเมื่อเราเห็นพวก 18 มงกุฎมาหลอกต้ม ตุ๋นเราแล้วเราก็ปืนไปยิงก็ตายเลยแต่ค่าย ก็ตายก็ข้าไม่ได้ ตั้งแต่รู้เท่าทันเขาก็เข้าไปสิบแปดมงกุฎ ก็จะไม่ถูกต้มให้เป็นทุกข์ ถ้าไม่ใช่เราต้องไปทำอะไร อย่าไปฆ่าอะไรให้ตายหรือเอาตัวเรานี้จาก อะไรหรือจะเอาตัวเราไปนิพพาน ไม่เปลี่ยนแต่ว่าเห็นความคิดความรู้สึก เป็นตัวเราเป็นใครของเราไปจิตของเราเป็น อาการของเรา เราไม่สบายกายไม่จะไปใจเราสบายกายสบายใจ ใจของเราสบายใจของเราไม่สบายๆเห็นว่าเป็น เราของเราของเรานี่มันเป็น 18 มงกุฎ อุ้ยทำไมแต่ค่ามันทั้งไม่ดีวันถ้าไม่ลงไป กับมัน แต่ก็ไม่ถูกต้มให้เป็นทุกข์นี่แหละคือ นิพพาน แต่ไม่ใช่ตัวเราไม่ได้ที่ผ่าหรอกพี่พาย คือไม่ถูกต้มไม่ถูกจัดแปดมงกุฎต้ม 18 มงกุฎก็คือเอาวิชาหรืออัศว เอ่ออัศวกิเลสเครื่องดองสันดาน in the ความไม่รู้เท่าทันว่าเป็น 18 มงกุฎเป็นสิ่งเกิดดับมันหลอกลวงให้ร่วมลง มาหลายภพชาติอาสวะกิเลสเครื่องทองสันดาน ยึดมันถึงบ้านเป็นอัตตาตัวตนด้วยความเห็น ผิดเป็นวิชาที่ติ แต่บัดนี้รู้แล้วรู้ตัวทาน 18 มงกุฎจะได้ รู้ตัวทานกว่าพงษ์แตงหมดแล้วรู้ตัวทันที ความพยายามจะเอาตัวเราไปยึดถืออะไรจะไป อย่าไปทำอะไรได้อะไรเป็นอะไร ดูเท่าท่านไปอย่างจะไปช่วยจิตใจของเราให้ สะอาดบริสุทธิ์มันเป็น 18 มงกุฎ ตั้งค่ามันก็ไม่ได้นี้มันก็ไม่ได้ ก็เพราะมาเด้อมันอยู่ติดใจของเรา ที่อยู่ในใจของเราเราจะดีไม่ไปไหนแต่เรา ต้องเรียนรู้จักมันรู้เท่าทันเรื่องของ มัน ดูแล้วไม่ลงไปกับมันมันก็ไม่มีผู้ทุกข์ เนี่ยที่มีผู้ทุกข์เนี่ยประสาทสมุดก็ เรียกวันที่ผ่านมันไม่ใช่สภาวะว่างโล่ง โปร่งเบาสบาย เวิ้งว้างบรรดาอวกาศและมีตัวเราอยู่ใน นั้นยึดถือในนั้นแล้วเราจะนี่ผ่านไม่ใช่ คือไม่โดน 18 มงกุฎที่ยึดถือมาเป็นเรา เป็นตัวเราเป็นของเราเป็นอัตตาตัวตนมัน ถูกหลอกมันออกแล้วต้มเอาแค่นั้นแหละ ถ้ามึงจะไม่มีผู้ทุกข์เหมือนกับพวกคอน Center ที่หลอกให้ไปเล่นนั้นเล่นนี่เล่น แชนั่นเล่นแชนี่ให้โอนเงินโอนนี้ แต่สำหรับคนที่ดูต่อศาลจะแล้วก็ไม่ถูกต้ม ให้เป็นทุกอย่าง ก็ใจมันก็สงบ รู้จักความหลวงปู่แต่ง เทศาหมูป่าสะโมสุโข มีผู้ใด สิ้นหลวงปู่แพงใจที่สิ้นความตรงๆจะได้ถึง ใจที่ทิ้งความปรุงแต่งจะได้ผู้นั้นจะถึง ซึ่งความสุขอย่างยิ่งนี่แหละคือพระนิพพาน เป็นสอุปาทิเสสนิพพาน เหลือความปรุงแต่งเฉพาะขันธ์ ๕ ที่ไม่ได้ ก่อให้เกิดความทุกข์ใจแต่ไม่ต้องต้องแก่ ต้องเจ็บต้องตายอีกครั้งหนึ่งเมื่อกัน 5 ดับแล้วจะเป็นอนุปาทิเสสนิพพานดับความ ทุกข์ที่เป็นเสียงของคำที่เหลือ ใจมันสงบกดตั้งแต่การได้ไม่ตายแล้วเพราะ ว่าทุกปัจจุบันขนาดนั้นในใจของเราเนี่ย 18 มงกุฎมันต้มเราตลอดเวลา ต้มเป็นเราเป็นตัวเราของเรา เราไม่สบายใจเราไม่สบายไกลเราจะต้องหา อะไรทำ เราจะต้องอย่างนั้นเราจะต้องอย่างนี้ 18 มงกุฎมันก็ต้มให้เราดิ้นพล่านไปตลอด มา สลับคนที่รู้ต่อต้านซะแล้วไม่ลงไปกับ อาการดิ้นผ่านของสิบแปดมงกุฎที่มันหลอก ต้มได้ตลอดพัดใจมันก็สงบเงียบระดับเป็น หนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แต่อาการของ 18 มงกุฎมันมีอยู่แต่เมื่อ ไม่ลงก็จะแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรสามารถควบ คุมมันได้แล้วใช้มานานๆ เหมือนเนี่ย ธรรมชาติในตอนเนี้ยเสียงจั๊กจั่นร้องนี่ เสียงนกร้องเสียงไก่ป่าร้อง เนี่ยตอนนี้นี่จักจันทร์ในส่วนนี้ก็ร้อง แต่ใจมันเงียบ ธรรมชาติก็จะเงียบสงบสงัดยิ่งนัก แต่ในประชานิยมสงบสลัดเนี่ยเสียงจักจั่น ร้องเสียงไก่ป่าร้องเสียง เสือร้อง แต่ใจใช่เงียบตลบสนับเป็นหนึ่งเดียวกับ ธรรมชาติที่เงียบสงบสงัด ในธรรมชาติที่มีเสียงดังในธรรมชาติที่มี ความปรุงแต่งวุ่นวาย มันมีใจที่เงียบสงบสงัดเป็นหนึ่งเดียวกับ ธรรมชาติไม่ใช่ใจของใครไม่ใช่ใจของเราแต่ เป็นใจธรรมชาติ เป็นใจธรรมชาติเพราะมันเป็นหนึ่งเดียวกับ ธรรมชาติจึงเงียบสงบสงัดทั้งโลกธาตุอัน เอาขอบเขตไม่ได้ เสียงดังในใจมันก็จะไม่เป็นที่แปดมงกุฎ หลอกรวยต่อไปมันก็กลายเป็นเสียงที่เพราะ เหมือนกับเสียงไก่ป่าเสียงนกร้องเสียงจะ จัดร้องเนี่ยมันไม่รู้สึกหงุดหงิดรำคาญ กับมันไม่ต้องนี้มันและไม่ทำลายมันมัน อยู่ด้วยกันอย่างผาสุกระหว่างธรรมชาติที่ ปรุงแต่งครับทำชาติที่ไม่ตกแต่ง เห็นไหมจะได้สงบแล้ว ฟังเสียงจั๊กจั่นร้องเพราะๆฟังเสียงนก ร้องเพราะๆจับความเสียงไก่ป่าร้องก็เพราะ ๆ ความเสียน้ำตาพูดก็เพราะๆนะ เพราะใจมันสงบซะแล้วฟังแล้วก็เพราะมัน เพราะอะไรครับเพราะว่า ใจมันถึงธรรมชาติที่ไม่เกิดไม่ดับให้ผม แต่งซะแล้วมันไม่งดใจนั้นมันจะไม่ หงุดหงิดรำคาญอะไรมันไม่สามารถลงไปกับ อะไรได้และมันจ่ายเป็นก็ไม่สามารถหนี พยายามนี้ออกจากอะไรได้ ไอ้การพยายามจะนี้ออกจากอะไรดีออกจาก อาการของใจมันเป็นสังขารปรุงแต่ง การที่เป็นหงุดหงิดกับสังขารที่เกิดดับใน ใจมันเป็นทำมาจากโนนสังการปรุงแต่ง การที่จะไปฆ่าอาการใดที่มันไม่ถูกใจให้ มันดับไปก็เป็นสถานปรุงแต่ง ตามที่ลงติดไปกับพวก 18 มงกุฎในใจต้นมัน ก็เป็นการปรุงแต่งซิ่ง มาแล้ว จ่ายมันก็เป็นธรรมชาติไม่เกิดไปดับไม่พก แต่ง ผลจากความปรุงแต่งมันทั้งไม่หมดอีกงวดนี้ ก็ไม่ได้ลงก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้เพราะมัน เป็นธรรมชาติที่ไม่มีรูปลักษณ์ไม่มีตัวตน ไม่มีกิริยาไม่อาการเกิดดับอย่างเป็นอมต ธาตุอมตธรรมมันเผ็ดอมตะนั้นมันมีอยู่แล้ว แต่เราไม่เห็นมันไม่พบกันเพราะระบบลงกับ สังขารปรุงแต่งในใจเรา ตลอดโพสต์ไปเมื่อกี้เนี่ยก่อนออกมาก่อนรถ ตามหาบัวลองอ่านซิ เพราะมันเกี่ยวข้องกับพี่สอนตอนนี้ด้วย ฟังให้ดีเรื่องธรรมชาติเดิมแท้ตั้งใจฟัง เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับที่สอนตอนนี้แหละ ก่อนตามหาบัวอยากจะมโนก็ไม่กลัวอาจารย์ เป็นท่าเรือส่ง ที่ตั้งเดิมแท้พุทธะอันแท้จริงหลวงตามหา บัวขึ้นมานะสัมปันโนเทศน์อบรมฆราวาสณวัด ป่าบ้านสาดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พุทธศักราช 2511 เดี๋ยวก็ตัวเดือนเนี่ยนิดนี่ท่าน เทศน์อบรมฆราวาสณ เทศถึงจิตเดิมแท้เลยธรรมชาติเดิมแท้เลย นี่นี่ขณะที่อบรมฆราวาส นั้นฆราวาสก็มีโอกาสที่จะเข้าถึงจิตเดิม แท้ธรรมชาติเดิมแท้ได้อ่าสอบ ติดเป็นของละเอียดมากรู้สึกจะมีความ ละเอียดเหนือสิ่งใดๆจนไม่ปรากฏร่องรอยที่ ไปและมาแม้จะท่องเที่ยวอยู่ได้ทั้งวัน ทั้งคืน ร่องรอยของจิกที่พอจะยึดได้ว่าเป็นอย่าง นั้นอย่างนั้นเหมือนด้านวัตถุนี้ไม่มี ท่านเปรียบไว้เหมือนกับนกบินบนอากาศไม่มี ร่องรอยทั้งนั้นอีกตอนหนึ่งเปรียบถึงมี ผู้บริสุทธิ์ที่ได้พลาดจากร่างนี้ไปแล้ว ไม่มีร่องรอยว่าจะไปเกิดหรือไปตั้งอยู่ใน สถานที่ใดอย่างนี้อีกเหมือนกันแม้จิตจะ ยังมีสมมติอยู่ภายในตัวที่เรียกว่ากฎแห่ง กรรมก็ตามแต่จิตก็ไปตามธรรมชาติของจิตที่ มีความละเอียดประจำตัวอยู่แล้วแม้จะไปสู่ สถานที่ใดหรือไปเกิดในที่ใดๆการไปของจิต นั้นก็ไม่มีใครสามารถจะทราบได้นอกจากท่าน ผู้มีญาณซึ่งควรจะรู้ได้เท่านั้นตาม ธรรมชาติของจิตแล้วมีความละเอียดประจำตน อยู่เสมอเช่นนี้จึงยากที่จะพิสูจน์ให้ ทราบได้การปฏิบัติบำเพ็ญมีมีการภาวนาเป็น ต้นนี้แลท่านว่าเป็นทางพิสูจน์เรื่องความ รู้คือใจของตัวเองและความเคลื่อนไหวของใจ ว่าจะกระเพื่อมไปสู่วัตถุหรืออารมณ์ใดไม่ ว่าส่วนหยาบส่วนกลางส่วนละเอียดไม่ว่าจะ เป็นอารมณ์อดีตอนาคตหรือกำลังปรากฏตัว อยู่ในปัจจุบันคือขณะนี้จิตที่ต้องความ รู้สึกไว้จำเพาะสถานที่เกิดอารมณ์คือใจ ของตัวเองนี้มีทางที่จะทราบได้ในความ เคลื่อนไหวของตนในเบื้องต้นก็ทันบ้างไม่ ทันบ้างเพราะสติหรือปัญญาเราก็เพิ่งเริ่ม ฝึกหัดเริ่มตั้งหลักตั้งฐานขึ้น ว่าด้วยการพยายามคือการภาวนา ฉะนั้นท่านจึงสอนให้มีสติคอยรับทราบอยู่ กับความรู้คือใจดวงนี้ ก่อนที่จะปรากฏภาพต่างๆจะเป็นภาพที่มี วิญญาณหรือไม่ก็ตามจะต้องมีความกระเพื่อม จากความรู้นี้เกาะนถ้ายังไม่กระเพื่อมภาพ ก็ยังไม่ปรากฏขณะที่จิตกระเพื่อมก็เป็น ขณะเดียวที่จิตจะออกแสดงภาพให้ตัวรู้ตัว เห็นจะเป็นภาพที่น่าเพลิดเพลินภาพที่น่า เสียใจหรือภาพที่น่ากลัวก็ตามจะต้องแสดง ออกจากความกระเพื่อมของจิตเป็นสำคัญนี่ พูดถึงขณะที่เราภาวนา มีส่วนภาพที่ปรุงขึ้นภายในใจตามปกติของคน ทั่วๆไปนั้นเป็นเรื่องของความคิดเดี๋ยว ปรากฏเรื่องนั้นปรากฏเรื่องนี้ ปรากฎคนนั้นพอเราคิดถึงคนไหนก็ปรากฏภาพคน นั้นขึ้นมาอันนี้ถือเป็นธรรมดาไม่ค่อยมี อะไรล่อแหลมนักโลกทั้งหลายก็คิดกันได้ไม่ มีความเสียหายจากความคิดอย่างนั้นแต่ภาพ ที่ปรากฏขึ้นในขณะภาวนานี้มีส่วนจะทำให้ เสียได้จะอย่างไรก็ตามภาพต้องปรากฏขึ้นใน ขณะที่จิตกระเพื่อมตัวออกไปถ้ามีแต่ความ รู้ล้วนๆแต่ยังไม่ปรากฏเพราะฉะนั้นจิต เวลาอยู่เฉพาะว่าตัวเองคือรู้อยู่จำเพาะ ตัวเองจริงๆไม่แสดงตัวออกไปภายนอกสิ่ง ต่างๆจึงไม่สามารถจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ใจนั้นได้ดังท่านเข้าสมาธิขณะที่จิตเข้า อยู่ในองค์ของสมาธิคือความสงบแน่ๆตามหลัก ของสมาธิจริงๆแล้วจะไม่มีสิ่งใดมาเกี่ยว ข้องเลยในเวลานั้นต่อเมื่อจิตได้ถอนตัว ออกมาจากจุดนั้นนั่นแหละถ้ามีเรื่องก็จะ เกี่ยวข้องกันคือมีเรื่องเกี่ยวกับภายนอก ก็จะรับทราบได้เหตุได้ผลรู้เรื่องรู้ราว กันในเวลานั้นถ้าเทียบอุปมาก็เช่นเดียว กับเราอยู่ในบ้านของเราและปิดมีอยู่บ้าน ไว้ด้วยแขกแขกคนหรืออะไรจะมาจากที่ไหนมา อยู่ภายนอกฝาเรือนเรานั้นเราจะไม่มีทาง ทราบได้เพราะขณะนั้นไม่ใช่ขณะที่รับแขก ต่อเมื่อเราออกจากในบ้านของเราเปิดประตู ออกมานั่นแหละเราจะทราบเรื่องราวทั้งหลาย ที่มีอยู่ภายนอกเรื่องของจิตก็ย่อมมี ลักษณะเช่นนั้นเหมือนกันความรู้ของจิตนี้ รู้สึกว่าพิสดารมากตามจริตนิสัยของผู้ บำเพ็ญไม่เหมือนกันบางรายก็ไม่ค่อยมี เรื่องแสดงภาพต่างๆให้เห็นเช่นเป็นคนเป็น เป็นผีหรือเรื่องคนล้มคนตายให้ปรากฏ ในภาวนาอย่างดีบาง แต่ไม่ค่อยมีแต่บางรายพอจิตสงบแล้วแสดง ขึ้นมาทันทีเพราะหลักธรรมชาติที่ปรากฏ เช่นนี้นั้นไม่ได้ศึกษามาจากครูจาก อาจารย์แต่จะปรากฏขึ้นกับจริตนิสัยของผู้ บำเพ็ญเวลาจิตสงบแล้ว หากนิสัยมีในทางที่จะรู้เห็นสิ่งต่างๆก็ ต้องแสดงออกมาให้เจ้าตัวรู้ต่อเมื่อเรา ได้รู้ได้เห็นสิ่งนั้นว่าแสดงอาการอย่าง ไรบ้างแล้วนั้นเรามีทางที่จะศึกษาปรารภ หรือไต่ถามครูอาจารย์ได้ว่าจะควรปฏิบัติ ต่อสิ่งนั้นอย่างไรบ้างแต่หลักนิสัยนั้น จะไม่ได้ถามจะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนจากผู้ ใดแต่จะปรากฏขึ้นมาให้ผู้มีมีนิสัยในทาง รู้ในทางนั้นรู้โดยเฉพาะนการไม่รู้ไม่ เห็นก็ไม่เป็นการที่จะตัดทอนประโยชน์ไม่ รู้ก็ไม่สนใจแต่ผู้เห็นผู้รู้ตามนิสัยของ ตนก็ต้องปฏิบัติให้ถูกกับจริตของตนถ้าไม่ ถูกก็มีทางเสียได้เหมือนกันคำว่าจิตอัน แท้จริงนั้นมีแต่รู้เท่านั้นไม่ปรากฏว่า รู้ในลักษณะอย่างไรบ้างเป็นธรรมชาติที่ รู้รู้อยู่เท่านั้นแหละนั้นแหละเป็น ธรรมชาติของจิตแท้ลักษณะที่แสดงออกเป็น สีสันวรรณะหรือเป็นภาพต่างๆนั้นเป็นอาการ อันหนึ่งที่แสดงออกมาจากจิตฮะซึ่งไม่ใช่ จิตแท้ อาการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เกิดเกิดดับตาม คติธรรมดาของเขาแต่ผู้ที่รู้ในหลัก ธรรมชาติของตัวเองนี้จะไม่มีการขาดวรรค ขาดตอนในความรู้ไม่มีการเกิดและดับไปคือ การเกิดขึ้นก็ไม่มีการดับไปก็ไม่มีมีแต่ เป็นธรรมชาติที่รู้อยู่เท่านั้นนี้แหละ ท่านเรียกว่าว่าเป็นธรรมชาติของจิตแท้ถ้า ได้พิจารณาอบรมให้ถึงแก่นของความรู้อัน แท้จริงแล้วนั้นท่านเรียกว่าความรู้อัน ดั้งเดิมความรู้อันนี้หมดการเปลี่ยนแปลง กิริยาที่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอาการอัน หนึ่งซึ่งเกิดและธรรมชาติอันดั้งเดิมนี้ ต่างหากเพราะฉะนั้นจึงมีการเกิดเกิดดับ ดับมีการเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นลักษณะต่างๆ ซึ่งเอาแน่ไม่ได้ไม่ว่าเราจะปฏิบัติธรรม ขั้นต่ำขั้นกลางหรือขั้นสูงอาการอันนี้จะ ต้องมีไปตามๆกันคือเวลาใจยังมีสิ่งแวด ล้อมยาวอยู่อาการที่แสดงอยู่ในขั้นนั้นก็ ต้องแสดงอาการหยาบภาพก็เป็นภาพที่หยาบ อารมณ์ก็เป็นอารมณ์ที่หยาบพออาการที่ เกี่ยวข้องกับจิตค่อยเปลี่ยนแปลงตัวเอง ขึ้นไป อารมณ์ก็ค่อยเปลี่ยนไปสู่ความละเอียดจน จิตเข้าสู่ความละเอียดอย่างเต็มที่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับจีบ ฮะซึ่งไม่ใช่จิตเดิมแท้นั้นก็ต้องแสดง อาการที่ละเอียดอย่างยิ่งเหมือนกันแต่ ทั้งสามอาการนี้เรียกว่าว่าเป็นอาการของ จิตทั้งนั้นไม่ใช่จิตอันดั้งเดิมแท้ผู้ พิจารณาจึงต้องอาศัยอารมณ์เหล่านี้เป็น เครื่องทดสอบฝึกหัดสติปัญญาหรือสิ่งที่ เกี่ยวข้องกับตนนี้เป็นเหมือนหินลับมีด โกนให้คมกล้าไปเสมอ ปัญญาสติต้องอาศัยเหล่านี้เป็นเครื่องฝึก ซ้อมและรู้เท่าทันกันไปเป็นระยะระยะจนหมด ไม่มีอาการใดเหลืออยู่แสงอยู่ภายในจิต นั้นเลยสิ่งที่มีอยู่ตามหลักดั้งเดิมของ ตนก็คือความรู้ล้วนๆนี่แหละ ก็เป็นแก่นแห่งความรู้แท้เป็นความรู้ใน หลักธรรมชาติแท้จึงไม่มีทางที่จะแปรเป็น อื่นได้ท่านที่บำเพ็ญตั้งแต่ต้นชำระหรือ พิจารณาให้รู้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับจิตมา เป็นชั้นเป็นชั้นจนถึงธรรมชาติอันดั้ง เดิมของจิตนั้นแล้วจิตท่านเป็นอย่างนั้น แหละถึงหลักหรือถึงธรรมชาติอันไม่เปลี่ยน แปลงอันไม่หลอกลวงท่านจึงหมดความหวั่นไหว เพราะไม่มีสิ่งที่จะมาหลอกลวงหนึ่งไม่มี สิ่งที่จะหลงตามสิ่งหลอกลวงนั้นหนึ่งเหตุ ที่จะให้เกิดความหลอกลวงก็ไม่มีคือต้น เหตุที่จะให้เกิดความหลอกลวงก็ไม่มีผลที่ จะให้เกิดความลุ่มหลงนี้หรือเดือนร้อน เสียใจไปตามก็ไม่มีท่านจึงอยู่เป็นเอกเทศ อันหนึ่งโดยหลักธรรมชาติไม่ต้องเสกสรรไม่ ต้องระมัดระวังคือไม่ต้องตั้งค่าตั้งทาง ไม่ต้องมีอาการใดซึ่งเป็นอาการที่จุดสงวน รักษาหรือต้านทานกันกับสิ่งที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายเพราะต่างอันต่างจริงต่างอันต่าง มีอยู่ตามหลักธรรมชาติของตนทั้งสิ่งที่ เกี่ยวข้องกับจิตทั้งจิตผู้รู้สิ่งที่ เกี่ยวข้องทั้งหลายนี่เรียกว่าท่านผู้หมด เหตุหมดปัจจัยรู้อยู่ในหลักปัจจุบันของ ท่านทุกๆขณะว่าไม่มีการสืบต่อกับอารมณ์ ซึ่งเป็นเหตุให้ยั่วกิเลสให้ฟูดีขึ้นมา หลักธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าชี้ อุบายแนวทางตั้งแต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงจุด หมายปลายทางแห่งความสมมติและวิมุติคือถึง ความบริสุทธิ์ของจิตไม่มีโอวาทใดที่จะ สามารถชี้ให้ถูกต้องและผู้ปฏิบัติได้พ้น ภัยไปได้จริงดังสวากขาแต่ธรรมของพระ พุทธเจ้า บรรดาผู้ปฏิบัติตามสว่างคาตะธรรมจนได้รู้ แจ้งเห็นจริงถึงภูมิแห่งธรรมขั้นนี้แล้ว แม้จะไม่เป็นอันเดียวกับพระพุทธเจ้าก็ตาม เราต่างคนต่างบริสุทธิ์มีแต่ก็เป็นเหมือน กับเป็นอันเดียวกันกับพระพุทธเจ้าเพราะ ความบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้ากับความ บริสุทธิ์ของท่านผู้รู้ตามเห็นตามพระ พุทธเจ้านั้นเป็นความบริสุทธิ์เช่นเดียว กันไม่มีสิ่งใดหรืออาการใดที่จะผิดแปลก กันไปแม้แต่นิดหนึ่งที่ให้ชื่อว่าสมมติ เพราะความผิดแปลกท่านเรียกว่าสมมุติทั้ง นั้นอยู่ในสถานที่ใดเราอยู่ฉันใดก็เหมือน พระพุทธเจ้าอยู่ชั้นนั้นเรารู้อยู่ฉันใด เหมือนพระพุทธเจ้ารู้อยู่ฉันนั้นเรารู้ อยู่ในขณะนี้ก็เหมือนพระพุทธเจ้ารู้อยู่ ในขณะเดียวกันฉะนั้นการที่พระพุทธเจ้าจะ นิพพานไปกี่เวลา ดีและนิพพานอยู่ในสถานที่ใดนั่นจึงไม่ เป็นปัญหาสำหรับท่านผู้รู้องค์แห่งพุทธะ อันแท้จริงตามเสด็จพระพุทธเจ้าแล้วไม่มี การมีเวลาไม่มีสถานที่นั่นเป็นสถานที่อัน หนึ่งต่างหากซึ่งเป็นที่ประทับหรือเป็น ที่บำเพ็ญของพระพุทธเจ้าที่มีพระกายอยู่ ประกายก็เป็นสมมติสถานที่ที่จึงต้องแสดง สมมติขึ้นมากาลเวลาจึงต้องแสดงขึ้นไปตามๆ กันต่อเมื่อได้ถึงขั้นแห่งความบริสุทธิ์ หมดจุดที่หมายแห่งความสมมติแล้วนั้นไม่ ว่าสาวกองค์ใดแม้จะตรัสรู้ขึ้นในขณะนี้ก็ เป็นเหมือนได้เห็นพระพุทธเจ้าในขณะนี้ละ 1 คำว่านิพพานมาแล้วนั้นไม่ปรากฏรอนั้นเป็น แต่เพียงร่างที่พรากจากกันไปเท่านั้น ร่างของพระพุทธเจ้ากับร่างของสัตว์โลก เป็นธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟอันเดียวกันแต่ ธรรมชาติที่รู้นั้นกับผู้ที่รู้ขึ้นในขณะ นี้ไม่มีอะไรผิดแปลกกันนี่แลการที่ว่าพระ พุทธเจ้านิพพานไปนานเท่าไรหรือไม่นั้นจึง ไม่เป็นปัญหาไม่มีการไม่มีสถานที่ไม่มี บุคคลเป็นแต่ความบริสุทธิ์ล้วนอยู่เท่า นั้นแล้วกาลเวลาไม่สามารถจะเข้าไปเกี่ยว ข้องได้อีกว่าธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้จะ ตั้งอยู่ได้นานเท่าไรเพราะธรรมชาตินี้ โอ้นี่ใช่กายดังที่ได้อธิบายผ่านมาแล้ว นี้ใครจะให้ชื่อให้นามว่าอย่างไรก็ตาม ธรรมชาตินี้ก็คือธรรมชาตินี้อยู่นั่นแหละ ไม่เป็นไปตามความสมมติชื่อเสียงที่ตั้ง ให้แต่เป็นธรรมดาของโลกที่มีสมมติจะไม่ ให้ชื่อไม่ให้นามไม่มีกลุยหมายป้ายทาง ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉะนั้นหลักธรรมะที่พระ องค์ท่านแสดงไว้ทุกบททุกบาทจึงเป็นกล้วย ไม้ป้ายทางเพื่อผู้ดำเนินจะได้รู้วิธี ปฏิบัติและหยิบยกขึ้นมาประพฤติปฏิบัติตาม จริตนิสัยและความสามารถของตนดังนั้นทำจึง ต้องเป็นสมมุติไปเช่นเดียวกับโลกที่มีถ้า สมมติทางเหตุก็ต้องมีสมมติผลที่แสดงไป เป็นลำดับลำดับก็ต้องเป็นสมมุติแต่ละ ประเภทแต่ละประเภท จนกระทั่งถึงหลักธรรมชาติอันแท้จริงแล้ว นั้นนั่นไม่เป็นปัญหาจะเอาชื่อให้มีสมมติ เหมือนโลกทั่วๆไปก็ตามไม่ตั้งชื่อให้ก็ ไม่เป็นปัญหาเช่นเดียวกับเรารับประทานมี ความเพียงพอกับธาตุขันธ์แล้วจะตั้งชื่อ ให้ว่าอิ่มหรือไม่อิ่มก็ไม่เป็นปัญหา สำหรับผู้พอแก่การรับประทานแล้วย่อมจะ ทราบตนได้อย่างชัดเจนนั่นล่ะท่านเรียกว่า ของวิเศษคือจิตดวงนี้ พยายามเอาหลักธรรมะนี้แหละเข้าไปเป็น เครื่องขัดเก่าแก้ไข It is ดัดแปลงเข้า ไปทุกระยะใจชอบกดขี่บังคับต้องอาศัยการกด ขี่บังคับกันบ้างถ้าหากใจไม่ชอบแล้วเราก็ เคยปล่อยตามอำเภอใจมาบ้างเป็นบางการบาง เวลาก็พอจะทราบผลว่าแสดงตัวขึ้นมาอย่างไร บ้างเมื่อเราได้ปล่อยให้เป็นไปตามความชอบ ใจโดยไม่ต้องมีการกดขี่บังคับหรือดัดแปลง ผลก็ย่อมเป็นไปตามยถากรรมไม่เห็นปรากฏ ขึ้นมาเป็นที่พอใจเราทุกสิ่งทุกอย่างที่ จะปรากฏผลขึ้นมาให้เป็นที่พอใจก็เนื่อง จากการดัดแปลงแก้ไขให้ได้อย่างใจของตัว คือบำเพ็ญเหตุให้ถูกต้องตามผลที่เรา ต้องการผลก็เต็มตัวขึ้นมาเพราะอำนาจของ เหตุเป็นเครื่องเสริมหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เอ่อสาธุท่านโอ๋หลวง ก็พูดใหม่สิจะเป็นไงเราจะฟังตาปารู้ตามหา ผัวแล้วมันมันไม่ได้เข้าใจทุกอย่างอ่ะค่ะ มันแต่ว่าไม่รู้ทำไมมันถึงร้องไห้ซึ่ง มันไม่ต้องการความเข้าใจแต่ทำถึงใจมันไม่ เข้าใจทุกอย่างที่ แม่ชีปุ๊กอ่านแต่ไม่ทราบไม่เข้าใจว่าทำไม มันจริงร้องไห้ก็เพราะว่าทำมาถึงใจ โดยไม่ต้องการเข้าใจ เมื่อทำถึงใจแล้วเนี่ยก็จะเข้าใจเอง แต่ถ้าทำไม่ถึงใจมันก็ไม่เข้าใจ เมื่อทำถึงใจซะแล้วเนี่ยตามถึงใจไปแล้วก็ เข้าใจ มันก็สามารถพูดได้มาเป็นภาษาของเราโดยไม่ ต้องเป็นภาษาของท่าน แต่เป็นภาษาสมมติของเราแต่ภาษาส่วนของเรา มันก็คือวิวุฒิเดียวกัน ถ้าพี่วุฒิไม่มีภาษา ถ้ามีวุฒิไม่มีภาษาไม่มีอาการ แต่ถ้าจะพูดกันมันก็ต้องมีภาษามีอาการ มีแต่ด้านการพูดกันด้วยภาษาและการที่แตก ต่างกันไป แต่ใจถึงซึ่งวิมุติจะแล้วที่ไม่มีอาการ มันไม่มีคำพูดไม่อาจเอาพูดได้ หมอประพจน์มันเลยสมมติไปแล้วคนสมมุติ ธรรมชาติและนะไม่เกิดไม่ดับไม่แตกไม่ ทำลายเป็นธรรมชาติดั้งเดิม ก็เป็นจิตแท้หรือใจแท้หรือธรรมชาติเดิม แท้ เพิ่งเข้าใจที่ของตาบอกว่ามันต้องเข้าใจ ไปจากใจ ต้องแล้วพบพระพุทธเจ้า แสดงธรรมสมมติดอกออกมาจากพระทัยอัน บริสุทธิ์ที่ไม่ปรุงแต่ง พญาโดนจิตวิญญาณก็ต้องตาและพวกท่านทุกดวง มันทำน่ะทำแท้คือเป็นธรรมที่ออกมาจาก พระทัยอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าแล้วก็ หยิบมาอย่างใจบริสุทธิ์ก่อนทุกท่านซึ่ง เป็นธรรมชาติเดิมแท้ที่มีอยู่ในเป็นอยู่ แล้วมันจึงพ้นจากสังขารปรุงแต่งมันเป็น การส่งต่อทำจากอิฐ 1 สุดจิตหนึ่งเมื่อทำ ถึงใจใจถึงทำมันก็สะเทือนหน้าวิชาหายโง่ ไอ้โง่แล้วตอนเนี้ยพูดทำตกมาจากสมมติได้ แล้วก็พูดออกมาจากใจที่หายโง่แล้วพูดออก มาจากใจที่เป็นธรรมชาติรู้ดังเดิมอยู่ใน โปรแต่งแล้วตอนนี้เวลาพูดออกมาจากใจเดิม คิดเดิมธรรมชาติเดิมก็จะเป็นเป็นการพูด ออกมาจากใจเดิมกิจเดินธรรมชาติเดิมที่ เหมือนกับพุทธเจ้าเพราะธรรมชาติเดิมใจ เดิมกิจเดิมธรรมชาติดั้งเดิมถ้าพระเจ้า ที่เม็ดปรุงแต่งที่เป็นวิมุตติในเกิดไม่ ดับนะเนี่ยมันเสมอกันหมด อยู่ในพุทธเจ้าประเเจเพื่อเจ้าในพระหลาน สาวกในสัตว์จะได้ฉานในสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะมันเป็นธรรมชาติที่ ถ้าไม่มีสมมติเป็นธรรมชาติที่มีตัวตนรูป รักในๆเป็นธรรมชาติไม่เกิดไม่ดับเป็น ธรรมชาติที่มีอะไรปรากฏธรรมชาติที่ไม่มี อะไรปรากฏอ่ะจิ้มเป็นธรรมชาติเดียวกัน เหมือนกันหมดเสมอกันในพุทธเจ้าในปะเจ็บ หรือเจ้าหน้ามันเศร้าในพระหลานสาวกในพระ ชนม์ในสัตว์จะได้ฉานในสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะเป็นธรรมชาติเดียวกันคือธรรมชาติที่ มีอะไรปรากฏธรรมชาติรู้ที่ไม่มีตัวตนของ รู้ไม่มีผู้ตัวตนของผู้รู้ไม่มีกิริยาไม่ มีอาการไม่มีอะไรปรากฏเนี่ยมันที่เสมอกัน อยู่ในพระเจ้าในพลังโศกในเพจชนใน สรรพสัตว์ทั้งหลายแต่ธรรมชาติที่เป็น สมมติเนี่ยมันแตกต่างกันสมุดใครสมุดบันคน ไทยก็จะวัดอย่างหนึ่งต่างชาติต่างๆก็สมุด เป็นภาษาของเขาแต่ทำที่แสดงออกจาก ธรรมชาติเดิมดังเดินธรรมชาติรู้เดิมที่ เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์นั้นเสมอกันออก มาจากใจที่เสมอกันความบริสุทธิ์เสมอกัน มี แต่แสดงความสมมติแตกต่างกัน มีแต่ก็ออกมาจาก ริมวุฒิ ธรรมชาติที่บริสุทธิ์เดียวกันอ้ะ เต็มที่เป็นธรรมที่น่าฟัง นี่เป็นคำที่ถึงใจ โดยไม่ต้องผ่านระบบความเข้าใจแต่เป็นการ ถ่ายทอดธรรม ก็จะคิดหนึ่งสุจิตหนึ่งซึ่งเป็นจิต บริสุทธิ์ด้วยกัน ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติทุกสรรพสัตว์ทั้ง หลาย ตั้งแต่ปอติชนและสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มี เอาวิชาเบาๆ สปอตินะวิชาแล้วธรรมชาติที่เป็นนิมุทเสมอ กัน เอาไปเก็บตากกันในพระเจ้าในประเทศเพื่อ เจ้าในวันสาวกและในพระเจ้าในสัมผัสทั้ง หลายเสมอกัน มีแต่บารมีเท่านั้นอ่ะที่แตกต่างกัน ระหว่างพุทธเจ้าและพระนั้นว่าหลานสาวก มีแต่ความบริสุทธิ์เสมอกัน ก็จะระแหน่ คำสะโนดจะบอกว่าทำไมฟังเข้าใจบ้างไม่เข้า ใจบ้าง แต่ไม่รู้ทำไมทำกระแทกใจน้ำตาไหลออกตา เรื่องปกติ นักรบป่ะเนี่ยปกติเพื่อปกติ มีแต่ไม่อยากพูดอย่างนี้เดี๋ยวคนตั้งหลาย mano ก็ฟังไม่รู้เรื่องทุกทีร้องๆดีกว่า เมื่อใจถึงธรรมทำจริงใจจะเห็นไหมอ่ะ ก็สวัสดีพูดออกมาอย่างอิสระเลย จะจีบหมอที่ท่านโอ๋ส่งการบ้านน้ำตาตั้ง แต่แรก แต่ต้นเข้ามาส่งใหม่ๆจะถึงเดี๋ยวนี้ แต่ณปัจจุบันนี้ ถ้าเราจะฟังตาและฟ้าหลวงตามหาบัวญาณสัม ปันโนแม่จ๋าเสร็จแล้วเป็นไงแล้วถ้าที่ไม่ เข้าใจแต่ทำถึงใจใจถึงถัง พุทธะสมมติออกมาจากจ่ายที่เป็นวิมุติในคำ พูดซิเป็นภาษาสมมติของท่านโอเอง และก็ตอนสงกรานต์บ้านตอนแรกเนี่ยก็คือการ เหมือนคล้ายๆเตรียมตัวภาวะฟังฟังไฟล์หลวง ตาแล้วรู้สึกว่าเออมันเหมือนมันเหมือน พึ่งเห้ย get ว่าอัดทั้งหมดรวมที่ที่ที่ หลวงตาสอนมาที่หนูฟังมาประมาณ 4-5 ปี เนี่ยหนูสรุปรวมได้ทางทฤษฎีว่าอย่างง่าย ที่หนูอธิบายหลวงตาไปช่วงแรกเจ้าค่ะแต่ คราวนี้พอพ่อหลวงตามาสะกิดเรื่องเรื่องมี ตัวตนแล้วพอหนูเล่าเรื่องวัวและพ่อหลวง แปลว่าไม่มีทั้งแม่วัวไม่มีทั้งลูกกลัว มันเหมือน f มันเหมือนมันเหมือนโดนนะคะ มันเหมือนเป๊ะมันทำให้ใจถูกค่ะมันก็หลัง จากนั้นมันก็เลยสงบ รอแป๊บมันก็อธิบายไม่ถูกอ่ะนะเจ้าค่ะค่ะ แล้วพอยิ่งยิ่งชีพลุกมาอ่านของหลวงตาบัว เรื่องจิตอะไรอ่ะลูกช่วงหลังๆช่วงแรกหนู ก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่อง บ้างแต่แต่พอหลังๆมันเหมือนๆคือมันไม่ได้ เข้าใจอ่ะแต่ว่ามันเหมือนเขาถึงใจอย่าง ที่หลวงตาบอกคะมันก็เลยทำทำให้ร้องไห้ เจ้าค่ะก็เลยเข้าใจและที่ที่ลงตามอะ พยายามอธิบายมาตลอดว่ามันไม่ใช่ทฤษฎีหรือ ว่ามันไม่ใช่การปฏิบัติแต่แคบแค่เราเรา เข้าใจเปลี่ยนจากความเข้าใจผิดเป็นความ เข้าใจถูกนะคะมันก็ทำให้อ่าวิชาหายไปเจ้า ค่ะ ก็ แค่หมาสาธุ [เพลง]