220503A-1 不执着于“觉知者”,解脱生死轮回 徒: 师父,我回到寺庙向您告假,同时也来修行,因为今天是我的生日。我想我已经49岁了,剩下的时间不多了。如果因缘具足,也许未来我会一直待在这里。就我观察到的,所有发生的痛苦都来自于念头的造作,执着于“我”这个概念。这些痛苦突然就产生了,好像本来什么都没有,却突然出现了。特别是当内心有烦恼、贪欲、燥热的时候,感受非常明显。但是当我正念观察,意识到这些都是念头的造作时,过一会儿,内心的燥热感就会减轻、消失。以我的理解,我认为地狱和天堂是在当下就能看到的,它们就在我们心中,而不是在这一世或者下一世。如果内心充满烦恼,那就是内心有火在烧。但是如果我们能够观察到这些都是念头的造作,它们就会消失,内心就会变得清凉。我一直在这样观察和调整。在形式上,比如打坐等,我做得不多,但是已经减少很多了。我觉得早晚在洗澡的时候祈祷加持非常有用。就像师父说的,如果身体里有病菌,我会感觉到手掌、脚掌会痒,我也有过腹泻的经历,就像师父开示的那样。还有什么疑问吗?我认为我理解了,只是每个当下,如果陷进去了,就还是会有“我”的存在。但是,在了解了自然的真相的当下,知道这一切都是念头的造作,也就仅此而已。听师父的开示,师父只是指路的人,关键在于我们自己能观察到什么程度。现在我知道,“我”的存在还是有的,只是有时候愚痴,有时候又变得明智。当愚痴的时候,执着于任何事物为“我”、“我的”,就会导致痛苦。但是在认识到念头造作的当下,知道它们生起后就会灭去,即使有痛苦,也不会那么痛苦,不会持续很久。师父有什么要指点的吗? 师: 我们所有众生的本性都是“觉知”。觉知,或者我们称之为“本心”、“本觉”、“本来的觉知”,这些都只是假名的称谓。但这是本来的、真实的、觉知的本性,其中没有任何显现,没有任何事物显现。在本性中,没有任何显现,包括没有任何念头、行为、状态、感受、思想、情绪显现。然后,开始有觉知的“行为”出现,于是就有了思想、造作,并执着于“我”、“我的”。“觉知”,或者“心”,或者“觉性”,或者这个“本来的觉知”,被执着为“我” 、“我的”。“我”就是这个“觉知”,“觉知”就是“我”。从宇宙最初的念头开始,就执着“觉知”。“我”就是“心”,从那时起就开始执着于光明。一旦执着,就有了“我”,就开始执取、寻求我们想要的,也就是开始执取自己,执着于自己的光明。然后逐渐发展,从一根线到今天的五蕴。本来没有众生、人、我、他,没有男女之分,就像星光一样,每颗星星都只是光,执着于自身的光明。从那时起,没有任何行为,只有没有行为的“觉知”。然后开始有行为,开始有感受、思想,我们就开始造作,执着为“我”、“我的”。从那时起一直到现在,都聚集在五蕴中。五蕴由地大组成,开始于父亲的精子,与母亲的卵子结合,像凝胶一样,是水大。地大和水大从那时起就开始结合,然后吃植物和动物的残骸(地大),喝水、呼吸空气(空间,空间也必须互相结合)。当精血结合长大到一定程度时,就会有“觉知”或者“本来的觉性”进入。这个“觉知”或者“本来的觉性”带着无明而来,执着于自身,执着于“觉知”本身。“觉知”就是“我”,“我”就是“觉知”,或者“觉知”是“我的”。并且执着于“觉知”,认为“觉知”就是“我”。当“觉知”进入任何动物的身体时,就认为那个身体是“我的”。进入鸭子的身体,就认为鸭子的身体是“我的”。恶鬼、地狱众生是“我的”。执着于这个人类的身体为“我”、“我的”。变成天神,也认为是“我”、“我的”。它既执着于自身,也执着于“心”本身,执着于“本心”、“本觉”、“本来的觉知”、“本来的觉性”。它从一开始就执着于自身。当进入任何身体时,就执着于那个身体为“我”、“我的”。最开始的时候,它是先执着于自身,“心”先执着于自身,执着于自身的“觉知”。它先执着于自身,执着为“我”、“我的”。然后,当与五蕴结合,与身体结合时,比如与“我”的身体结合,在这一世,它与五蕴结合成为人,我们就称之为“人”,它就执着于这个人的身体为“我”。它执着了两次:一次是执着于自身,“心”执着于自身;另一次是执着于五蕴,执着于身体和感受、想、行、识,这是第二次执着。然后把“心”放在自身,这是第一次执着;接着执着于五蕴,这是第二次执着;执着于母亲、父亲、兄弟姐妹、丈夫、妻子、财产、房屋等的五蕴,这是第三、第四、第五、第六次执着……一直延续下去。每一世都迷惑地经历生老病死,在痛苦中生老病死,轮回不休。在这个世界上,我们几乎做过各种各样的众生。所以我们不能轻视任何众生,因为我们也曾经是那些众生。我们做过恶鬼、饿鬼、地狱众生,做过天神……我们做过很多很多。我们的骨头堆积起来像山一样高。众生因为痛苦而流下的眼泪,如果汇集起来,比四大洋的海水还要多。众生只有痛苦,却不知道什么是真正的快乐,以为不痛苦就是快乐。但事实上,痛苦是常伴自身的,伴随着“心”一直存在。众生流下的眼泪,如果汇集起来,就像四大洋的海水一样多。众生死死生生,只有痛苦生起,只有痛苦存在,只有痛苦灭去。除了痛苦,没有其他事物生起,除了痛苦,没有其他事物存在,除了痛苦,没有其他事物灭去。只有痛苦在轮回。 现在,活在痛苦中,每一世的思想、言语、行为都随着业力而转,有时是恶业,有时是善业,就这样轮回。做恶业,就会遭受恶报,不需要有人审判,这是自然法则。只要有恶念、恶行、恶语,就会遭受恶报,从五戒开始。犯了五戒,就会遭受恶报。五戒是基础。放弃恶业,就是不犯五戒。犯了五戒,就会遭受恶报,根据所造的业,在当下的每一个瞬间,思想、言语、行为都会造作新的业。这些业不会造作到外面,而是造作在“心”中,没有人需要审判。在人类世界,有法庭审判。但是在自然的法则中,因果报应是即刻的。做恶业、恶念、恶语、恶行,就会累积成“利息”,成为即刻生效的业力。当在无明中造作时,就会有“我”的参与,在思想造作中,就会有“我”的参与。然后,在每一个当下,就会造作无明、贪欲、执着,造作业和轮回。根据念头的造作,无明为因,产生行(业);行为因,产生识(业);识(业)造作业和轮回,在“心”中造作。根据造作什么业和轮回,如果在五戒中造作,如果造作的业和轮回是恶道的,比如烦恼、贪欲很重,只有欲贪,就会像动物一样,只知道交配、吃、拉、睡、找吃的。吃、拉、睡、找吃的、交配,然后就出去找吃的,给自身和家庭。交配后,累了就睡觉。然后交配后,就出去找吃的。就这样一直循环。人类如果只知道吃、拉、睡、找吃的,吃、拉、睡、找吃的,那就是动物的业和轮回。死了以后,就会变成动物,因为活在动物的业和轮回中。在当下的每一个瞬间,“心”都会造作业和轮回。只知道吃、拉、睡、找吃的,那就是动物,和动物没有什么区别。动物也只能做到这些:吃、拉、睡、找吃的。去找食物,找植物吃,找动物吃,然后捕猎,给自己和后代。就像我们出去找工作、赚钱,养活自己和家庭,然后交配,累了就睡觉。然后就出去找工作,这是正常的,就像动物一样,没有区别。我们和动物都只知道吃、拉、睡、找吃的。我们和动物的业和轮回是一样的。我们每天都活在动物的业和轮回中。但是我们比动物更糟糕的地方是,当我们修行的时候,我们还是活在动物的业和轮回中。身体是人,但内心是动物。但是,如果身体是人,我们有十善业道可以让我们再次投生为人。每一个瞬间的思想、言语、行为,都充满十善业道,也就是布施、持戒、修行、听法、念经、拜佛、经行、禅坐。这些都是十善业道。这些充满了布施、持戒、修行的喜悦,这是善业,是殊胜的人。但是,如果我们的喜悦低于这个水平,那就是动物,只知道吃、拉、睡、找吃的。对布施没有喜悦,对持戒没有喜悦,对禅坐没有喜悦,对智慧没有喜悦,对听法没有喜悦。对十善业道没有任何喜悦,只停留在吃、拉、睡、找吃的。虽然是人,但内心是动物。我们的业和轮回是动物。业和轮回不是设定好的,而是随着业和轮回而改变的。比如,我们现在活在动物的业和轮回中,只知道吃、拉、睡、找吃的,就像动物一样,内心是人,但身体是人。我们死后,听法,但是内心造作的业和轮回是动物。但是,如果我们在当下听法,对法有喜悦,这就是殊胜的人。如果我们对布施充满喜悦,对持戒、修行、听法充满喜悦,只停留在这些基础的层面,比如听法、布施、持戒、修行,这比动物好,比那些趋向恶道的人好。但是,这可以让我们投生为天神。在那一刻,身体是人,但内心是天神,造作了天神的业和轮回。如果更进一步,除了念经、拜佛、布施、持戒,还经行、禅坐、修行,并且“心”真正进入禅定,这就更进一步,到达更高的业和轮回,从天界开始,到达更高的天界。到达忉利天以上,就是色界天。如果是无色界禅,就是无色界天。业和轮回不是固定的,而是随着每一个瞬间而改变的。当“心”是动物时,我们内心的业和轮回就是动物,作为支撑。当“心”是天神时,是天界的开始,在布施时,业和轮回就改变了,从动物变成天界的开始。然后,修禅定,得到色界禅,所有的业和轮回都改变了。那一刻,“心”就有了“天宫”,漂浮在“天宫”中,等待在色界天。然后,修无色界禅,就是无色界天。这些都在改变。但是,有时“心”又会造作恶业,变成动物。有时,恶业更重,就会变成恶鬼,或者充满贪嗔痴,就会到达嫉妒、嗔恨,到达饿鬼、恶鬼、地狱。这是因为造作了恶业,重恶业,甚至到达地狱。每一个瞬间,“心”都在改变。 现在,这些业和轮回的改变,是因为执着。执着于“心”,“心”是“我”、“我的”。然后,“心”结合五蕴,就执着于五蕴为“我”。“心”会思考,“心”会继续造作业和轮回。以“心”为“我”,当思考的时候,就会认为“我”在思考、造作。因为我们执着于“心”为“我”。当我们执着于“心”为“我”时,思考的时候,就会认为“我”在思考。思考后,就会控制五蕴,让五蕴说出来,根据思想造作恶业,比如犯了五戒,就会趋向恶道。控制五蕴去造作恶业,就会趋向恶道。思想、言语、行为都是如此。“心”记录着一切。当我们执着于“心”为“我”时,就会认为“我”在思考,“我”在造作。这是因为“心”在造作禅定。当我们执着于“心”为“我”时,就会认为“我”在修禅定,就会执着于“我”在修禅定,“我”是禅定。“心”是禅定,就会认为“心”是禅定。“我”就在禅定中,执着于禅定。执着于“心”为禅定,就会认为“我”是禅定,然后就会在思想、言语、行为中表现出禅定的特点,表现出天神、色界天的特点。但是,如果我们,“心”在十善业道中思考、造作,比如布施、持戒、拜佛、念经、听法、禅坐、经行、修止观,这些都是“心”在善业中思考、造作。当我们执着于“心”为“我”时,“心”与五蕴结合,就会控制五蕴,让嘴巴念经,念“佛陀、佛陀、佛陀……”,然后就会去经行,去禅坐,根据“心”的控制,在善业中控制。思想、言语、行为都来自于“心”。我们先执着于“心”为“我”,然后就会有很多行为,然后就会根据“心”的指令去行动。如果“心”指令去做恶业,犯五戒,就会去做。如果“心”指令去拜佛、念经、持戒、布施,就会去做。如果“心”指令去贪、嗔、痴、嫉妒、嗔恨、不满、厌恶、爱、恨、愤怒、怨恨、记仇、怀恨在心、不原谅,就会困在“心”中。因为执着于“心”为“我”,五蕴死后,还会执着于“心”为“我”。五蕴做了什么,五蕴不需要承受业报,因为它已经死了。“心”是控制五蕴去行动的,“心”必须自己承受业报。因为“心”是控制者,就像“心”是雇佣杀手的雇主。当杀手杀了人后,最终杀手死了,控制者必须承担罪责,被抓起来承担罪责。“心”必须承担罪责,因为五蕴是工具,是代替“心”工作的。“心”控制五蕴说谎、欺骗、诽谤、胡说八道,去做违反戒律的事情,比如杀生、偷盗、邪淫、饮酒、赌博、熬夜、看戏,这些都是“心”控制五蕴去做的。“心”必须承担罪责,因为“心”不会死,它会去承受业报。 无明为因,产生行(业);行为因,产生识(业),根据当下的业和轮回而改变。从恶业开始,就会造作恶业的业和轮回。下一秒,造作善业,之前造作的恶业的业和轮回就会消失,产生善业的业和轮回。然后,行善后,又做恶业,又思考、言语、行为都是恶的,之前造作的善业的业和轮回就会消失,产生新的恶业的业和轮回,在自然中等待。这些不需要有人审判。在人类世界,有人审判,但是自然的法则,因果报应是公正、纯洁、公平的。没有偏袒,没有徇私,无论地位高低,都必须承受业报。从天神、梵天、阎罗、夜叉、人类、乞丐,无论多么伟大,到动物,所有众生都平等地承受业报。这是完全公正、公平的。现在,当我们明白了这些,先执着于“心”,然后执着于“心”的思考、言语、行为,有“我”参与其中,执着于“心”,就必须承受相应的业报。如何才能解脱业力呢?因为无明为因,产生行(业);行为因,产生识(业),这是每一个瞬间业的起源,并且导致业在当下生效,在未来生效。要解脱业力,必须灭除无明。无明灭尽,以离欲为方法,达到“心”对一切事物都没有贪爱,达到本心、本觉、本来的觉知,没有形象,没有实体,没有行为,没有状态,是寂静的,这样才能解脱业力。无明灭尽,行(业)就灭尽;行(业)灭尽,识(业)就灭尽;识(业)灭尽,名色就灭尽;名色灭尽,六入、触、受、爱、取、有、生就灭尽;在每一个瞬间造作的业和轮回就灭尽;生老病死、忧悲苦恼、轮回就灭尽。所有业和轮回都灭尽,不需要再轮回,不需要再承受业报。必须灭除无明。无明就是执着于“心”本身,执着于“心”为“我”、“我的”。“心”就是“觉知”。“觉知”就是“我”是“觉知者”,“觉知者”思考、造作。如果没有“我”去执着,它可以思考,但执着者不存在;它可以觉知,因为它是“觉知”,它是“觉知者”,但它不执着于“觉知”,不执着于“我”是“觉知者”。不执着于“我”是思考者,但是有觉知和思考,但执着者不存在。现在,这完全相反了,称为“无明灭尽”。要解脱业和轮回,必须解脱“觉知”。“觉知”存在,但没有“我”去执着“觉知”为“我”、“我的”,或者“我”是“觉知者”、“思考者”。“觉知”存在,但不会认为“我”是思考者,思考是“我的”、“我”的、“我的”。在思考、言语、行为、觉知中,都可以,但根据因缘去思考、造作,不伤害自己,不让自己痛苦,不伤害他人,不让他人痛苦,不违反戒律,不违反法律,直到寿命结束,五蕴灭去。但是,不执着于“心”了,“心”就不会再执着于五蕴。因此,“心”、识就像火焰熄灭一样,与没有执着者的五蕴一起灭去。五蕴回归地、水、火、风、空,回归自然。觉知回归本来的自然状态,只有觉知,没有形象,没有实体,没有快乐,没有痛苦,没有光明,没有黑暗,没有光亮,没有黑暗。只有觉知,但没有“觉知者”的实体,是本来的自然状态,不是“我”的觉知,不是任何人的,不是众生、人、我、他。是只有觉知,但没有执着者的自然状态。这样就解脱了,解脱了业和轮回,解脱了一切。如果我们不明白这些,修行就会混乱。比如,观心,就会把“我”带进去观察,从一开始就执着于“心”为“我”。从“心”在宇宙中产生开始,就执着于“心”为“我”,“心”是“我的”。与五蕴结合,就执着于五蕴为“我”、“我的”。当去观心时,就会把“我”带进去观察,希望“我”、“心”变成什么样,比如,我们不了解“心”,希望它平静、空虚、舒适、光明。去观心,然后执着于“心”,执着于观察“心”的结果,看到“心”空虚、轻松、舒适,就执着于那种感受,认为那是“我”,喜欢空虚、轻松、舒适。因为不喜欢不空虚、不舒适,所以就厌恶不空虚、不舒适。因此,从一开始就执着,一直执着。五蕴,执着于快乐、痛苦、光明、黑暗,一直执着。要解脱执着,必须从“心”开始,放下对“心”的执着。“心”、识是造作,是行为,是轮回的,就像没有燃料的火焰一样熄灭。只有觉知,没有实体,没有执着,新的业和轮回就没有了。这是本来的觉知,是永恒的,称为涅槃。没有执着者的觉知,没有“觉知者”的实体,没有执着者的实体。觉知到这些,就灭尽了实体,灭尽了执着,没有实体,没有实体去执着任何事物为烦恼和痛苦。一切业和轮回都没有了。这一世是最后一世。内心的觉知是永恒的,因为没有行为,没有状态,称为“寂静”,是苦的终点。不知道你明白了吗? 徒: 感恩师父! --- 翻译以下佛法讲座为中文,要求: 1. 将内容整理为对话问答的形式,问问题的部分加上“徒:”,回答问题的部分加上“师:” 2. 完整翻译,不遗漏内容 3. 翻译结果输出为对话问答的形式 4. 不要包含泰语,全部翻译为中文 5. 保证翻译后的文本通顺,易读 --- 220503A-1 ไม่ยึดผู้รู้ พ้นภพชาติ [เพลง] กลับไปวัด Sky ค่ะหลวงตาก็ถือโอกาสมาลามา ปฏิบัติธรรมเนื่องในโอกาสวันเกิดเจ้าค่ะ เพราะว่าเขาคิดว่าตอนนี้ก็ 49 แล้วก็มี เวลาเหลือน้อยแล้ว ฮะก็ไม่มาอยู่ที่นี่เลย ถ้าถ้าเหตุปัจจัยได้ก็คงจะอนาคตจะค่ะค่ะ ก็เท่าที่ เท่าที่สังเกตเนี่ยก็คือเห็นเห็นว่าทุก สิ่งทุกอย่างความทุกข์ที่เกิดขึ้นน่ะมัน ก็คือมาจากจะความคิดปรุงแต่ง เต็มที่หยุดถือว่าเป็นตัวเราทั้งนั้นแล้ว มันก็เกิดมาจากอยู่ๆมันก็เกิดขึ้นมาจาก ความที่มันไม่มีอะไรอ่ะค่ะแล้วมันก็ยิ่ง ถ้าเกิดว่าตอนไหนที่ที่มันมีกิเลสตัณหามี ความเร่าร้อนในใจเจ้าค่ะมันก็คือ แต่มันก็ค่อนข้างเห็นชัดมากแต่พอพอละมัน โยนิโสได้ว่าเออเนี่ยอันนี้มันก็คือสำคัญ ปรุงแต่งสักพักเราก็จะเห็นว่ามันความเร่า ร้อนนะมันๆก็ลดลดน้อยลงแล้วมันก็ดับหายไป หาซึ่งคือเท่าที่ความรู้สึกของของของหนู นะคะหนูก็มองว่าเอ่อนรกสวรรค์เนี่ยมันๆ เห็นในปัจจุบันขณะคืออยู่มันอยู่ในใจเรา นั่นแหละไม่ใช่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าก็ คือถ้าถ้าใจเรารุ่มร้อนหรือว่าเป็นกิเลส มันก็คือมันก็คือมันมีความร้อนอยู่ข้างใน อ่ะเจ้าขาแต่ว่าพอถ้าเกิดว่าเราพี่นาได้ ว่ามันก็คือสังขารปรุงแต่ง มันก็มันก็ดับเย็น ก็พิจารณาอยู่ปรับประมาณนี้จะหาแต่ว่าว่า ในรูปแบบไม่ได้ทำเท่าไหร่แต่ว่าทำลดลงปลา หนุ่มเดอสะมะหนูมาว่ามันมีประโยชน์มากๆ พลังลงไปอธิษฐานจิตช่วงอาบน้ำเช้าเย็นค่ะ ก็ อาการที่หลวงตาบอกว่ามันถ้ามีเชื้อโรค อยู่ในร่างกายค่ะโยมก็รู้สึกว่ามันมัน เป็นเหมือนที่ที่หลวงตาบอกว่าบางทีมันจะ มีความคันยุบยิบยุบๆที่ฝามือฝ่าเท้าอะไร อย่างนี้จะพาเราก็มีอาการท้องเสียยงยงก็ God เคยมีประสบการณ์แบบแบบที่หลวงตา เทศน์เหมือนกันเจ้าค่ะมีอะไรสงสัยไหมไม่ ทำเออ ก็คิดว่าเข้าใจคิดว่าเข้าใจเจ้าค่ะแต่ เพียงแต่ว่ามันก็อยู่ที่ตัวโยงมากในแต่ละ ขนาดจีบเนี่ยถ้ามันลงไปถ้ามันลงไปมันก็ คือมีความมีตัวตนลงไปแต่ว่าขนาดจิตในที่ ที่ที่เราเข้าใจความจริงของธรรมชาติว่า มันมันก็ไม่มีอะไรคือสิ่งที่นั้นมันก็คือ สังขารปรุงแต่งมันก็มันก็ แค่นั้นเจ้าค่ะ แต่มันก็คือคือฟังธรรมหลวงตาหลวงตาก็เป็น เพียงผู้บอก แต่ก็มันก็อยู่ที่ตัวเราเองว่าเราจะ พิจารณาได้ขนาดไหนก็คือตอนเนี้ยก็รู้แหละ ว่ามันคือความมีตัวตนมันก็ยังมีอยู่แบบ เพียงแต่ว่ามัน โง่แล้วก็ฉลาดมันโง่แล้วมันก็ฉลาดประมาณ นี้ก็ค่ะถ้าทาตอนไหนที่มันโง่มันหลงไปยึด อะไรที่เป็นตัวเราเป็นของเรามันก็จะทำให้ ทุกแต่ถ้าขนาดจในที่ที่เราเห็นละว่าโอเค ที่ที่เราคิดลงแต่งเนี่ยมันคือสังขารแต่ มันก็มันเกิดขึ้นมาได้มันก็ดับไปได้มันก็ จะไม่มีคือมันถึงแม้มันจะทุกข์มันก็ทุกข์ น้อยมันไม่ทุกข์นานเจ้าค่ะค่ะหลวงตามี อะไรชี้แนะหน่อยค่ะคือ ธรรมชาติเดิมของพวกเราทั้งหมดมันเป็นธาตุ รู้ เสือผาดรู้หรือเรียกว่า หรือที่เราเรียกว่าจิตเดิมแท้หรือว่าใจ เดิมแท้หรือวิทยานะชาติเดิมแท้หรือธาตุ รู้เดิมแท้นี่เป็นชื่อปราสาทสมมติเท่า นั้นแต่คือธรรมชาติเดิมแท้ที่มีเป็น ธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติที่รู้แต่ไม่มี อะไรปรากฏไม่มีอะไรปรากฏเลยในคือธรรมชาติ เดิมอ่ะ มีเงินไม่มีอะไรประกวดรวมทั้งไม่มีไม่มี สังขารไม่มีกิริยาไม่มีอาการไม่มีความรู้ สึกนึกคิดอารมณ์อะไรที่ปรากฏ คะแล้วก็เริ่มมีกี่มี กิริยาการของรู้ขึ้นมาแล้วก็เลยมีความคิด ความปรุงแต่งและจะยึดถือเป็นเป็นเราไปตัว เรามีของเราก็ผู้รู้นี้หรือจิตนี้หรือใจ นี่หรือธาตุรู้นี่หรือปัญญานี้เป็นของเรา เป็นตัวเราเลยเรานี่คือผู้รู้นี้ผู้รู้ นี้คือตัวเราโดยยึดผู้รู้ศาสตร์รู้มัน ตั้งแต่เริ่มแรกกำเนิดคิดมาในจักรวาล ยึดว่าเรานี่แหละจิตที่คือเราแล้วก็เศษ แจ้งสว่างเศรษฐ์ฐิติมาตั้งแต่นั้นเดือนนะ เนี่ยพอยึดปุ๊บมันก็มีเราก็เลยก็เสพเสพ แสวงหาสิ่งที่เราต้องการก็คือเริ่มเสร็จ ตัวเองยึดตัวเองแล้วก็เสร็จปีติเสพแสง สว่างของตัวเองตั้งแต่นั้นมาแล้วก็ค่อยๆ พัฒนามาจะทับไปสอดเส้นเดียวมาเป็นถึง ขันธ์ 5 ในทุกวันนี้แล้วก็เดิมไม่มีหรอก ไม่มีเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มีไม่ มีเพศหญิงที่จะเพศชาย ก็เป็นเป็นแค่เหมือนกับเป็นแสงสว่างของ ดวงดาว ดีและเป็นโดนดาวแต่ละดวงแต่ละดวงแต่ละดวง แต่ก็ไม่มีเป็นไปก่อนเป็นแก่นอะไรอ่ะดาว เป็นแค่แสงสว่างแล้วก็เจ็บแต่งสว่างในตัว เองตั้งแต่นั้นมาจะไม่มีกีอากาศใดๆมีแต่ รู้ที่ไม่มีกิริยาอาการแล้วก็เริ่มมี กิริยาไก่ขึ้นมาก็เริ่มมีกิริยาการเริ่ม มีความรู้สึกนึกคิดเราก็ก็ปรุงแต่งยึดถือ เป็นตัวเราเป็นของเรา ตั้งแต่นั้นมาเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ก็มา รวมอยู่ในการ 5 มีขนาดสื่อประกอบด้วยธาตุดินธาตุอิงก็ เริ่มถ่ายสเปิร์มของพ่อ คะแล้วก็มาผสมพันธุ์กับไข่ของแม่ไข่ขึ้น เป็นเหมือนเป็นเป็นวุ้นเป็นเย็นอ่ะเป็น ธาตุน้ำและดินกับน้ำก็เริ่มประสบกัน ตั้งแต่นั้นมาแล้วก็กินซากพืชซากทราบเป็น ดินก็ไปกินน้ำกินลมกินอากาศอากาศช่องว่าง ช่องว่างก็ต้องกินกันช่องว่างแล้วก็เมื่อ ผสมกันแล้วหยดเลือดมันโตขึ้นมาหน่อยพอสม ควรแล้วเนี่ยก็จะมีธาตุรู้หรือวิชาละธาตุ ว่าเนี่ยเข้ามาเข้ามาประสงค์ตอนเนี้ย ไอ้ธาตุรู้หรือยังนะถ้าเนี่ยมันมาด้วยเอา วิชาคือความไม่รู้ความหลงอยู่ลงยึดมั่น ถือมั่นอยู่ตัวเองยึดทานดูนั่นเองว่าท่าน รู้นี้คือเราเรานี่คือธาตุรู้หรือถ้ารู้ ในของเราแล้วก็ยึด ตัวยึดถ้ารู้ยึดว่าถ้ารู้ไปเราแล้วก็เวลา ถ้ารู้เนี่ยไปอยู่ในร่างร่างสัตว์ได้จาน ก็คิดว่าล่างจะได้จากของเราก็อยู่ในลาบ เป็ดก็คิดว่าลาบเป็ดอสุรกายสัตว์นรกเป็น ของเรายึดเนี่ยรูปร่างเราที่เป็นการ มนุษย์นี่ว่าเป็นเป็นเป็นตัวเราเป็นของ เราเลิกกันเป็นเป็นเทวดาแต่ระบบดาราฉันก็ เรียกว่าเป็นตัวหลักของเรา ก็จะยึดตัวเองด้วยยึดจิตนั่นเองยึดจิต หรือยึดธาตุจิตเดิมแท้ยึดใจเดิมแท้ อาทิตย์ถ้ารู้เดิมแท้ยึดวิญญาณธาตุเดิม แท้มันก็เริ่มยึดตัวมันเองตั้งแต่แรงแล้ว ก็พอมาอยู่ในในร้านใดมันก็ก็ยึดในร่าง นั้นน่ะมาเป็นตัวเราเป็นของเรา ไอ้ต้นเก็บไว้เวลามันยืมยึดตัวเองก่อน ดิจิตัลยึดตัวเองก่อนหยุดได้ผู้รู้ในตัว มันเองมันยึดตัวมันเองก่อนยึดเป็นเราเป็น ตัวลำทองของเราก่อนแล้วเมื่อมารวมกับ ขันธ์ห้าคือร่วมกับมามารวมกับมักไปในร่าง นายประยุทธล่านั้นจะเป็นตัวเราจะได้มาใน ชาตินี้มันมาร่วมกับขันหน้าเป็นคนเนี่ย ที่เราสมควรเลือกเป็นคนแล้วไม่หยุดราชคุณ คนเนี่ยรูปนามในว่าเป็นตัวเราได้มายึดมา 2 ต่อเลยคือยึดตัวเอง 1 ยุทธกิจจิตยึดตัว มันเองหนึ่งแล้วก็มายึดขันธ์ 5 ลูกไปธนา ธัญญาต้องถามยานุรูปนามเนี่ยอีก 2 คือยึด ลุคคะหน้าอีกหนึ่งก็เป็น 2 แล้วก็เอาขัน หน้าเนี่ย ตั้งจิตไว้ที่ตัวเองหนึ่งแล้วประยุทธ์แถว หน้าเป็นสองยุคค่ะหน้าตัวเรายึดค่ะหน้า ของแม่ของพ่อของพี่น้องของสามีของภรรยา สมบัติประธานบ้านชอบด้วยกันหยุดไปรามต่อ ไปเป็นซีเป็นเป็น 3 เป็น 4 เป็นหน้าเป็น 6 7 8 ไปเรื่อยเลยเนี่ยแล้วก็ลงมาอีกนะ ทุกชาติหลงเกิดแก่เจ็บตายทุกก็แก่เจ็บตาย ทุกอยู่นะเนี่ยวนเวียนอยู่นี่แหละไปเป็น สัตว์จะได้ฉันไม่รู้กี่ประเภทแล้วในรัฐใน โลกนี้เราเป็นมาเกือบหมดและสัตว์ในจานทุก ประเภทและเราไปถูกดูถูกก็ไม่ได้หรอกเพราะ ว่าเราก็เคยเป็นสัตว์จะได้จากเหล่านั้นมา แล้วก็ไปเป็นสัตว์ได้ช้าหน่ะเป็นเปย์เป็น อสุรกายเป็นสัตว์นรกมาบทแรกเป็นยามาหมด แล้วเป็นเทวดาไปรับแบบเดินรถกรุณาเปลี่ยน ไปเยอะแยะมากองกระดูกเราเนี่ยนะเจ้าตัด ว่าคนเดียวนะกองกระดูกเราถักเป็นภูเขาเลย น้ำตาของสัตว์โลกที่มีความทุกข์เนี่ยอ่ะ ถ้าหากเหลือแต้งค์ไปมาไหลรวมกันแล้วเนี่ย มากกว่าในมหาสมุทรทั้ง ๔ มีแต่ทุกข์ทั้ง สรรพสัตว์ทั้งหลายมีแต่ทุกข์แต่ความไม่ รู้ว่าเป็นสุดที่เราเป็นสุขได้จริงๆส่ง ต่อที่มันไม่ทุกข์แต่ความจริงมันทุกข์ น้อยลงไปก็คิดว่าเป็นสุขแต่ความจริงความ ทุกข์มีประจำตนมีประกันกายไปตามจิตที่ยืน อยู่ตลอดเวลาแล้วนะน้ำตาที่แน่นอนเพราะ สัตว์โลกเนี่ยมันก็มาหลายรวมกันแล้วไม่ หายไปก็เท่ากับน้ำในท้องทะเลมหาสมุทรทั้ง 4 เนี่ย สัตว์โลกทั้งหลายเนี่ยเปลี่ยนตายเป็นเกิด มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นมีแต่ทุกข์ เท่านั้นที่ตั้งอยู่มีแต่ทุกข์เท่านั้น ที่ดับไปนอกจากทุกข์แล้วไม่มีอะไรเกิด ขึ้นนอกจากทุกข์และไม่มีไรตั้งอยู่นอกจาก ทุกข์และไม่มีอะไรดับไปพระเจ้าได้จัดไปมี แต่ทุกวนเวียนอยู่แต่ในทุก ตอนเนี้ยพื้นที่อยู่ในทุกเนี่ยการคิดการ พูดก็ทำในทุกชาติมันก็เป็นไปตามกรรม มีการชั่วบ้างกรรมดีบ้างก็วนเวียนอยู่ อย่างเงี้ยไปกรรมชั่วบ้างก็ไปรับบาปกรรม ชั่วโดยไม่ต้องมีคนพิพากษาเป็นไปตามกฎของ กฎของกรรมของธรรมชาติเมื่อไหร่ที่คิดชั่ว ทำชั่วผู้ชั่วคิดชั่วผู้กำกับผู้ชั่วทำ ชั่วก็ไปรับบาปกรรมชั่วตั้งแต่ 4 5 เป็น ต้นไปทำชั่วก็คือตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป อุ้ยอย่าเป็นพระกฐิน 227 เรียนชีก็สิน 8 อยู่ในกสิณ 10 นี้ก็ 15 นี้เป็นพื้นฐาน อย่าสละ baka ทำดับการชั่วคือผิดศีล 5 ปิติหน้าต้นไปติดหน้าเป็นต้นไปก็ก็ไปรับ บาปเคราะห์กรรมเนาะก็ไปรับบาปเคราะห์กรรม ตามกรรมที่ทำไปที่ทำไว้ในปัจจุบันขนาดดัง นั้นเปิดตัวขณะเนี่ยเด็กชื่อการเป็นอยู่ เนี่ยมันก็สร้างภพภูมิไม่ได้คิดเนี่ยะมัน ไม่ได้ไม่ทราบไปข้างนอกทราบพวกกูไม่ได้ จิตแล้วไม่มีใครต้องพิพากษานั้นในโลก มนุษย์เนี่ยหรอกจะติดถูกแล้วก็มีมีศาล พิพากษา แต่ในโลกของธรรมชาติโลกกฎแห่งกรรมนั้นมัน ได้รับผลไปทันทีเลยทำบาปกรรมชั่วคิดชั่ว ก็คิดชั่วผู้ช่วยทำชั่วมันก็สั่งสมเป็น ดอกเบี้ยทบต้นไปเป็นเป็นกรรมที่ให้ผลทัน ทีและนะเวลาพอมันปรุงแต่งไปในธรรมมี อวิชชาความไม่รู้เนี่ยวิชา อะไรคิดปรุงแต่งไปหลงคิดปรุงแต่งมีตัวเรา ก็ไปมีส่วนได้เสียในความคิดปรุงแต่งนั้น แล้วก็เริ่มลงไปคิดไปพูดไปกระทำในทุก กระดาษมันก็สร้างอวิชาตันเอาประธานสร้าง ภพชาติกันในปัจจุบันค่ะนาแล้วแต่ว่ามันจะ คิดปรุงแต่งเป็นอวิชชาเป็นปัจจัยเกิด สังขารกรรมสังขารกรรมเป็นปัจจัยเกิด วิญญาณกรรมวิญญาณกรรมก็สร้างภพภูมิก็ไปใน จิตแล้วแต่ว่าจะทราบควบคุมอะไรก็ไม่ได้ คิดในประโยชน์ค่ะหน้าเนี่ยถ้ามันทราบ ภพภูมิจะเป็นสัตว์เดรัจฉานเช่นกิเลสหนา ตัณหาจัดมีแต่กามะตัณหาเนี่ยประวัติสโตย ฉายมันก็มีแต่ผสมพันธุ์กินขี้ปี้นอนหา อยู่หากินกินขี้ปี้นอนหาอยู่หากินผสม พันธุ์เสร็จแล้วมันก็ไปออกหากินแล้วเอามา ให้เขาให้แก่ตัวเองแล้วครอบครัวแล้วก็ เมื่อผสมพันธุ์แล้วก็นอนเหนื่อยแล้วก็ หลับไปแล้วก็ผสมพันธุ์เสร็จก็ไปหากินแล้ว ก็มาอยู่วันเนี้ยจะได้มนุษย์ทั้งหลายที่ อยู่กินขี้ปี้นอนหาอยู่หากินกินขี้ปี้นอน ไหนอยู่ข้างกินก็คือภพของสัตว์จะได้สาร ตายไปก็เป็นสัตว์เดรัจฉานเพราะว่ามันอยู่ ในภพของสัตว์โดยสารได้นะเนี่ยมันสร้าง สร้างพบกันได้จิตนี่ในปัจจุบันขนาดนั้นก็ กินขี้ปี้นอนหาอยู่หากินอยู่แค่นี้นะมัน ก็คือสัตว์ได้สารดีๆเนี่ยไม่ต่างกันก็จะ ได้ฉันก็ทำได้แค่เนี้ยกินขี้ปี้นอนหาอยู่ หากินไปหาอาหารมาหาอะไรกินมาอ่ากินพูดกับ พืชมาไปกินหมาไปมั้ยอะไรกิน in สักก็ไป ล่ามาให้ตัวเองให้ลูกหลานเราเหมือนกันเอา ไปออกไปประมาหากินหาเงินมาเลี้ยงตัวเอง ครอบครัวแล้วก็มาผสมพันธุ์เหนื่อยเปิดก็ นอนไปกินเองก็ไปทำมาหากินอะไรเนี่ยก็เป็น เรื่องปกติของเหมือนกษัตริย์โดยสารไม่ ต่างกันเดินเรากับใจฉานนี่มันก็กินขี้ปี้ นอนไหนอยู่อ่ากินแค่นี้ก็ก็ไม่ต่างสอบ เสร็จช้านั้นพบในจิตเราเนี่ยพบของสัตว์ เดรัจฉานกับเราเนี่ยมันก็ก็เป็นอันมากและ ในที่เราอยู่ทุกวันเนี่ยมันก็คืออยู่ในภพ ของสัตว์ได้ฉายก็เป็นส่วนใหญ่แต่เราแย่ กว่าจะได้ฉานตอนที่ถูกปฏิบัตินั้นเราก็ คืออยู่ในพวกมันสัตว์เดรัจฉานมันเป็น มนุษย์ร่างกายเป็นรู้แต่ใจในพิจตรจะได้ สารแต่ถ้าราคากลายเป็นมนุษย์เนี่ยการเป็น มนุษย์แต่เราเนี่ยมีแต่อุ่นและกรรมบถ ๑๐ ที่จะเรียนกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง หนึ่งได้ทุกกระจกขณะการคิดการพูดการกระทำ ของเราเนี่ยมันอิ่มเอิบใจไปด้วย กุศลกรรมบถ 10 คือตั้งแต่ให้ทานรักษาศีล ภาวนาฟังธรรมสวดมนต์ไหว้พระเดินจงกรมนั่ง สมาธิเนี่ยเราก็เป็นกุศลกรรมบถ 10 เนี่ย อันนี้แหละมีความไปอยู่เลยอิ่มเอิบในทาน ศีลภาวนาเนี่ยมันก็เป็นบุญกุศลฝ่ายที่ เป็นมีความไปอยู่เป็นมนุษย์ประเสริฐเนี่ย แต่ถ้าเรามีความไปอยู่ที่ต่ำกว่านี้ลงมา นั่นก็เป็นสัตว์จะได้สารเกิดกินขี้ปี้นอน หาอยู่หากินทานแล้วก็ไม่มีก็อิ่มเอิบใน ทาน ศีลกับไม่มีกองอยู่แบบในสีก็เพราะวนา สมาธิก็มีความเปิดในการภาวนาทำหน้าที่ ปัญญาก็มีความเดือดในขัดในด้านปัญญา แล้วก็ฟังธรรมก็ไม่มีความอิ่มเอิบไม่ได้ การฟังธรรมพูดละกันหมด 10 แล้วไม่มีความ เปรี้ยวถึงใจเลยมันก็มีก็ไม่อยู่แค่แก้ กินขี้ปี้นอนหาอยู่อ่ากินได้นั้นกลายเป็น มนุษย์แต่ใจกับแต่ข้างในเป็นสัตว์ เดรัจฉานและภพภูมิเราคือใส่ในศาลจะน่ะมัน พวกกูไม่ได้ไปตั้งค่าไวหรอกมันเปลี่ยนไป ตามพวกภูมิเช่นพระภูมิขณะนี้เราพบผู้ก่อน หน้านี้เรากินขี้ปี้นอนหาอยู่หากินเหมือน จัดโดยสารข้างในอ่ะเป็นคนแต่ข้างในขั้น กล้ามเนื้อที่เป็นคนอย่างมันจัดมันก็จะ ต้องตายหน้าเปิดหูฟังแต่ภพภูมิที่สร้าง ไว้ข้างในเนี่ยมันคือสัตว์จะได้สาร แต่ถ้าเราอ่ะแต่ในปัจจุบันที่เรามานั่ง ส่องธรรมมีความอิ่มเอิบในธรรม ตู้เย็นนี้พวกผมก็เป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ ตอนเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐ แต่ถ้าเราอิ่มเอิมในคาน เต็มอิ่มเอิบในทานศีลภาวนาเนี่ยในในการ ฟังธรรมอิ่มเอิมแต่ในแค่เบื้องต้นเนี้ย คือน้องทำบ้านฟังธรรมบ้างให้ทานบ้างรักษา ศิลบ้างบ้างบ้างเนี้ยแต่ไม่ได้ดีกว่า สัตว์เดรัจฉานดีกว่ามนุษย์ที่ที่ใฝ่ ทุคคติ แต่มันก็ได้ไปเพื่อเป็นเทวดา จิตใจขนาดนั้นกลายเป็นมนุษย์แต่เป็นเทวดา ภายในก็ทราบภูมิเป็นเทวดาไว้แต่ถ้าถึง ขั้นซำสูงขึ้นไปคือนอกจากสวดมนต์ไหว้พระ ไอ้ทานรักษาศีลแล้วก็ยังเดินจงกรมนั่ง สมาธิภาวนาจิตอีกแล้วก็จิตเป็นสมาธิจริงๆ อันนี้ก็สูงขึ้นไปจนถึงกันภพภูมิที่สูง ขึ้นไปตั้งแต่สวรรค์ที่เทวโลกได้ไปเที่ยว โลกขึ้นสูงขึ้นไปแต่สวรรค์ชั้นดุสิตขึ้น ไปแล้วก็จะเป็นธาตุจิตใบรวมเป็นชาเลยก็ เป็นรูปประพรมและก็ถ้าเป็นอานุประชาก็ เป็นอะนุปะพรม อ่ะดานะดับภพภูมิมันไม่ได้อยู่มันไม่ได้ ตายตัวมันหยุดเป็นขนาดที่เราเปลี่ยนไป ตลาดจิตที่เป็นสัตว์โดยศาลพระภูมิในใจเรา ก็จะได้ 3 เป็นรองรับไว้ขนาดจิตนี่เป็น สวรรค์เป็นเที่ยวโลกเบื้องต้นในการให้ทาน ภพภูมิก็เปลี่ยนไปตายจากสัตว์ในฉานก็มา เป็นภพภูมิที่เป็นสวัสดิ์เบื้องต้นต่อมา ทำฌานได้รูปประชานได้ภพภูมิทั้งหมดก็ เปลี่ยนไปขนาดจิตด้านก็ไปมีวิมานลอยรอ อยู่ในวิมานทิพย์รออยู่ในโลกของฉันรูปพรม แล้วก็ทำเอารูปประชานได้ก็เป็นอะนุปะพรม เนี่ยมันก็เปลี่ยนไปแต่บางขนาดจิตกับไป บาปกรรมชั่วก็เป็นสัตว์ในฉานแต่บางกระดาษ จิตอาจจะบาปกรรมหนักลดไปอีกก็ไปเป็น อสุรกายหรือมีความโลกโลภโมโทสันก็ไปถึง นู่นนะกดแก้นะครับพยาบาทไปถึงเป็ดอสุรกาย สัตว์นรกเลยตอนนี้ก็ตอนนี้ถึงขั้นทำบาป กรรมชั่วบาปกรรมหนักพีซีน่าไปรุ่นจะไปถึง 1 สเต็กจะถึงสัตว์นรกเลยบักขนาดจิตและ นั้น ถ้ามึงจะเปลี่ยนไปตามขนาดจิตเนี่ยตอน เนี้ยไอ้พวกโทรที่เปลี่ยนไปก็คือความเข้า ไปยึดมั่นถือบ้านยึดบ้านถึงบ้านคือ ยึดจิตตะก่อนยึดติดเนี่ยไปตัวหลักของเรา ก่อนและประกิตเนี่ยรวมค่ะหน้าก็ยึดเอา ข้างหน้าเนี่ยเป็นตัวเราแล้วก็ตัวเรา เนี่ย จิตมันก็คิดเนี่ยจิ้มก็คิดถึงต่อปรุงแต่ง ภพวิจิตรเป็นตัวเรานี่เวลาคิดถึงตอนมึง แต่งมึงก็ตัวเราเนี่ยเป็นผู้คิดถึงต่อ ปรุงแต่งเพราะว่าเรายึดเป็นตัวเรา จะเปิดพอยึดที่ตัวเราเนี่ยมันก็เวลาคลิป มันก็ตัวเราเด่นคนคิดเพราะคิดเสร็จแล้วก็ บังคับไม่ขันหน้าเนี่ยมันพูดออกมาพูดไป ตามความคิดสร้างบาปกรรมพี่ชิน 5 มันก็ไปฝ่ายบาปกรรมชั่วแล้วก็บังคับไปฮัก ค่ะหน้าเนี่ยไปกระทำบาปกรรมชั่วก็ไปใน ฝ่ายอบายไปฝ่ายอบายฤทธิ์ในการคิดการผู้ กระทำจะได้กิจเทียบบันทึกเมื่อเรายึดถือ ติดตัวเราจะไปคิดมากับตัวเรานั้นเป็นคน คิดตัวเราเป็นคนปรุงแต่งตัวนี่มันก็จิต เป็นปรุงแต่งเป็นฌานปรุงแต่งเป็นฌานเมื่อ เราชื่อถือจิตเนี่ยเป็นตัวเราเมื่อเป็นชา เราก็คิดว่าเรานี่แหละเราก็ยึดถือว่า เมื่อเราถือจิตเป็นฌานเราก็จะเห็นว่านี่ แหละเรานี่แหละชาติเราก็เป็นเราเป็นฌาน จิตของเราเป็นฌานก็เล่นเธอจิตของเราเป็น ฌานก็เนี้ยมันก็มีเราผสมอยู่ในฌานแล้วยึด ถือฉันนึกถึงจิตเป็นฌานก็จะไปจ่ายเราก็จะ ถือว่าเรานี่หน้าที่ของเราเป็นฌานแล้วก็ ยืนยันในการคิดการพูดเขาก็ทำอะไรแล้วก็ก็ ออกไปในลักษณะของฉันของของของเทวดาเขารู้ ปะพรม เนี่ยแต่ถ้าเราเนี่ยจิ้มเป็นคิดปรุงแต่ง ในทำกูธุรกรรมมาบด 10 รักไทยท้ายรักษาศีล ไหว้พระสวดมนต์ฟังธรรม นั่งสมาธิเดินจงกรมประพฤติปฏิบัติสมถ กรรมฐานวัฒนากรรมฐานเนี่ย อันเนี้ยจิตเป็นคิดก่อนมาเก็บตกแต่งในทาง ฝ่ายไปกูจะแล้วกลับมาติดไฟบุญกุศลและ เมื่อเรายึดถือจิตเป็นตัวเราตั้งแต่แรก แล้วก็ติดมารวมกัน 5 มันก็บังคับให้ค่ะ หน้าเนี่ยปากก็พูดออกมาซ่อมสวดมนต์มาสวด มนต์บริกรรมพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธ พุทโธพุทโธมาแล้วก็ไปกระทำเลยจมออกเป็น การเดินจงกรมไปนั่งสมาธิตามที่ที่จิตกับ วงการแต่บงการไปในฝันใฝ่ไฟบุญกุศลเดินการ ขี้กลางพวกการสำเร็จเนี่ยในการพูดในการ กระทำมันมาจากอิฐก่อนรอยึดจิตเป็นตัวเรา ก่อนเดินมาเยอะถือจิตเป็นตัวลำตัวจิตผู้ กระทำจากการได้มีอะไรแล้วก็ทำตามนั้นสั่ง ให้ไปทำบาปกรรมชั่วปวดแต่ปี 15 ก็ไปทำสิ หน้า สั่งให้ไปไหว้พระสวดมนต์รักษาศีลในทานไม่ ประดาก็ไปทำตามนั้นแหละแล้วก็สั่งให้ไป รับไปช่างไปเกียจไปกดไปช้าริษยาเป็นเค้า จะไม่พอใจก็เกลียดจริงรักจริงกดยิงแค้น จริงครั้งเขื่อนแค้นเคืองข้างขาผูกใจเจ็บ อาฆาตพยาบาทจริงๆไม่ยอมให้อภัยเลยติดอยู่ ในจิตจะได้เมื่อมันโดนยึดจิตได้เป็นตัว เราเพราะขันธ์ห้าเนี่ยมันตายแล้วแต่ยัง ยึดเป็นตัวเราแล้วนะเนี่ยเวลาขัดหน้ามัน ทำอะไรน่ะขันธ์ห้ามันไม่ต้องรับบาป เคราะห์กรรมเพราะมันตายแล้วไงแต่จิตเนี่ย เป็นคนบงการให้หันหน้าไปกระทำจิตมันต้อง รับกรรมเองเพราะว่าจะเป็นตัวบการเหมือน จิตเป็นจิตเป็นผู้ว่าจ้างมือปืนรับจ้าง มีแต่พอมือปืนรับจ้างไปฆ่าเขาตายแล้วสุด ท้ายมือปืนรับจ้างตาย ตัวผู้บงการเนี่ยก็ต้องรับโทษทัณฑ์ไปโดย จับได้รับโทษกันไปแต่แนะให้จิตเนี่ยมัน ต้องรับโทษกันไปเพราะว่าคัน 5 เป็นตัว ปุ๊บตัวที่ไปทำงานแทนจิตจิตมันบังคับให้ ขาดหน้าพูดผิดศิลธรรมพูดเท็จพูดโกหกพูด เปิดพูดหลอกลวงพูดเพ้อเจ้อไปกระทำผิดศิล ธรรมตั้งแต่ค่าตัดชีวิตฆ่าคนอื่นแล้วก็ รักทรัพย์ลักวิ่งชิงปล้นเอาทรัพย์คนอื่น โดยไม่ชอบไปประพฤติผิดๆสามีภรรยาครับเป็น ชู้กับสามีพญาคนอื่นแล้วก็ไปไอ้ผิดศีล 5 ข้อ 5 คือดื่มสุรายาเสพติดเล่นกลับไปนาน เทียบกลางคืนดูการละเล่นไปแล้วนะไอ้จิต เนี่ยมันบงการให้ขันธ์ห้าเนี่ยไปกระทำ ความผิดจะได้เพื่อค่ะหน้ามันตายจิตต้อง รับโทษก็กลับเพราะว่าจีบมันไม่ตายมันก็ไป รับโทษบาปเคราะห์กรรม พี่ตาลดันรณัฐเอาวิชาเป็นปัจจัยเกิด สังขารกรรมสังขารการเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณ กรรมก็ไปตามภพภูมิในจิตขณะปัจจุบัน เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปพบปูนพอจากกรรมชั่วก็ ทราบภพภูมิกรรมชั่วรอไว้และพบเพราะวินาที ถัดมาสร้างกรรมดีก็ไอ้ภพภูมิที่กรรมชั่ว ที่สร้างรอไว้กับตายไปแล้วก็เกิดภพภูมิ ที่เป็นฝ่ายบุ๊คก็ส่วนมารอใหม่แล้วก็ขณะ บุคคลส่วนเสร็จแล้วทำการช่วยอีกก็ไปคิด ช่วยผู้ช่วยทำชั่วไอ้ภูมิที่สร้างไว้เป็น ไปกรรมดีก็ตายไปดับไปก็เป็นทราบภพภูมิ ใหม่ในจิตเป็นไปรอไว้ในธรรมชาติเนี่ย เบิร์ดอันนี้มันไม่ต้องมีค่ะพี่ว่าสาร นั้นโลกมนุษย์มีพวกรักษาพิพากษาแต่กฏแห่ง กรรมของธรรมชาติเที่ยงธรรมบริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการลำเลียงไม่มีการไม่เห็นแก่พวก พ้องไม่ว่าไม่ว่าด้านนายทั้งหมดต้องรับผล ของกรรมวันตั้งแต่เทียบเทวดาอินทร์พรหมยม ยักษ์นะคุณมนุษย์คนทานไม่ว่ายิ่งใหญ่ปาน ใดจนถึงอยากจบจนถึงสัปดาห์จ๋านสรรพสัตว์ ทั้งหลายรับผลกรรมมีอาการเท่าเทียมกัน เท่าเทียมกันโดยดูระยะภาพเนี่ยเทียบตรงไป สุดยุติธรรม แต่ตอนนี้เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ว่าโอ๋พ่อ ยึดจิตมาก่อนแล้วก็ยึดจิตเขาคิดแล้วก็พูด เขาก็ทำมันมีตัวเราเข้าไปผสมในการยึดจิต ได้แล้วมันก็ต้องรับผลของกรรมตามนั้น จะพ้นกรรมได้อย่างไรจะพ้นกรรมครับเพราะ ว่าเอาวิชาเป็นปัจจัยเกิดสังขารกรรม สังขารกรรมเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณคำนี่คือ กำเนิดของกรรมทุกประจำขนาดแล้วก็ทำให้ บริกรรมที่เป็นไปตั้งแต่ดีสมผลในปัจจุบัน กรรมในปัจจุบันส่งของเป็นอานาคตจะพ้นกรรม ได้ก็ต้องซินะวิชาเอาวิชายัต Away วะอะเส สะวิราคะที่โลตัสอ่างการณีโลโซสาระโดตา วิญญาณหน้าที่โลโทรวิชานั้นเร็วทานามะรู ปทีโลโซก็เพราะว่าจะสิ้นกรรมได้ค่ะเพราะ เอาวิชาดับไปด้วยวิราคะทำคือใจหมดอย่าง เหนียวทุกสรรพสิ่ง เข้าถึงใจเดิมจิตเดิมแท้ถ้ารู้แท้ที่ไม่ มีรูปลักษณ์ไม่มีตัวตนไม่มีไม่มีกิริยา ไม่มีอาการเป็ดอัคนียาซึ่งจะพ้นจากกรรม ได้อ่ะอยากเป็นเอ้าวิชายัต Away วะอะเสสะ วิราคะที่เราตาสั้นการณีโลโซเพราะว่าวิชา เป็นปัจจัยเอาวิชาดับไปเพราะวิราคาทำเวลา ครั้งถามใจหยดหมดอย่างเหนียวต่อสังขารระ ทำและวิสาละทำ แล้วก็ เนื้อหาวิชาดับไปสถานกรรมก็เลยดับไฟเพราะ ต้องการกรรมดับไฟวิญญาณกรรมระดับไปวิญญาณ กรรมดับไฟนามรูปก็เลยดับนามรูปดับสฬายตนะ ผัสสะเวทนาตัณหาอุปทานภพชาติเนี่ยพบที่ สร้างไว้แต่ละพบในขณะกิจก็ดับภพชาติชรา มรณะทุกข์โศกเศร้าเสียใจคับแค้นใจการ เรียนว่ายตายเกิดดับพร้อม จะดับตามทั้งหมดดับภพชาติทั้งหมดผลการทด ชาติทั้งหมดไม่ต้องไปเรียนว่ายตายเกิด ต้องรับผลกรรมต่อไปก็ต้องเอาวิชาที่น่า วิชาคือสิ่งที่ถือจิตนั่นเองสิ้นยึดถือ จิตเป็นเราเป็นตัวเราของเราจิตก็คือผู้ รู้นะเนี่ยผู้รู้ในคือจิตผู้รู้ว่าเรา เป็นผู้รู้ผู้รู้ผู้คิดผู้ติดต่อผู้อื่น แต่งผู้รู้ผู้คิดผู้ติดต่อผู้แต่งเนี่ย ไม่มีตัวเราเข้าไปยึดถือมันก็คิดได้แต่ ผู้จะถึงไม่มีมันก็รู้ได้เพราะว่าเป็น ธาตุรู้มันเป็นผู้รู้แต่คิดมันเป็นผู้รู้ แต่ไม่ยึดถือจิตไปยึดถือว่าเราเป็นผู้รู้ ไม่ยึดถือว่าเราเป็นผู้คิด แต่มันก็มีแตกรู้และคิดแต่ผู้ยึดถือไม่มี ตอนเนี้ยมันก็คนกลับเลยเรียกว่าที่ไหน วิชาเอาวิชายัต Away ว่าเสสะวิราคะที่ โลตัสอัครณีโลโซด้านนะเนี่ยจะวนกำพล ภพชาติประกาศเป็นได้ตายเกิดได้ก็คือต้อง พ้นจากผู้รู้มีอยู่แต่ไม่มีมายึดผู้รู้ เป็นตัวเราของเราหรือเราเป็นผู้รู้ผู้คิด นี่อยู่แต่ไปคิดว่าเราเป็นผู้คิดคิดเป็น ของเราเป็นตัวเราเป็นของเราได้นะเนี่ยใน การคิดการพูดกับคำในการรู้ก็ได้แต่รู้ได้ แต่คิดในใต้ตึกสอบตกแต่งไปตามเหตุปัจจัย ที่ไม่ได้เบียดเบียนตนเองเข้าไปทุกข์ เดือดร้อนไม่เบียดเบียนผู้อื่นได้เป็น ทุกข์ร้อนไม่ผิดศีลธรรมให้เป็นกฎหมาย เพื่อใช้ไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัยกันตั้ง หลายก็ดับไปแต่มันไม่รู้พูดยึดกิจจะแล้ว มันก็จิตมันก็ไม่มายึดคานให้ต่อไปแล้วดัง นั้นเนี่ยจิตวิญญาณก็ดับไปเหมือนเปลวไฟ สิ้นเชื้อพร้อมกับคันหน้าที่ไม่มีผู้ยึด ก็ตัดดับแล้วก็ตายหน้าเปิดหูฟังกลับคืน สู่ธาตุดินน้ำลมไฟมีอากาศธาตุก็คืนสู่ ธรรมชาติไปส่วนธาตุรู้ก็ไปสู่ธรรมชาติ เดิมคือได้แต่รู้ที่มีรูปลักษณ์ไม่ไม่ ปรากฏรูปลักษณ์ไม่มีตัวตนไม่มีไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ไม่มีผ่องใสไม่มีเศร้าหมองไม่ มีแสงสว่างไม่มีมืดมีแต่รู้แต่ไม่ปรากฏ ตัวตนของผู้รู้เป็นธรรมชาติเดิมไม่เป็น ไม่ได้เป็นตัวเรารู้หรือไม่รู้นั้นไม่ได้ ของใครไม่เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาเป็น ธรรมชาติที่ได้จะรู้แต่ไม่มีผู้ยึด ได้แน่นจึงคนไปจึงคนจับภพชาติคนจัดการ อยู่ทั้งปวงเนี่ยเดทผลทั้งหมดแบบนี้ก็เรา ไม่เข้าใจอย่างนี้เวลาการปฏิบัติมันก็จะ มั่วมั่วไรอย่างเพื่อดูจิตมันก็ดูจิตก็ เอาตัวเราไปดูพร้อมยึดเป็นตุ่มอายุกิจ เป็นตัวเราตั้งแต่แรกและยึดแต่จิตหรือผู้ รู้เป็นตัวเราตั้งแต่กำเนิดกิจมาใน จักรวาลก็ยึดติดในตัวเราว่าจิตที่เป็นของ เราก็ไปร่วมขันหน้ากันยึดก็ค่ะหน้านี้ เป็นตัวเราเป็นของเราเวลาไปดูจิตก็มันก็ เอาตัวเราไปดูจิตอยากให้ตัวเราเนี่ยอ่ะอา กิจอยากให้ตัวเราเป็นเป็นยังไงอ่ะเช่นเรา ไม่รู้จิตแล้วเราคาดหมายว่าอยากให้สงบ อยากให้ว่างเปล่าอยากให้เราสบายอยากให้ สว่างก็ไปดูจิตแล้วก็เรายึดยึดติดและยึด ผลที่เกิดจากผลที่จะตามมาจากการไปดูดู เห็นจิตว่ามันว่าโปร่งเบาสบายก็ประยุทธ์ อารมณ์ไปอารมณ์นั้นเองว่ามันเป็นเรา ชอบร่มโปร่งเบาสบายเพราะไม่โลกพบว่าสบาย ก็รังเกียจที่เราพักใสดังนั้นเนี่ยมันยึด มาเป็นเริ่มกันได้นะมันยึดตลอดสายเลย กันหน้าเย็บเป็นธนาสุขทุกข์ของสาย เศร้าหมองมันก็ยึดตลอดสายเลย ได้เวลามายึดถึงก็ต้องไปที่ตั้งแต่จิตเลย จะหยุดจิปโปยึดจิตพบจิตวิญญาณนั้นก็ที่ เป็นเป็นตัวปรุงแต่งที่เป็นกริยาที่ไป เรียนว่ายตายเกิดก็ดับไปเหมือนดั่งไฟที่ เชื้อไม่เหลือแต่รู้ว่าแบบนี้ที่ตัวตน แล้วที่ยึดแล้วภพชาติใหม่ไม่มีความรู้อัน นี้เป็นความรู้เดิมของผ้าเดิมเป็นอมตะ เรียกว่านิพพานธาตุความรู้ที่ไม่มีผู้ยึด ไม่มีตัวตนของผู้รู้ไม่มีตัวตนของผู้ยึด เนี่ยที่รู้อะไรเธอก็รู้ว่าแบบนี้สิ้นตัว ตนสิ้นลงยึดบ้านหรือแม่เป็นตัวเป็นตนเป็น ตัวเราไปของเราสิ้นตัวตนและก็ไม่มีตัวตน ประยุทธ์อะไรให้เป็นกิเลสและความทุกภพ ชาติทั้งหลายก็ไม่มี ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ความรู้แก่ใจอันนี้เป็นอมตะเพราะว่าไม่มี กิริยาไม่มีอาการเรียกว่าอัคนียาเป็นที่ สุดแห่งทุกข์ ไม่ทราบจะเข้าใจไหม ครับกับสาธุเจ้าค่ะอ่ะ [เพลง] t t --- 以上的泰语,根据最开始的要求,全部翻译为中文