221205A-1 觉知心无我 (娜丽内) 第一部分 徒: 您好,您今天的讲座主题是“无我之觉知心”,能先请您介绍一下自己吗? 师: 我叫 Narinee,今年已经80岁了。很久以前就开始修行佛法,但因为年纪大了,现在身体不太好。 徒: 您看起来不像80岁呢!请问您能分享一下您的修行经历,作为给世人的佛法布施吗?全世界的人都可以从您的经历中学习。 师: 好的。我会讲述我修行的真实经历。我的儿子说,我每次讲的都一样,因为这些体验都是发自我内心的,不是从书上读来的。 徒: 请您详细说说您的修行过程,您是如何理解、如何看见、如何修行的? 师: 当初,我的侄女邀请我去参加一个为期7天8夜的禅修营。在禅修的第三天,我们被要求不能向窗外看,也不能与人交谈。我当时不小心看向窗外,看到一棵很美的树,心想如果这棵树在我家花园里就好了。这时,我的内心有个声音告诉我:“你把心放出去了。”我以前从未读过佛经,也不知道“把心放出去”是什么意思。然后,那个声音又说:“这是觉知心在告诉你。”我当时想,哦,这就是觉知心吗? 徒: 然后呢? 师: 后来,在禅修营的某一天,我记不清具体是哪一天了。组织者让学员们上台分享自己的体验。我记得当时有人说,打坐后感觉自己的一只手消失了。我当时还在想,这是在表演魔术吗?打坐还能让手消失?但我也没多想。后来几天,有一天下午,我在打坐时非常困倦,于是就起来经行。走着走着,我还是非常困,这时突然感觉像有一股电流从脚底窜到头顶,我一下子就清醒了,不再困倦,然后继续经行。 徒: 禅修结束后呢? 师: 结束了7天8夜的禅修后,我回到家,洗漱完毕,通常我会看电视,但那天我心想,我已经知道了打坐的方法,不如试一试。于是,我就按照禅修营里教的方法,先经行、念诵,然后再打坐。 徒: 打坐后感觉如何? 师: 打坐后,我感觉很累,就躺在一堆毯子上休息。这时,我的内心有个声音告诉我:“看看你现在在想什么。”我观察自己的内心,发现我什么都没想,内心一片空白。 徒: 然后呢? 师: 然后,当我快要睡着的时候,突然感觉到内心在微笑,觉知心告诉我:“这是内心的微笑。”我当时很惊讶,心想,为什么会有内心的微笑?我用手摸了摸自己的脸,发现脸上并没有在笑,但内心却在微笑。 徒: 您还经历了什么? 师: 后来,我打坐时,身体会变得非常僵硬,想动也动不了,像是变成了石头一样。有一次打坐时,我感到胸口非常闷,呼吸困难,感觉快要窒息了。但我没有起来,只是继续观察,想知道为什么会这样。当这种感觉越来越强烈时,我内心突然冒出一句话:“色身、感受、思想、行为、意识都是苦、无常、无我的。”然后,我的内心就分离出来了,变得非常明亮。 徒: 这种体验持续了吗? 师: 这种体验经常发生。晚上睡觉时,即使没有打坐,我也会看到自己死后身体肿胀的样子。我把这些告诉我的孩子们,他们当时正在看电视。我只是躺在那里,这些景象就出现了。但我从未读过佛经,也不知道这是怎么回事。我感到很困扰,因为经常看到自己死后的样子。 徒: 您有没有向其他人请教过? 师: 有一次,我的女儿去参加了一个佛法课程,课程的老师是Luang Por Sujin。我当时正好有很多熟透了的菠萝蜜,就想送一些给女儿,让她带去课程上分享。当我把菠萝蜜放下准备离开时,女儿出来告诉我:“妈妈,你去和Luang Por Sujin聊聊吧,他讲的内容和你说的内心的微笑一模一样。” 徒: 您和Luang Por Sujin说了什么? 师: 我去拜见了Luang Por Sujin,他问我有没有打坐,我说有。他问我打坐时有什么感觉,我就把我的经历告诉了他。他说:“你能打坐到这种程度,为什么不去拜见Luang Pu Doon?为什么不去请教老师?”我说我一直忙于做生意、照顾孩子,没有时间,而且我也不懂打坐。后来,我把我的经历告诉了Siri女士。 徒: Siri女士怎么说? 师: Siri女士问我用什么方法修行,我说我用的是她教的方法:观察身体的起伏、移动。她听了我的描述后说,如果用这种方法修行,怎么会看到不净观的景象呢?她说我的经历很像Luang Por Putthani在坟场修不净观的经历。当时,旁边有一些学员听到后说,这太可怕了,打坐竟然会看到人死后的样子,他们不敢打坐了。Siri女士说,不是每个人都会看到一样的景象,能看到这种景象也很难得。 徒: 您是怎么理解您看到的景象的? 师: 当时我虽然用Siri女士教的方法,但当胸口闷痛、感觉快要窒息时,我内心自然而然地念起了“Buddho, Buddho”(佛陀,佛陀),尽管我之前从未念过。念“Buddho, Buddho”后,感觉就像是在坟场修行的僧人一样。从那以后,我就一直念“Buddho, Buddho”。 徒: 您还经历了什么? 师: 在那7天8夜的禅修期间,当我念“Buddho, Buddho”时,觉知心会从身体中分离出来,然后会有一个非常明亮的光球出现在我面前。当我的心靠近这个光球时,它会带着我进入一个黑暗的洞穴。这时,我想起了Siri女士的教导,她说如果看到什么景象,就念“看到,看到”,然后把心收回来。我看到光球要带我进去,就想起了Siri女士的话,把心收了回来,光球就消失了。当我睁开眼睛,光球就不见了,但当我闭上眼睛,光球又出现了。我当时非常害怕,就起来站着,不敢再打坐了。 徒: 后来呢? 师: 后来,有很长一段时间,我都不敢打坐。但每次打坐,都会出现各种各样的景象。有一次,我去拜见Ajaan Suporn,他说我是来这里修行积累功德的,还说他能看到我的心,我的心已经进入了禅定状态。我说我的禅定早就退失了,因为我已经好几年没有打坐了。他说,禅定不会退失,它会跟随你生生世世,只要你曾经修行过,它就会一直存在。 徒: 他还说了什么? 师: 他让我继续打坐。他还说,当我在打坐时,想知道什么就会知道什么,有任何疑问也会知道答案。我去拜见另一位在Surin的Luang Por,把我的经历告诉了他。他说:“你要放下这些,不要执着于这些,它们会让你迷失,以为自己已经证悟了。这样会让你进步缓慢。”我听了他的话,就不再执着于这些了,因为这些只是禅定的过程。 徒: 之后您又有什么经历? 师: 我有好几年没有打坐。后来,我再去拜见Ajaan Suporn,他问我是谁教我打坐的,为什么能打坐到这种程度。我把我的经历告诉了他,他说这是我前世积累的功德。后来,我认识了一位寺庙的住持,他说我外表看起来很急躁,但内心比外表更急躁。他说如果我不打坐、不修行,可能会堕入地狱,因为我太急躁了。他让我打坐,不要急躁,不要生气,要放下各种执着。 徒: 他教了您什么方法? 师: 他教我把觉知放在当下,观察自己的呼吸。他说,吃饭的时候你知道自己在吃饭吗?我说我知道,我每天都在吃饭,怎么会不知道?他说,那你就把觉知放在这里,观察呼吸。我按照他的方法去做。后来,我的儿子出家了,我就经常去寺庙,晚上也会去打坐。即使在黑暗中,寺庙的住持也能知道我来了,他会让我坐在他旁边听他讲法。 徒: 您的儿子对您的修行有什么疑问吗? 师: 我的儿子对“心”是什么感到好奇,他问我“心”是什么样的,有什么形状。我告诉他,“心”不是一个具体的形状,它不是心形的,也不是任何形状。 徒: 您是怎么理解“觉知心”的? 师: 我最近还被问到“觉知心”是什么样的。我告诉他们,“觉知心”是空的,什么都没有,没有形状,没有特征,我们无法描述它是什么样的,它只是一个觉知。 徒: 您是从书上读到的,还是自己体验到的? 师: 是我自己体验到的。 徒: 当您体验到“觉知心”时,您在做什么? 师: 我在打坐。但我没有打坐很久,只打坐了一会儿。我当时在念“Buddho, Buddho”。 徒: 念“Buddho, Buddho”后发生了什么? 师: 念“Buddho, Buddho”后,我的内心就从身体中分离出来了,变得非常明亮,一片空白。 徒: 您说的“明亮”和“空白”是什么意思? 师: “明亮”是指内心非常清澈、明亮。“空白”是指内心没有任何念头、想法,只有觉知。 徒: “觉知心”和“明亮”的光球是同一个东西吗? 师: 当我念“Buddho, Buddho”时,明亮的光球会出现,但它和“觉知心”不是同一个东西。一开始打坐时,我看到光球要带我进入洞穴,我很害怕。但后来,我只是观察自己的呼吸,体验到内心从身体中分离出来,变得明亮、空白。 徒: 您还看到过自己死后的样子吗? 师: 是的,我经常看到自己死后身体肿胀的样子。 徒: 您是怎么理解这种景象的? 师: 我不知道,我没有读过佛经,也没有和僧人谈论过这些。我只知道这是我的内心在告诉我,我终将死去。 徒: 您是怎么体验到内心是空的? 师: 当我的内心从身体中分离出来时,就体验到了内心的空。有一次,我和一群人去拜见Luang Ta Maha Bua。在车上,我坐在中间,两边的人都靠在我身上,我感到非常不舒服,但又不敢动。于是,我就开始打坐。打坐后,我的内心又从身体中分离出来了,我不再感到不舒服,内心一片空白。 徒: 您是怎么理解这种体验的? 师: 后来,我和一位经常去寺庙的老太太说起这件事,她说Luang Pu Sam也说过类似的话。有人问Luang Pu Sam,他经常接受邀请去讲法,会不会很累?Luang Pu Sam说:“身体是身体,心是心,它们互不干扰,所以不会累。”我听了后想,就是这样,当身体和心分离时,就不会感到痛苦。 徒: 现在您的内心是什么样的? 师: 现在我的内心是空的,什么都没有。有人看过我的内心后说,我的内心很可怜,什么都没有,只有空。 徒: 您生病期间是什么样的? 师: 我曾经得过乳腺癌,做了手术。手术后,医生来看我,说我看起来不像病人,一点也不痛苦。 徒: 您不担心癌症吗? 师: 我不担心。因为我的内心已经和身体分离了,内心不再执着于身体。 师: (总结) 重要的是,你的体验是真实的,不是从书本上学来的。 你的修行经历非常殊胜,因为你的内心直接体验到了“无我”的境界, 这是很多人难以达到的。 你的经历证明了,即使没有读过很多佛经, 也可以通过正确的修行方法, 证悟佛法真谛。 (对其他人) 还有谁有问题想问吗? 关于“心”、“身体”、“觉知”之间的关系, 还有什么疑问吗? 这是一个很好的机会, 可以直接向一位有实修经验的人请教。 (对 Narinee 的儿子) 你妈妈讲的很完整,关于身体,心,觉知者,有没有什么要补充的? Narinee 的儿子: 没有,我妈讲的很完整。我只是觉得我没有像我妈那样的体验,但我妈的体验就如您所说,她是“跳级”了,修行没多久就直接体验到了这种境界。 --- 翻译以下佛法讲座为中文,要求: 1. 将内容整理为对话问答的形式,问问题的部分加上“徒:”,回答问题的部分加上“师:” 2. 完整翻译,不遗漏内容 3. 翻译结果输出为对话问答的形式 4. 不要包含泰语,全部翻译为中文 5. 保证翻译后的文本通顺,易读 --- 221205A-1 จิตผู้รู้ไม่มีตัวตน (อาม่านารี) ตอนที่ 1 [เพลง] มีมีอะไรอยากสกันบ้านมั้ยมีมีธรรมะไนนราย งานธรรมะการปฏิบัติธรรมลูกลูกมาฝเออพูด พูดตรงนี้เหมือนนักร้องนี่ตั้งไมคเหมือน นักร้องมีมีภาวนาเป็นยังไงบ้าไหนเดี๋ยวซิ ชื่ออะไรนะลืมไปแล้วชื่อเล่นชื่อนารีนารี เนาะนารี ค่ะนารีเสิอ่ะเอามนี่พูดมไม่รู้กี่ปีแล้ว ที่ไม่ได้เจอไม่ได้เจอนานแล้วเนาะอืโอ้ คือตอนนี้ 80 ปีแล้วไม่ค่อยไหวแล้วอายุ มากแล้วโอ้อายุยังไม่ไอ้ดูหน้าตาดไม่ถึง 80 เลย 80 ปเหรอเนี่ย 80 นั่งเก้าอี้ดี กว่า 80 ่ะมั้ยมนั่งเก้าอี้วพอบอกอายุให้ นั่งเก้าอี้ดีกว่าเนั่งนั่งพืนไหวมั้ยไหว เหรอไวพื้นได้ค่ะ 80 แล้วนารีนารีโยม นารีใชได้ใได้ไม่ได้กภาวนาใชได้ดีๆๆๆมีคน ทักว่าจะอยู่ถึงอายุ 81 เออก็เลยคิดว่า ตอนนี้ังพอไหวก็เลยมากราเอดีแล้วอ้าไหน รายงานรายงานผลการปฏิบัติให้ฟังหน่อยซิ ทั่วโลกเขาจะได้เป็นในนั่นอะไรนะเป็น ธรรมทานไปเส้นทางการปฏิบัติมายังไงเข้าใจ ยังไงรู้เห็นยังไงภาวนายังไงไหนๆเล่าที่ นี่บันทึกไว้เี่เดี๋ยวเจะบันทึกไปทั่วโลก แล้วเนี่ยเบันทึกไว้ด้วยอ้าเล่าินี่ให้ พูดว่ายังไงเล่าๆว่าบอกประสบการณ์ตรงจาก การปฏิบัติอะไรปฏิบัติยไังไเเล่าให้หลวง ตาฟังอ้าเล่าเลยเล่าเลยเล่าเหมือนเล่าให้ หลวงตาฟังนี่แะ ออเล่าปฏิบัติลูกชายเบอกว่าแม่น่ะพูดพูด ทีไรกี่ครั้งก็เหมือนเดิมอ้าเหมือนเดิม แม่ก็เลยบอกว่านี่มันออกมาจากจิตไม่ได้ อ่านหนังสือเ้พวกนี้เยังไม่ได้ฟังหาะลูก ชายเฟังบ่อยแต่ทางนี้ไม่ได้ ฟังไหนพูดให้ฟังหน่อยดิคือ คือมีคนชวนหลานสาวอ่ะชวนไปนั่งที่ยุวพุทธ เออๆๆไป 7 คืน 8 วันเสร็จแล้ว ก็พอนั่งวันที่ 3 เบอกว่าไม่ให้มองออก หน้าต่างแล้วไม่ให้คุยกันไม่ให้อะไรพอดี มองออกไปทางหน้าก่างก็เห็นต้นไม้ต้นหนึ่ง มันสวยดีแต่แล้วก็คิดว่าเอ๊ะต้นนี้ถ้าไป อยู่อยู่ที่สวนเราก็ดีแค่จิตมันนึกแค่เ จิตมันบอกว่าเนี่ยส่งจิตออกนอกแล้วนะเค สอนเบอกไอเราก็ว่าไม่เคยอ่านหนังสือด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าไอ้จิตออกนอกเป็นยังไงที นี้เค้าก็เลยบอก ว่าส่งจิตออกนอกแล้วจิตผู้รู้เบอกอย่าง งี้กันเลยเราว่าอ้ออันนี้เหรอจิตผู้รู้ก็ เลยก็ เลยมีอยู่วัน 1 ไม่รู้ว่าอันนี้วันที่ 3 ที่ไปปฏิบัติธรรมพอวันที่วันที่อะไรจำไม่ ได้อ๋อวันที่ 3 วันที่ 3 ก็ให้ลูกโยคี ขึ้นไปพูดว่าคนไหนที่นั่งแล้วมีอะไรให้ พูดให้ลูกโยคีทั้งหมด ฟังตอนนั้นไปพูดพี่ยุพุทธเบอกว่าให้เขียน หนังสือพูดใหม่พูดใหม่ตั้งใหม่ตั้งใหม่ ให้เขียนหนังสือบอกว่าไม่รู้จะเขียนไงเรา ก็ไม่เคยอ่านหนังสือเนาะก็เลยมีคนหนึ่ง ขึ้นไปพูดว่าเออทำไมเนั่งสมาธิเสร็จแล้ว มือเหายไปข้างหนึ่งทางนี้ก็ไม่รู้เรื่อง คิดในใจว่าอุ้ยแสดงกลเหรอมีมีหามือหาย ด้วยก็เลยก็เลยหัวเราะบอกว่าเอ๊ะทำไมนั่ง สมาธิแล้วมีมือหายข้าง นึงทีนี้ก็ไม่ได้คิดอะไรพอวันต่อๆมานั่ง มามันเป็นเวลาบ่ายพอนั่งแล้วมันก็ง่วงนอน ก็ให้เดินจงกรมเดินไปเดิน มามันง่วงนอนมากเลยทีนี้ก็มันเหมือนกับไฟ ฟ้าช็อตช็อตขึ้นมาจากค้าขึ้นมาบนหัวเนี่ย ก็ตื่นเลยตอนนี้หายง่วงเลยแล้วก็ก็เดิน ต่อที นี้ก็ปฏิบัติถึง 7 คืน 8 วันกลับไปบ้าน กลับไปบ้านเสร็จอาบน้ำเสร็จปกติจะดูทีวี วันนั้นก็คิดในใจว่าอู้เรารู้วิธีนั่งไ ไหนลองทำดูซิก็เลยทำเหมือนที่ไปยุพุทธ นั่น แหละ เดินเดินจงกรมแล้วก็สวดมนต์ทำเหมือนที่ยุ พุทธเให้ทำเสร็จแล้วก็เดินจงกรมแล้วก็ นั่งสมาธิไปด้วย พอนั่งเสร็จ เหนื่อยพอนั่งเสร็จเหนื่อยแล้วก็ไปนอน เหมือนกับไปเอนลงไปกับกองผ้าห่มเสรจแล้ว จิตเบอกว่าลองดูซิตอนนี้จิตกำลังคิดอะไร อยู่จิตเบอกว่าให้ดูจิตเาสอนวิธีดูจิตจิต กำลังคิดอะไรอยู่ก็เลยดูไปที่จิตเอ๊ะจิต เราไม่ได้คิดอะไรนี่มันว่างกลับเ่าก็ไม่ ได้คิด อะไร พอพอเคลิ้มเคิมเหมือนคล้ายๆจะ หลับเสร็จแล้วก็ เลยมันเกิดอาการจิตยิ้มขึ้นมาแล้วจิตผู้ รู้ก็บอกว่าอันนี้จิตยิ้มนะเบอกไอเราว่า อุ๊ยทำไมมีจิตยิ้มด้วยก็เอามือลูบที่หน้า ว่าเอ๊ะหน้าไม่เห็นได้ยิ้มเลยทำไมว่าจิต ยิ้ม ก็เลยลุกขึ้นมาเดินเดินเสร็จลงไปนั่ง เสร็จอีกจิตก็ยิ้ม อีกก็เลยไม่ได้ไม่ได้คิดอะไรทีนี้ ก็เวลานั่งสมาธิก็ตัวมันแข็งไปหมดเลยจะ ลุกก็ลุกไม่ได้มันสมาธิ มันมันนั่งอยู่อย่างงั้นน่ะคล้ายๆเอาตัว เป็นหินไม่ยอลุกขึ้นก็ลุกไม่ได้ทีนี้ก็ เออนานแล้วก็ค่อยๆลืมแล้วก็ เลยก็เลยทีนี้ก็ เดินปฏิบัติมาเรื่อยๆมันมีอยู่วันหนึ่ง นั่งสมาธิแล้วเกิดเกิด เวทนาแน่นหน้าอกแล้วตัวนี้ ก็มันเหมือนกับแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกไม่ ออกเหมือนกับ มันเหมือนจะขาดใจอ่ะแต่ทีนี้ทางนี้ก็ก็ ไม่ได้ลุกขึ้นก็ดูอยู่อย่างงั้นแหละดูว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ว่ามันแน่นแล้วก็ หายใจไม่ออกเพะทีนี้เป็นหนักๆ เข้าทีนี้มันอุทานขึ้นมาว่ารูปนามทุกขัง อนัตตาเสร็จแล้วจิตมันก็แยกออกมาเลยสว่าง ไสวไปหมดแล้วก็ ก็ เลยมีความรู้สึกว่าเอ๊ะทำไม มันคือนั่งทีไรก็เป็นอย่างงี้อ่ะแล้วเวลา นอนกลางคืนนอนอย่างงี้ก็เห็นตัวเองตาย ขึ้นอืดทั้งที่ไม่ได้นั่งสมาธิลูกๆเก็ นั่งดูทีวีอย่างงี้ทางนี้ก็นอนอยู่ข้างๆ แค่นอนลงไปมันก็เป็นขึ้นมาให้เราดูแต่เรา ไม่เคยอ่านหนังสือเลยไม่รู้เรื่องว่าเอ๊ มันเป็น อะไรเป็นหลายๆครั้งเข้ารู้สึกรำคาญว่า โอ๊ยไม่รู้เป็นอะไรทำไมนอนลงไปก็เห็นตัว เองตายขึ้น อื่นอยู่มาวันหนึ่งที่ [เพลง] มีแต่ชักจะนึกไม่ออก่ะอันนี้ก็ เลยอยู่มาวันนึงอะไรน้ออยู่มาวันหนึ่งมี มีลูกสาวเขไปปฏิบัติที่ยุวพุทธจันทร์ลม ที่สุรินทร์น่ะค่ะทีนี้คอร์สนั้นเป็นของ หลวงพ่อ สุจินหลวงพ่อสุจินสุจินโนที่อยู่จังหวัด ตารู้จักเรู้จักคุนกันอยู่ก็ไอ้ขนนที่สวน ก็สุกตั้งเยอะแยะลูกเราว่าเอ๊ะจะทำยังไง เนาะจะทำไงเนาขนุนมันสุขก็เลยนึกได้ว่า อ้อ้ลูกสาวไปปฏิบัติธรรมที่คอร์สหลวงพ่อ สุจิน ทีนี้ก็ [เพลง] เลยก็เลยไปเอาขนุนไปพอยกขนุนวางเสร็จ กำลังจะกลับลูกสาวออกมาบอกว่าแม่ๆไปไปคุย กับหลวงพ่อสุจินสิท่านเทศน์เรื่องจิตยิ้ม เหมือนที่แม่เล่าให้ฟังทุกอย่างเลยเบอก ว่าพูดเหมือนกับที่แม่พูดเลยแม่เล่าให้ ฟังว่ามีจิตยิ้มอย่างงู้นอย่างงี้บอกว่า เออแล้วมีจิตผู้รู้แล้วก็มีผู้รู้ที่แยก ออกจากกายแล้วมันสว่างไสวมองไปทางไหนทะลุ ปุโป่งไม่มีต้นไม้ไม่มีอะไรเลยบอกว่ามัน เป็นไรมีแต่ความว่างเปล่าทีนี้ก็ทีนี้ก็ เลยทางนี้ก็เลยไปกราบหลวงพ่อสุจินหลวงพ่อ สุจินบอก ว่าหลวงพ่อสุจินบอกว่า เออโยมนั่งสมาธิบ้างมยก็เลยบอกหลวงพ่อว่า นั่งบ้างค่ะทีนี้ท่านกว่า นั่งแล้วเป็นยังไงก็เล่าให้ท่าน ฟังท่านก็ว่า้อนั่งได้ขนาดนี้ทำไมไม่ไป กราบหลวงปู่ดูลย์ทำไมไม่ไปถามครูบา อาจารย์บอกว่าทางนี้ก็มัวแต่มัวแต่ขายของ เลี้ยงลูกก็เลยไม่มีเวลาไปแล้วไม่เคยรู้ เรื่องสมาธิด้วยทีนี้ก็เลยเล่าให้อาจารย์ สุจิน ฟังที นี้เเคยไปเล่าบอกคุณเแม่สิริฟังบอกตอน นั้นพอพอมันเกิดเป็นอะไรขึ้นมาก็ไปเล่า บอกคุณแม่ สิริคุณแม่สิริบอก ว่าหนูภาวนาว่าอะไรทางนี้ก็บอกว่าก็คุณ แม่สิริสอน ว่ายุบหนอพองหนอยกหนอย่างหนอใช่มั้ยยหน ยุบหนอพองหนอแล้วยกหนอย่างหนอนี่แหละนี่ ก็เล่าให้คุณแม่สิริฟังคุณแม่สิริบอกว่า ถ้าภาวนา ว่ายุบหนอพองหนอหรือยกหนอย่างหนอน่ะแล้ว จะไปเห็นอสุภะได้ยัง ไงตามที่หนูเล่าให้ฟังเนี่ยมันคล้ายๆกับ หลวงพ่อพุทธานนี้ยที่ไปไปเพ่งอสุภะที่ป่า ช้าท่านพูดงี้นะคุณแม่สิริก็พูดอย่าง งี้ทีนี้มีคนลูกโยคีที่นั่งอยู่ใกล้ๆกัน ก็อุยทำไมมันน่ากลัวอย่างงี้ทำไมนั่งแล้ว ไปเห็นอสุภะเห็นคนตายอย่างงู้นงี้เบอกว่า เไม่กล้านั่ง หรอกคุณแม่สิริก็เลยบอก ว่าไม่ใช่ทุกคนจะเห็นเหมือนกัน หมดว่าจะเห็นมันก็ยากคุณแม่สิรีพูดงี้ก็ เลยถามว่าเอ๊ะถ้าทท่องยุบหนอทองหนอทำไม เห็นอสุภะแต่ทางนี้มีความรู้สึกว่า ไอ้ตรงที่พิจารณาที่ว่ามันแน่นหน้าอกแล้ว คล้ายๆกับจิตจะแยกออกจากกายเนี่ยบรรพลิก คำว่ายุบหนอพองหนอเป็นพุทโธพุทโธทั้งที่ ทางนี้ยังไม่เคยรู้จักคำว่าพุทโธเลยก็พอ พูดว่าพุทโธพุทโธก็นี่มันก็เลยมันเป็น เหมือนกับว่าเหมือนกับพระที่เขไปปฏิบัติ ที่ป่าช้าอะไรเนี่ยคำว่าพุทโธก็คล้ายๆกับ เป็นพระที่ ธรรมยุตพระป่าพระอะไร เนี่ยทีนี้ก็ เลยก็เลยทท่อง พุทโธจากนั้นมาก็พุทโธมันติดอยู่ที่จิตเ มันจะแต่ก่อนเป็นยุบหนอพองหนอต้องเป็น พุทโธพุทโธเพราะว่าไอ้ตอน ที่ 7 คืน 8 วัน 7 คืน 8 วันเที่ว่าพอ พุทโธพุทโธเสร็จที่ว่าพอจิตผู้รู้แยกออก จากกายเสร็จมันจะมีดวงไฟดวงหนึ่งมาอยู่ ตรงหน้าสว่างไสวมากเลยทีนี้พอจิตเราไป เกาะอยู่ตรงนั้นเสร็จเจะพาเราเข้าไปในถ้ำ คล้ายๆกับเป็นถ้ำมืดๆจะพาเข้าไปเสร็จก็ นึกคำ ว่าคุณแม่สิริสอนบอกว่าถ้าเห็นอะไรก็เห็น หนอเห็นหนอก็กำหนดจิตให้กลับมาคืนทางนี้ ก็เห็นเห็นดวงไฟจะพาเข้าไปจิตจิตทางนี้จะ ตามเข้าไปเสร็จก็นึกถึงคำคุณแม่สริสอนบอก ว่าถ้าเห็นอะไรก็ให้ให้คิดว่าเห็นหนอเห็น หนอแล้วกำหนดจิตกลับมาคืนพอกำหนดจิตกลับ มาคืนมันก็หายไปดวงไฟพอลืมตาขึ้นมามันก็ หายไปพอหลับตาอีกเห็นดวงไปอีกตกใจมากลุก ขึ้นมา ยืนก็เลยไม่กล้านั่งต่อไม่กล้านั่งต่อ ตั้งนานแล้วพะนั่งที่ไรก็เป็นนู่นเป็นนี่ เสร็จมีอยู่วันหนึ่งไป วัดไปวัดวัดกราบท่านอาจารย์สุพรอาจารย์ สุพรท่านโยมมาจากไหนทำไมมาสร้างบารมีถึง ที่นี่ทางนี้ก็บอกว่าอ้าเป็นคนสุรินทร์ นี่แหละแล้วท่านก็บอกว่าท่านดูจิตได้จิต โยมน่ะเป็นสมาธินะทางนี้ทางนี้ก็เลยบอก ว่าหลวงพ่อโยมไม่ได้นั่งสมาธิตั้งหลายปี แล้วบอกว่าสมาธิมันเสื่อมหมดแล้วมั้งก็ บอกกับหลวงพ่ออย่างงี้หลวงพ่อสุพรท่านบอก มันไม่เสื่อมหรอกโยมมันข้ามภพข้ามชาติบอก ว่ามันติดมาตั้งแต่ สมัยสมัยอดีตที่โยมเคยทำแล้วโยมเลิก ปฏิบัติมันก็จะยังอยู่ก็เลยทางนี้ก็เลย แปลกท่านก็เลยบอกว่าให้ให้นั่งสมาธิให้ทำ ให้ทำต่อท่านว่าอย่างเงี้เพราะว่าตอนที่ นั่งแล้ว ก็อยากรู้อะไรก็รู้พอสงสัยอะไรก็จะรู้ก็ เลยไปกราบหลวงพ่อที่อยู่ที่สุรินทร์หลวง พ่อคืน ไปกราบแล้วท่านเล่าให้ท่านฟังท่านบอกว่า โยมให้ปล่อยวางนะอย่าเอานะไอ้พวกนี้น่ะ มันทำให้เราลืมคิดว่าโอ้ทำไมเราอยากรู้ อะไรก็รู้คล้ายๆก่อเดี๋ยวเดี๋ยวใครคนบาง คนคิดว่าโอ้ตัวเองสำเร็จแล้วเก่งอย่าง งู้นอย่างงี้ก็เลยเดี๋ยวมันจะหลงแล้วมัน จะสำเร็จ ช้าหลวงพ่อคืนท่านบอกงี้ทางนี้ก็เลยพอ หลวงพ่อบอกว่าให้ไม่ให้เอาของพวกนี้เขะ ว่ามันเป็นทางผ่านของสมาธิทางนี้ก็เลย ทิ้งหมดไม่นั่งแล้วจนไม่ได้นั่ง 2-3 ปี แล้วไปกราบอาจารย์สุพรท่านทักอย่างงี้ก็ เลยได้นั่งต่อเพราะว่าเพราะว่าท่านก็ถาม ว่าใครเป็นครูบาอาจารย์ทำไมนั่งได้ขนาด นี้ก็เลยเล่าเนี่ยเล่าเล่าให้ฟังบอกว่า เออมาจากไปนั่งกับคุณแม่ 7 คืน 8 วันมัน ก็เป็นมาตลอดเลยก็ เลยก็เลยเล่าให้ท่านฟังท่านก็เลยบอกว่า้อ มันเป็นของเก่าสร้างมาแต่ชาติที่แล้วมี ครูบาอาจารย์เบอก งี้ที นี้ไปรู้จักกับหลวงพ่อวัดนเรือน จำเบอกว่าดูภายนอกเถ้าแก่บอกว่าเถ้าแก่ น่ะใจร้อนแต่ถ้าดูเข้าไปในจิตแล้วทางนี้ ใจร้อนกว่าทางนี้อีกเขว่าโยมถ้าโยมไม่ นั่งสมาธิไม่ปฏิบัตินะระวังตกนรกนะใจร้อน แบบ เนี้ยโยมต้องนั่งสมาธินะแล้วก็อย่าใจร้อน แล้วก็อย่าโกรธอย่าอะไรอย่างเงี้ยท่านก็ บอกให้ละนู่นละนี่เราบอกว่าอ้า ก็ไม่รู้จะนั่งยังไงเว่ากินข้าวน่ะเคยรู้ มยว่ากินข้าวทางนี้ก็บอกว่ารู้กินข้าวทุก วันทำไมจะไม่รู้ถ้าอย่างงั้นโยมก็เอาจิต มาไว้ตรงนี้กำหนดผู้รู้มาอยู่ตรง นี้ทำยังไงก็ทำไม่เป็นหลวงพ่อไม่เข้าใจ เลยบอกว่าหลวงพ่อบอกว่าเออเอาผู้รู้ไปไว้ ตรงนี้แหละท่านก็สอนแต่นี้แหละสอนแต่ไว้ ให้ดูตรงนี้ให้พยายามทำนะทางนี้ก็เชื่อ ท่านแะพอลูกชายบวชทางนี้ก็ได้เข้า วัดกลางคืนก็ไปไปนั่งแต่ท่านรู้นะขนาดปิด ไฟมืดๆดับไฟแล้วเดินเข้าไป นะท่านจะบอกว่าโยมขายผ้านี่มานั่งใกล้ๆ นี่ท่านรู้นะทั้งทิพไฟมืดมองไม่เห็นอะไร เลยน่ะทางนี้ก็ค่อยๆคลานเข้าไปอยู่ข้าง หลังท่านบอกว่าโยมร้านขายผ้าน่ะมานั่ง ใกล้ๆหน่อย ซก็ไปนั่งไปฟังท่านเทศน์ทีนี้ลูกชายก็ สงสัยเรื่องจิตจิตเป็นยังไงลูกชายว่าจิต เป็นไงเป็นรูปร่างยังไงหลวงพ่อก็มาเล่า ให้ฟังว่าลูกชายสงสัยมาถามหลวงพ่อว่าจิต เป็นยังไงรูปร่างเป็นยังไงหลวงพ่อไม่รู้ จะตอบยัง ไงมันไม่ใช่เป็นรูปอะไรไม่ใช่เป็นรูปหัว ใจไม่ใช่รูปอะไรทีนี้ก็ทางนี้ก็ เลยนี่เมื่อเร็วๆนี้ก็ยังถามเลยบอกว่าถาม ว่ามจิตผู้รู้เป็นยังไงก็เล่าๆให้เฟัง เมื่อเลเล่าแะบอกว่ามีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลยมีไม่มีไม่มีรูปร่างลักษณะ ที่อะไเราจะบอกได้ว่าอันนี้คือคือจิตอะไร อ่ะคือมีแต่ผู้รู้อย่างเดียวอ่ะ ไไอตรงนี้น่าสนใจไอ้อ่านจากตำรามาหรือเรา รู้ได้ไงว่าจิตผู้รู้เป็นยังไงเนี่ยอ่าน จากตำรามาหรือรู้จักการรู้จักปฏิบัติเอง มันเป็นเองอ่ะเป็นเองเอ้อตลกมากเลยแล้ว ตอนขณะที่พบจิตผู้รู้ที่ไม่มีรูปลักษณ์ ไม่มีสัญลักษณ์อะไรเนี่ยมันมันพบได้ยังไง นะไหนที่ว่าลองก็ที่ตอนนั้นทำอะไรอยู่ถึง เหถึงเห็นจิตผู้รู้ที่ไม่มีมันว่างเปล่า ไปหมดเลยไม่มีรูปลักษณ์อะไรเลยไม่มี สัญลักษ์อะไรเลยก็ที่ว่านั้นทำอะไรอยู่ก็ นั่ง สมาธินั่งสมาธิแต่นั่งไม่ได้นานหรอกนั่ง แป๊บนึงแล้วกำหนดอะไรพุทโธพุทโธพุทโธอ่าๆ กำหนดพุทโธแล้วเป็นไงกำหนดพุทโธแล้วเพราะ ว่าเอ่อกำหนดพุทโธเสร็จแล้วคือตอนๆนก็ กำหนดยุบหนอพองหนอนั่นแหละแต่ทนี้อยู่ๆ ที่ว่าแน่นหน้าอกมากๆไงที่ว่ามันเกิด เวทนาที่ว่าเกิดเวแรกกำหนดยุบหนอฟ้องหนอ อ๋อเพราะมันมันแนหนมาเป็นเวทนาแก่กล้าก็ เลยเเปลี่ยนเองเเปลี่ยนเเองเป็นพุทโธ พุทโธเปลี่ยเองพุทโธออกมาจากไหนก็ยังไม่ รู้มันออกมาจากจิตเองอ่ะว่าพุทโธพุทโธ พุทธจเออๆกลายเป็นเปลี่ยนเป็นพุทโธเสร็จ ทีนี้จิตมันก็จะออกมามันแยกออกจากกายมอง ไปทางไหนก็สว่างไววไปหมดมีแต่ความว่าง เปล่าอ๋อที่ว่าเว่าดที่ว่าจิตสว่างเนี่ย มีแต่ความว่างมีแต่ความว่างมีแต่ความว่าง แต่สว่างมีแต่ผู้รู้เหรอมีแต่ผู้รู้อย่าง เแต่ผู้รู้แล้วก็มีความสุขมาเดี๋ยวก่อน ไอ้ตรงนี้ตรงนี้ระหว่างจิตดวงสว่างกับผู้ รู้นี่ใช่ดวงเดียวกันมั้ยจิตหรือว่าจิต ผู้รู้เนี่ยมันรู้ดวงสว่างหรือว่าดวง สว่างนคือจิตผู้ รู้คือตอนที่นั่งแล้วพุทโธพุทโธพุทโธนะ จิตดวงสว่างมันก็ก็มารู้กายออกจากกายมา รู้กายใช่มั้ยหรืออยู่ในกายเไม่มีกายเลย มีในกายไม่มีกายอ๋อไม่มีกายมีแต่จิตถึง เข้าใจว่าร่างกายว่าเป่าไปหมดไอ้ที่ที่เ ไปปฏิบัติลูกโยคีที่ยุวพุทธเค้าเค้าบอก ว่ามือเค้าหายข้างนึงเอ๊ะแต่เรานี่ตัวหาย ไปหมดทั้งตัวเลยไม่มีตัวตนเลยอ่ะมีแต่ผู้ รู้อย่างเดียวเออๆๆหมายถึงว่ามีแต่ผู้รู้ อย่างเดียวตัวตนไม่มีไม่มีร่างกายก็หาย หมดเหรอหายหมดเลยเหไอ้จิตเหลือแต่จิตผู้ รู้อย่างเดียวจิตผู้รู้ที่บอกว่ามันว่าง ไปหมดแล้วทำไมมีดวงสว่างหรืออันเดียวกัน อ๋อไอ้ที่แรกๆนั่งครั้งแรกๆเลยที่ว่า นั่งแล้วเห็นดวงไฟที่จะพาเข้าถ้ำนั้นอ๋อ ดวงสว่างมันพาเข้า้ำอ๋อกับู้รู้นั้นอีก อย่างนึงแต่ไอที่ปฏิบัติพะคือตกใจอ่ะที่ ว่าเห็นตัวเองตายแล้วอะไรก็ก็มานึกว่า เอ๊ะทำไมเรานั่งแล้วเป็นงี้ก็เลิกนั่งไป หลายอาทิตย์เหมือนกันแหละเออๆๆพอไปนั่ง อีกมันก็เป็นอีกอย่างงี้่ะค่ะเออเห็นแต่ ความตายตัวเราตายก็เลยมันเห็นเห็นตัวเรา ตายมันเป็นลักษณะยไงตายเปผูพาสลายไปหรือ ว่ามันนอนตายเฉยๆแล้วตัวขึ้นอืดแล้วออ ขึ้นอืดไปหมดเลยทีนี้พอไปเล่าให้พระฟัง้า บอกว่าคือมันมันตรงนี้ละเอียดหน่อขึ้น ขึ้นอื่นแล้วเป็นยังไงตัวเห็นตัวเองตาย ขึ้นอื่นแล้วเป็นยังไงก็นั่นแหละเค้าบอก ว่าไม่รู้จักพิจารณาต่อไปอ๋อแต่ก็ไปจบแค่ ขึ้นอืดใช่ตายขึ้นอืดเออเพราะว่าเราไม่ เคยอ่านหนังสือแล้วก็ไม่เคยคุยกับพระด้วย ก็เลยไม่รู้เรื่องก็เลยรู้แต่แค่ว่าจิต แสดงให้เรารู้ว่าเอ้อนี่เราตายแล้วนะย้ำ แล้วย้ำอีกหลายคืนมากเลยที่เห็นตัวเองตาย ขึ้นอื่นก็เลยออ๋อเห็นตัวเองตายหลายคืน แต่ไม่เคยคุยกับพระเลยไม่รู้เรื่องว่า เอ๊ะทำไมตัวเองเป็นอย่างงี้เพราะว่ามัน มันเป็นอะไรมันเป็นเองอ่ะเออๆก็เลยไม่รู้ เรื่องเลยไม่ไม่ได้อะไรเอ่าแล้วๆแล้วต่อ งั้นแล้วมาเป็นมามามาพบผู้รู้ที่เป็นความ ว่างเปล่าไม่ไม่มีอะไรเลยยังไงพอเห็นว่า ตัวเองตายแล้วยังไงต่อพอเราก็พิจารณาดู อะไรต่ออะไรทำไมเอ๊ะทำไมมันว่างไปหมดต้น ไม้อะไรก็ไม่มีปิดกั้นเลยอ่ะเออว่างไปหมด เลยไม่มีต้นไม้ไม่มีไม่ในโลกนี้ว่างไปหมด เลยเหรอว่าพอเราออกจากสมาธิว่างหมดเลยไม่ เห็นอะไรมองออกไปนี่อ๋อในโลกนี้จักรวาล นี้ว่างไปหมดเลยเออว่างทั้งจักรวาลเลยแบบ ว่า ที่เหมือนกับมีความสุขมากอ่ะเออๆๆเราก็ เลยพอออกจากสมาธิเราก็มาพิจารณาว่าออที่ เราทุกข์ทุกวันนี้ก็เพราะยึดจิตมันยึดกาย มันก็เลยทุกข์เพราะจิตมันแยกออกไปมันก็มี แต่ความว่าเปล่า อืตัวตนไม่มีก็ไม่ทุกข์อืก็เลยว่าก็เลยมา นั่งคิดนั่งพิจารณาอะไรแต่ก็ไม่ได้ไปคุย กับพระนั่นแะอืแล้วแล้วแล้วว่าแล้วทำไม รู้ว่าผู้รู้มันง เปล่าก็มันรู้เองอ่ะรู้ว่ายังไงที่ว่ารู้ เองรู้ยังไงตรงนี้สำคัญมากที่ว่ามันรู้ เองโดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือไม่อ่านตำรา เลยรู้ไงว่าผู้รู้นี่มันว่างเปล่าไปหมดก็ นั่นแหละมันรู้เองก็มันรู้ตอนไหนรู้ตอน ไหน ก็รู้ตอนที่จิตมันแยกออกจากกายอ๋อพอจิต ออกจากกายว่าเป่าไไปหมดเลยแล้วสิ่งที่ถูก รู้ก็ว่าเป่าไปวหมดเพราะว่าเคยเกิดอีก ครั้งหนึ่งตอน ที่มีป้าก็ชวนไปกราบหลวงตามหาบัวอือๆๆ นั่งอยู่ในรถตู้ป้าอีกคนหนึ่งก็ซบไหล่ทาง นี้อีกคนหนึ่งก็ซบทางนี้เรานั่งตรงกลาง อือทีนี้คนนี้เป็นคนขี้เกรงใจออไม่กล้า กระดุกกระดิกรู้จะทำไงอไม่รู้จะทำไงก็เลย ทำสมาธิอือพอทำสมาธิเสร็จจิตมันก็แยกออก มาอีกแยกออกจากกายไม่มีตัวตนแยกอจายเอไอ ที่ทรมานเหมือนจะขาดใจตายที่เขมาซบไหล่ เราน่ะไม่มีความรู้สึกอะไรเลยมีแต่ความ ว่างอออมีแต่ความว่างแล้วไงก็เลยก็นั่ง อยู่ในรถตู้แหละพอรถตู้จอดแล้วไปเข้าห้อง น้ำก็เลยไปกับยายเกสรบอกเมื่อคืนเนี่ยฉัน นั่งรถตู้มาคนเดียวมีแต่ความว่างมีความ สุขมากเลยอทั้งที่ไตอนนั่งที่อึดอัดมาก ที่ก็มาุบไหล่อย่างเงี้ยยายแกสอนแกก็คน เข้าวัดบ่อยก็เอออย่างงี้แหละหลวงปู่ 3 บอกว่าเคยไปถามหลวงปู่ 3 บอกหลวง ปู่บอก ว่ารับนิมนต์มากๆเนี่ยหลวงปู่ไม่เหนื่อย เหรอหลวงปู่หู่ท่านตอบว่ากายอยู่ส่วนกาย จิตอยู่ส่วน จิตมันไม่ทุกข์หรอกเราก็เลยว่าเอ้ออย่าง งี้แหละเนาะพอจิตมันอยู่ส่วนจิตกายอยู่ ส่วนกายมันก็เลยไม่ทุกข์ไม่งั้นก็ทนอึด อัดว่าุยวันนี้ต้องตายแน่ๆเลยอึดอัดหายใจ ไม่ออกกระดุกกระดิ่งอะไรก็ไม่ได้อะไเลยโอ ไม่รู้จะเล่าไงพอแล้วให้คนอื่นถามเดี๋ยวๆ ๆไอ้ตรงนี้เดี๋ยวก่อนพอๆพอพอจิตจิตมันมัน มันมันกับกายมันไม่มันมันแยกออกจากกันไม่ ได้ว่าแยกออกจากตัวเรานะคือจิตกับกายนี่ มันแยกออกจากกันมันอยู่คนแล้วมันก็เลย กลายเป็นความว่างไปหมดเนาะแล้วไอ้ไอ้ผู้ รู้ความว่างมันว่างมั้ยไอ้ผู้ผู้ที่รู้ ความว่างก็ว่างไปด้วยเหรอไม่รู้ว่ามันยัง ไงไม่มีเลยู้รู้ความว่างก็ไม่มีมีแต่ความ ว่างเออมันก็ว่าทั้งสิ่งที่ถูกรู้แล้วว่า ทั้งผู้รู้ด้วยก็ทุกวันนี้ก็อยู่กับความ ว่างเคยมีคนมาดูจิตให้ว่าอู้น่าสงสารเนาะ ทำไมจิตเหมือนกับไม่รู้อะไรมีแต่ความว่าง เปล่าคนก็มาดูจิตให้ทางนี้ยอืมเราก็ไม่ รู้จะทำไงเนาะเพจิตมันมันหยุดคิดแล้ว อ่ะมันมันไม่คิดมันไม่อะไรมันมีแต่ความ ว่างเปล่าแล้วทุกวันนี้ก็อยู่อย่างงี้ แหละอืจนตอนที่ไปผ่าตัด มะเร็งตื่นเช้าหมอมาเยี่ยมบอกว่าอุ้ยหน้า ตาเหมือนไม่ใช่คนป่วยเลยเนาะเหมือนกับไม่ เจ็บปวดไม่ทุกข์ไม่อะไรเลยเป็นบรรเลงที่ ไหนโยมเป็นบรรเลงเต้านมออผ่าตัดแล้วก็หาย แล้วเอ่อผ่ามาได้ 4 ปีแล้วค่ะ 4 ปีแต่ทาง นี้ก็เป็นมา 8 ปีไม่ยอมให้คนในบ้านรู้เลย รู้แต่ลูกสาวคนโตที่ที่อยู่ที่สวนน่ะออก็ ไม่กรู้อยู่เดีวไม่ไม่กังวลกับมะเร็งเลย เนาะไม่ไม่กังวลจนมันกๆมันแตกมันอะไรจน เพราะว่าจิตมันจิตไม่รวมกว่ากายแล้วไงจิต ก็ไม่รวมกับจิตแต่ไอ้ตรงรายละเอียดพวกนี้ ไอ้ตรงรายละเอียดตรงนี้มันไม่มันข้ามไอ้ โยมเข้ามไปเลยมันเป็นบุญวาสนาบารมีเก่า คือเพราะจิตมันไม่รวมกับกายและจิตมันไม่ รวมกับจิตที่ที่ที่ไม่ถือว่าจิตเป็นตัวตน ได้ยังไงตรงนี้มันใช่คือมันข้ามมันมันมัน วาสนาบารมีกล่าวมันมันข้ามไปสู่จิตที่ไม่ รวมกับจิตที่ยึดจิตเป็นตัวตนคือไม่ยึดกาย แล้วเพราะกายมันหายหมดแล้วุดอยู่กับจิต มันก็หายไปไม่ไม่เหลือจิตอีกแล้วไอ้ผู้ รู้ก็หายไปอีกไอ้ตรงเเรายละเอียดพวกนี้ มันไม่ได้รายละเอียดบอกบอกได้ไม่ราย ละเอียดข้ามเพราะว่าการปฏิบัติแล้วมันมัน บวับารมีเก่ามามันข้ามไปเลยมันมันทุก อย่างไอ้ไอ้ที่ถูกรู้ก็อารมณ์ที่ถูกรู้ก็ ว่างไปหมดโลกนี้จักรวาลนี้ว่างไปหมดผู้ รู้ก็ว่างอีกเนาะค่ะโอาสนาบารมีเก่าเพรา ว่าตอนตอนที่ เป็นเป็นมากที่ทนเพราะทนจนแผลมันแตกจนมัน น่าเกลียดมากแล้วแอ๋อแต่พอพุพุพ่อมาเลย แล้วไม่ปวดเหรอมันก็ปวดอ่ะก็ทนแล้วเป็นไง ปวดก็ไม่ควรค้างไม่อะไรก็ก็อย่างงี้ก็ไม่ ให้เขารู้อ่ะบอกว่าเราทุกข์คนเดียวก็พอ ถ้าคนอื่นก็ทุกข์รู้ก็ทุกข์มากกว่าเราเรา ก็คิดใจมันทุกขมั้ยใทุกมมันไม่ทุกข์มันก็ อยู่เหมือนอย่างเงี้ยลูกสาวก็พูดทุกวัน แ่ะเอเขว่าไปหาหมอก็ไม่ไม่หาก็บอกว่า พอแล้วใช่มั้ยไม่ใช่ไม่ ใช่เดี๋ยวนี่ไอ้ตรงนี้สำคัญมากเลยเรื่อง การปฏิบัติเนี่ยดีมากเลยแต่มันจะได้ราย ละเอียดมไหนใครอยากถามบ้างมั้ยะว่าไอ้ตรง รายละเอียดเรื่องจิตกับกายไม่ไม่ใช่ว่า ถอดจิตออกไปจากกายนะเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิด คือจิตมันมีอยู่แต่จิตกับกายไม่รวมกันเลย มันหายไปหมดทุกอย่างร่างกายก็หายไปโลก ธาตุก็หายไปหมดจิตเนาะจิตก็ไม่มีตัวตนหาย ไปอีกผู้รู้ก็ไม่มีอีกไอ้ตรงเนี้ยใครจะ รู้รายละเอียดพนี้ยใครที่งงๆเกี่ยวกับ เรื่องภาคปฏิบัตินะถามถามได้เรียกว่าอะไร เรียกยายมั้งอ้าใครจะคุยกับยายดิพูดอ้ายก มือมีมั้ยอยากพูดอยากซักมั้ยได้อยากซัก ให้ได้ละเอียดมั้ยไอ้แพ้อยากซักมั้ยคือ จิตผู้รู้มันเป็นเองอ่ะค่ะจิตผู้รู้มัน เป็นเองไอ้เรื่องจิตผู้รู้ที่จิตผู้รู้ ไม่มีตัวตนโดยไม่ต้องอ่านตำราเนี่ยมันใช่ ไม่ต้องอ่านพูดกี่ครั้งมันก็เหมือนเดิม แล้วทีนี้โอให้ให้ลูกสาวกับลูกชายพูดแทน ได้เลยนะเนาะเพฟังบ่อยนะโอ้โหสุดยอดสุด ยอดแม่แม่พูดรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่อง กายเรื่องจิตเรื่องผู้รู้ขาดไปมีตรงไหน มั้ยทีจะพูดเสริมมีมั้ยลูกชายลูกสาวมี มั้ยไม่มีนี่แม่พูดละเอียดดหมดแล้วเอามีด เอาเอาไมค์ให้ให้หมอหน่อยเอาใหม่ๆๆนี่ เดี๋ยวมันจะขาดวาขาดตอนนี้พูดไลฟ์สดไป ทั่วโลกนะหมอไอ้ไอ้เดี๋ยวหมอชื่ออะไรลืม แล้วเนี่ยอชื่อหนุ่มครับชื่อหนุ่มหนุ่มเน ครับผมอดแม่ม่พูดโยแม่พูดอะไรที่ราย ละเอียดเรื่องเรื่องกายเรื่องจิตเรื่องพู ไม่ไม่ก็ก็คือพูดเหมือนเดิมหร่ะครับแต่ผม เพียงแต่คว่าผมเนี่ยไม่ได้เป็นเหมือนคุณ แม่ใช่มั้ยฮะผมก็พูดแต่มันเหมือนกับท่าน ที่ท่านพูดอ่ะครับว่ามันข้ามขั้นมาเลยคือ แบบเหมือนกไปฝึกไม่ไม่เท่าไหร่แล้วก็มัน ก็ได้แบบนี้ใช่มั้ยฮะใช่ๆมันอยากได้ราย ละเอียดไงแต่แต่คือก็ไม่ได้รายละเอียด ครับไปถามก็ได้อย่างเงี้ฮะก็ไปถามก็ได้ แบบเนี้ยก็ก็อยากจะให้คามจริง่ะต้องมัน มันมันมันกายกับจิตพอพพอจิตไม่ติดกายนั้น นมันมันว่างไปหมดแล้วถูกต้องแล้วคือกาย มันว่างไปเหมือนเหมือนอวกาศเหมือน อากาศธาตุไม่มีตัวเดินไปไหนไม่ไหนไม่มี ตัวเลยตัวมันหายไปไม่ใช่ว่าหายไปเฉพาะใน สมาธิเดินไปไหนไม่ไหนก็ไม่มีตัวเลยแต่นี้ เหลือแต่จิตอย่างเดียวแลตอนตอนเนี้ยไอ้ จิตกับผู้รู้เนี่ยมันตอนที่มันแยกกันมัน ไม่ได้รายละเอียดว่าตอนนั้นทำอะไรอยู่มัน มันก็มันกลายเป็นว่าพอจิตมันจิตกับผู้รู้ มันแยกอจากกันไอ้จิตก็ไม่มีอีกเหลือแต่ ผู้รู้ทกายและจิตไม่มีเลยหายไปเป็นอวกาศ ไปไหนเดินไปไหนมาไหนก็ไม่มีทั้งกายและจิต เป็นอากาศเป็นอวกาศแล้วก็สุดท้ายผู้รู้ก็ ไม่มีอีกไม่มีตัวตนไม่มีรูปลักษณ์อะไรอีก เนี่ยไอ้ตรงนี้เลยไม่ได้รายละเอียดว่าตอน นั้นทำอะไรอยู่เป็นอย่างงี้เห็นอย่าง [เพลง] เงี้ย y --- 以上的泰语,根据最开始的要求,全部翻译为中文