今天有幸得到Luang Por的慈悲开示。之前听Ratchata医生谈到关于修行的方法,我以前也曾修行过,但中间有一段时间中断了,最近又重新开始。所以想请教一下修行的方向。 之前,在修行方面,关于打坐,我打坐的时候,无论是专注于呼吸、观察腹部的起伏,还是按照一些老师教导的“观水”法门,最终心都会集中在中心点。之后,就会进入一种空的状态,就像什么都没有,整个世界、我自己…… 当我观察到这种状态时,会感到惊慌,然后念头就会冒出来。这是关于打坐方面的情况。 另外一个问题是关于如何在日常生活中运用佛法。我最近开始在YouTube上听一些开示,想请教一下,是不是真的需要有一个“心的基础”来保持正念、正知,知道念头已经生起,然后与那个作为“知者”的心分开?这样观察当下是不是正确的修行方法?问题有点多,请见谅。 还有一个问题,我以前上大学的时候,学校组织我们去参加禅修。那时我打坐,观想身体变成骨架,结果睁开眼睛后,好像看到所有人都是骨架。好像是被某种力量“加持”了一样,但之后我就没有再用这种方法了。不知道这种修行方法是否可以继续? (Luang Por开始回答) 你前世许愿要继续累积波罗蜜,所以今生听法很难入心,只会流于表面。因为你一直执着于愿望,所以做什么都无法进入那种真正的平静。无论怎么修行,都无法达到那种以寂静为基础的快乐,那种超越了世俗ปรุงแต่ง(ปรุงแต่ง指心的造作、ปรุงแต่ง)的快乐是无法达到的。 因为你发愿要继续累积波罗蜜,去帮助他人、利益众生、拥有很多眷属等等。现在你要放下这个愿望,把之前累积的所有波罗蜜都汇集到当下,成为佛陀的声闻弟子,只追随当下的佛陀,不再追随其他的。在今生就结束轮回,然后认真听法,理解什么是真正的法,什么是解脱之道,涅槃是什么样的。如果我们了解了道路和目的地,就可以出发,不会迷路。就像从曼谷来这里,如果知道涅槃在东北方向,从曼谷来就必须走东北方向的道路,不能走错方向。 无论世界上有多少种修行方法,最终都会归结到同一个地方。就像来这里,可以从不同的方向来,从北方来的人走一条路,从东北方来的人走另一条路,从东南方、从曼谷来的人又走不同的路。无论从哪里来,最终都会到达同一个目的地。你要知道哪种方法最适合你,哪种方法能让你的心更容易平静下来,就选择那种方法。 并且要知道,如果你要到达涅槃,涅槃是什么?要清楚明白,不要有任何疑问。消除疑惑后,我们就选择能让心平静的方法,然后通过这种方法去观察无常、苦、空,最终达到放下。 (提问者)是的,没错。 (Luang Por)什么能让心平静?不是执着于平静,而是通过平静来放下执着。这就是涅槃。 (提问者)我不确定。如果在日常生活中,我们有很多情绪生起,比如贪、嗔、痴等等。如果我们有禅定,比如像一些老师教导的“念佛”、“观呼吸”等等,这些方法是不是为了让我们在念头生起时能更清楚地看到? (Luang Por)这些都是方便法门,就像在波涛汹涌的大海中游泳,如果不会游泳,就要穿上救生衣。禅修就是救生衣,让我们在迷失的时候不至于沉下去。但是,如果你已经到达了彼岸,就不需要救生衣了,无论风浪多大,都不会沉溺在念头和情绪的波涛中。 (提问者)如果我们有一个“心的基础”,是不是可以帮助我们更容易地看到“行”(sankhara,心的造作)? (Luang Por)是的。但是,当烦恼生起时,如果我们执着于它,就要回到“救生衣”上。如果我们迷失在色、声、香、味、触、法中,迷失在念头和情绪中,就要回到“心的基础”,这样才不会迷失。但是,如果你已经到达了彼岸,就不会迷失,也就不需要“救生衣”,不需要回到“原点”了。 (提问者)如果我们有一个“心的基础”,我们可以用正念去观察念头和情绪的生起和消逝,直到它们完全消失,是这样吗? (Luang Por)是的。观察事物的生灭,这就是自然的生灭法则。我们所建立的“基础”只是一个方便法门,一个“心的落脚点”。但是我们也要观察这个“基础”本身也是生灭的。最终,生灭归于寂灭。 (提问者)明白了,感谢Luang Por的慈悲开示! (Luang Por)(对其他人说)他的理解很快。 (提问者)感谢Luang Por、Mae Chee(尼师)和所有善友的慈悲! (Luang Por)他过去累积了很多波罗蜜,但是没有“撤回”,所以听法只能流于表面。现在他“撤回”了,所以听法就能入心,理解得很快。他已经理解了因果关系,所以不需要我多说,他自己就“撤回”了。 虽然理解得很快,但还需要“实修”。要真正地看到“心”或者说我们建立的那个“基础”本身也是生灭的。虽然都理解了,但还要真正地看到,真正地体验到,最终什么都不剩。没有“基础”,没有迷失在生灭中的“我”,也没有观察生灭以避免迷失的“我”。没有迷失的“我”,没有观察的“我”,还剩下什么呢?最终什么都不剩,那才是真相。 (提问者)感谢Luang Por,我的疑惑都消除了。 (Luang Por)他一开始问的问题还很基础,但是几分钟之内就完全不一样了。一开始还执着于各种形式,因为他学了很多不同的法门。但是很快就结束了,他理解了,没有任何纠缠。 (其他人)是的,他完全理解了,没有纠缠,没有…… 找不到合适的词来形容,没有反复,没有…… (Luang Por)没有反复,没有“耍赖”,他的“心”接受了,就OK了。如果“心”不接受,再多的道理也没用。 (Luang Por继续对其他人讲述这个例子,并提到这个提问者的朋友也曾来过。) (Luang Por对提问者)以前你可能没有觉知到什么,最近开始修行后,发现有一个“心的基础”可以帮助你更清楚地看到事物的生灭。但是如果我们执着于这个“基础”,也会迷失。 (Luang Por)很厉害,智慧超群!为什么要有“心的基础”?执着于“基础”也是执着。但是一开始需要有一个“基础”,最终要理解到,无论有多少种修行方法,最终的目标都是一样的:放下对“我”的执着。 (提问者)我以前上大学的时候,参加学校组织的禅修,当时我只是专注于呼吸,然后就进入了一种平静的状态。我观想身体变成骨架,结果睁开眼睛后,好像看到所有人都是骨架。这让我感受到“无常”。 (Luang Por)是的,每个人都会经历这个过程,认识到身体最终会死亡、会消逝。很多高僧大德都曾有过这样的经历,看到自己的身体变成骨架,认识到无常。 从小在农村长大的人,如果看到父母、祖父母辛苦地耕田、放牛,看到生活的艰辛,可能会感到悲伤,甚至在很小的时候就看到他们的身体变成骨架。每个人都会经历这个过程,认识到身体不是永恒的,没有什么值得执着的。然后,心就会去寻找最高的真理。经过一段时间的寻找,当因缘具足时,就会遇到善知识。 我们可能会在全世界寻找,尝试各种各样的方法,但最终都会归结到“心”。执着于“我”,执着于任何东西都是错的。“我”和“执着”都是不存在的。 (提问者)最后一个问题。打坐时,我感觉到一种“空”的状态,这种“空”和日常生活中的感觉有点不同。打坐时,我专注于“心的基础”,最终会进入一种“空”的状态,这种“空”让我感到害怕,好像什么都看不到了。那时我应该怎么办? (Luang Por)要仔细观察,在这种“空”的状态中,虽然没有“我”,但是“空”是真实存在的。要看到在这种“空”的状态中有“我”的存在,看到“行”(sankhara,心的造作)是“我”,存在于“空”中。就像一个人在“空”中,“空”是空的,但是“心”会去执着。要认识到,我们既能感知到“空”,也能感知到存在于“空”中的“我”,但是我们执着于“空”中的“我”,所以没有“我”去执着“空”,也不执着于“我”。 (提问者)感谢Luang Por的慈悲开示!我的疑惑都消除了。 (Luang Por)因为没有“我”去执着任何东西,所以没有痛苦。 (Luang Por继续对其他人讲述这个例子,并提到这个提问者的问题很久没有听到了。) (提问者)我应该继续观察念头吗? (Luang Por)无论心里生起什么念头,都要观察。观察到“我”在执着,然后放下。一切法都不应该执着。 (提问者)如果我们观察到不好的念头,我们应该改变念头吗?还是让它自然地生灭? (Luang Por)无论心里生起什么念头,好的、坏的、善的、恶的,它们都没有一个真实的“我”,它们只是自然的生灭现象。我们只需要如实地观察,不要对念头、情绪或感受做任何干涉。 (提问者)感谢Luang Por! (Luang Por)涅槃在哪里?涅槃就是本来的、真实的、没有“我”的觉知。当一个人证悟到这一点时,涅槃就显现了。涅槃不是我们要去的地方,它是我们本来的状态。我们只需要如实地观察一切,但没有“我”去执着。 (Luang Por继续讲述涅槃的境界,以及“心”与“行”的关系。) (Luang Por)我们建立“心的基础”是为了观察“行”的生灭,但实际上,“心”本身是没有“基础”的,它是空的。当我们认识到这一点时,就会看到“行”在没有“基础”的“心”中生灭。 (Luang Por)涅槃就是“心”不再对“行”产生执着,也不再对“心”本身产生执着。没有执着的“我”,也没有执着的“行”和“心”。只有如实的觉知,这就是涅槃。 (Luang Por继续讲解“心”与“行”的关系,以及如何达到涅槃。) (Luang Por总结说,提问者一开始的问题很基础,但很快就达到了很高的境界。并赞叹他没有任何纠缠,理解得很透彻。) (Luang Por让其他人向提问者提问。) (其他人问提问者,在听Luang Por开示之前和之后,有什么不同。) (提问者回答说,他之前对“心的基础”有些疑惑,现在明白了,“心的基础”也是生灭的,我们只需要如实地观察。并且,我们只需要观察,不需要去执着任何东西。但是,要做到这一点很难,因为我们有时会迷失,以为自己觉知到了,但实际上是执着了。我们需要有正念和正知,才能认识到这一点。) (其他人问什么是正念。) (提问者回答说,正念就是觉知,觉知到我们有一个“心的基础”,然后观察一切事物的生灭,不要去执着。) (其他人问提问者的内心感受有什么变化。) (提问者回答说,他以前会追逐念头和情绪,现在他能看到念头和情绪的生灭,感到很轻松。) (Luang Por和其他人继续讨论提问者的修行经历,并给予指导。) --- 翻译以下佛法讲座为中文(Chinese),要求: 1. 完整翻译为中文(Chinese),不要包含泰语 2. 不遗漏内容 3. 原文一行行字幕的格式,请根据意思,整合输出成段落文章的形式,且保持语言通顺! ----- เมตตาขอความเมตตาจากหลวงป่าบ้างใจก็พอดีเห็นคุณหมอรัชตะชวนเรื่องของเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัตินะครับก่อนหน้านี้คือผมอาจจะเคยปฏิบัติมามั่งแล้วก็เหมือนจะไม่ได้ฝึกปฏิบัติมาสักช่วงนึงแล้วก็เริ่มมาปฏิบัติอีกทีเลยอยากถามแนวแนวทางนะครับก็คือก่อนหน้。 านี้。 ผม。 ในเรื่องของการปฏิบัติ。 เรื่องของตัวนั่งสมาธิอ่ะครับ。 ก็เรื่องนั่งสมาธิเนี่ยพอดีผมเวลานั่งๆไปเนี่ยครับก็คือสุดท้ายแล้วมันจะเข้าสู่แบบพอกำหนดลมหายใจหรือว่ากำหนดดูยุคหนอพองหนอหรือแม้กระทั่งแบบเหมือนกันกมฐานน้ำเย็นของทางครูบาอาจารย์นะครับก็คือสุดท้ายจิตมันก็จะรวมอยู่ตรงศูนย์กลางและทีนี้หลังจากนั้นน่ะก。 ็คือมันจะเป็นความว่างว่างแบบว่างแบบเหมือนไม่มีอะไรโลกแบบตัวเราตกใจแล้วก็เฝ้า้าสังเกตแล้วก็จะตกใจแล้วก็จะมีความคิดผุดขึ้นมาบ้างอะไรบ้างอย่างนี้ครับ。 อันนี้ในแง่ของการนั่งกมฐานนะครับแล้วก็ในเรื่องของอีกอันนึงก็คือการที่บอกว่าการใช้ธรรมะในชีวิตปัจจุบันขณะครับก็คือพอดีเริ่มฟังจากyoutube。 เลยอยากสอบถามว่าจริงๆมันจะต้องมีฐานของจิตเพื่อให้เป็นสติรับรู้เพื่อ,ใ,ห,้,มีสัมปชัญญะรู้ตัวว่าไอ้ที่ความคิดเนี่ยเราอ,อ。 กไปแล้วนะแล้วมันกลับมันเกิดขึ้นแล้วก็โดยแยกกับจิตที่ว่าเราเป็นรู้อยู่ตรงที่ที่ฐานของเราอย่างนี้ครับวาวามันใช่เป็นแนวทางที่เฝ้าสังเกตในปัจจุบันได้ไหมครับถามเยอะนิดนึงนะครับแล้วก็。 อีกนิดนึงคือก่อนหน้านี้ก็คือว่าคือสมัยเรียนเรียนตอนเรียนมหาลัยก็ตอนนั้นก็เหมือนเดตอนที่ครับตอนที่มหาลัยส่งไปปฏิบัติธรรมนะครับตอนนั้นเหมือนนั่งสมาธิแล้วก็เหมือนพิจารณาร่างกายเป็นโครงกระดูกพอดีมันเหมือนพอลืมตามามันเหมือนถ้าปิดตาแล้วก็เหมือนเห็นทุก。 คนก็คือเป็นโครงกระดูกไปหมด。 ครับแล้วก็เหมือนเหมือนโดนบันดาลขึ้นมาเออมันเป็นอย่างนั้นเองแต่หลังจากนั้นก็เหมือนไม่ได้ใช้วิธีนี้นะครับเลยไม่แน่ใจว่าพอแนวทางประมาณนี้ในการฝึกปฏิบัติต่อไปไปนี้。 พอได้ไหมครับ。 บุครับบุหนังสให้ขานะให้。 เพลงที่ต้องถอนถามวามันติด。 ความปรารถนาไว้สร้างบารต่อไปเรื่อยๆเรื่อยๆมันก็เลยฟังทำมันทำอะไรไม่เข้าสนใจที่เป็นความสงบ่มเย็นขนาดเป็นแต่ความรู้ว่าใจเรื่อยๆแต่ปฏิบัติยังไงก็จะไม่ลงใจที่ไปใจที่สงบเย็นเป็นนสันติพลังสุขขังใดเราจะเหนือกว่าใจที่สงบจากความปรแต่งเป็นไ。 ม่มี。 อันนี้เราก็จะไม่ถึงไม่สามารถ。 ทำกลับกลายเป็นหนึ่งเดียวกันคือเป็นจ่ายที่สงบจากความปรุงแสง。 เราก็จะฟังถามพี่เขาพูดกันเมื่อกี้ไม่รู้เรื่องมันจะเข้าใจเฉยๆ。 ผิว。 เข้าไปถใจ。 ไม่เป็นใจที่สงบจากความคุ้มแข่งจริงเพราะว่า。 อธิษฐานปรารถนาที่จะไปสร้างบารมีไปเกื้อกูลช่วยเหลืออื่นไปอะไรได้มีปรามีบริวารมีเยอะๆไปเรื่อยๆช่วยเหลือบริวารไปอีกเยอะๆอธิษฐานได้ขาดแล้วก็บามีทั้งหมดรวพุบารบารมีสังได้ให้ขาดแล้วมานผ่านในปัจจุบันเดีนี้。 เป็นแกอาหารสาวกของพระธรรมนาโปรดมธรรมาพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ไม่ไปองอื่นต่อไปอีกแล้วจบลงจบพบชาติในปัจจุบันนี้ไม่ได้จบแล้วตั้งใจฟังธรรมตามความเข้าใจตามเขาในจะทำที่แท้จริงคืออะไรศาธรรมอะไรแล้วทางของพระสัธรรมที่จะไปแจ้งว่า。 ธรรม。 คืออะไรแล้วพบว่าทำแท้หรือเรียกว่านพานแล้วมันเป็นยังไงถ้าเราเข้าใจถนนแล้วเข้าใจทางที่จะไปสิ่งที่จะไปมันก็มันก็ออกเดินทางทีมก็จะไม่หลงเหมือนตั้งใจประเทศพฯมาจากมาพุธรรมไปสารไปถ้ารู้ว่าเหมือนที่นิพานผ่านอยู่ทางอีสานประตูอีสานจะมาจประเทศพต้องร。 ู。 ้ถนน。 แล้วถ้ารู้ถนนว่าจะต้องมาตามถนนมิตรภาพ。 ออกเดินทางเลย。 มันอยู่มิตรภาพมันออกเดินทางจากกรุงเทพฯมาทางอีสานไม่ใช่ไปทางเหนือทางใต้ไม่ได้ไปทางตะวันออกแต่มาต้องมาทางอีสานเดินทางกันทีไม่ว่าจะปฏิบัติจะมีกรรมวิธีกี่กรรมวิธีในโลกนี้。 ลแต่มาจบลงที่เดียวกันคือเปรียบเหมือนที่นี่มาจบลงที่นี่เหมือนที่นี่มาได้หลายทางคนมาจากทางทิศเหนือก็จะต้องมาจากมาจากอีกทางหนึ่งคนมาจากอีสานเหนือไปทางคนมาจากอีสานใต้ก็อีกทางคนมาจากสายตะวันออกชลบุรีชลบุรีระยองจันทบุรีก็จะมาอีกทางหนึ่งคนมาจากสายกรุงเ。 ทพฯก็เดินมาอีกทางหนึ่ง。 แต่คนจะมาจากทางอะไรล่ะชัยภูมิ。 อย่ามาจากทางชัยภูมิที่เขาก็จะมาอีกทางไม่เหมือนกันนะเหมือนกับทางที่จะมาที่นี่มีหลายทางแต่สุดท้ายมาจ,บ,ท,ี,่,เ,ด,ี,ยวกั,นต้องรู้ว,่,า。 ท่,านถนัด。 พระที่ไหนที่ทำให้ไทยสงบร่มเย็นได้ง่ายเลือกทางนั้นแล้วก็ต้องรู้ว่าถ้าจะไปไหน。 ไปที่ผ่านในปัจจุบันนี้แล้วที่ผ่านคืออะไรชัดเจนในใจเข้าใจสงสัยอะไร。 เรื่องคลายความสงสัยก็ก็คือเราเลือกทางที่จะทำให้ใจเราสงบร่มเย็นแล้วก็เพื่อที่จะได้เห็นการไม่เที่ยงไม่ดีขึ้นครับเพื่อเป้าหมายสู่การปล่อยวางครับได้ถูกต้องและถูก。 อะไรล่ะที่ทำให้จถ้าสงบเย็นแล้วก็ไม่ใช่สงบเย็นแล้วไปจับยึดถือความสงบเย็นเย็นเพื่อปล่อยวายวางเรียนถือ。 นี่แหละนพาน。 ดีผมไม่มั่นใจครับว่าสมมุติถ้าในชีวิตประจำวันอย่างนี้ครับคือเรามีทั้งอารมณ์เกิดขึ้นมากมายที่เกิดขึ้นรักการที่เราแบบมีที่การมีสมาธิสมมุติทางหลวงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็บางทีเป็นยุบพุทธโธหรือว่าเป็นเรื่องของสมาธิที่ฐานของจิตการที่มีตรงนี้ครับมันมีจุมุ่。 งหมายเพื่อให้。 พอเวลาเราคิดเราจะเห็นชัดขึ้นมันเป็นกุโลบายหรือเปล่าครับ。 เวลามันกลับมาที่。 ที่。 ฐานใจที่เราอะไรเป็นเครื่องล่อไว้ทำให้ใจเราสงบ。 สำหรับคือคนที่ยัง。 เราอยู่ในนี้คืออะไรทุกกระทบกับจ่ายที่เป็นคลื่น。 แล้วเราก็ลงงไปจมอยู่ในคลื่นทะเลทุกข์。 ว่ายน้ำน้ำไม่เก่งก็ต้องใส่เครื่องชูชีพ。 กรรมฐานทั้งหมดคือเครื่องชูชีพ。 ต้องใส่เสื้อชูชีพ。 เวลาหลงได้จะได้มีเครื่องชูชีพทำให้ไม่จมไป。 แต่ถ้า。 ไม่ทุกอย่างขนาดคือที่ผ่านแล้วก็ไม่ต้องใส่เครื่องชูชีพและลมจะแรงขนาดไหนก็ไม่ไม่จมไปในคลลมทั้งความคิดและอารมณ์เหล่านั้นก็อันนี้ก็ไม่ต้องใส่เครื่องชูชีพ。 การที่เรามีเครื่องชูชีพมีเครื่องเป็นฐาน่านของจิตมันจะสามารถช่วยให้เราแบบคือมันจะช่วยให้เราเห็นของสังขารที่การปรุงแต่งฟนั่นได้ง่ายขึ้นจะใหญ่แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่ติดไฟก็。 เพราะว่าที่ใส่เครื่องชูชีพเพราะวามันเห็นแล้วหลงปไฟได้กลับมาหาเครื่องชูชีพนั้นคือเครื่องชูชีพเครื่องลลงงแล้วลงไปกับรูปสะพลงไปกับความคิดอารมณ์แล้วก็กลับมาเครื่องลอดจิตกลับมาอยู่กับเครื่องลอดจิตมันก็จะทำให้ไม่หลงไปแต่รับรู้แล้วไม่หลงแล้ววันนี้ผ่านแ。 ล้วรู้ไม่หลงที่ผ่านก็ไม่ต้องมีเครื่องชูชีพที่ว่าต้องกลับมาที่เดิมเพราะวามันไม่หลงไปแล้วไม่ต้องกลับมาท,ี,่,เดิมอีกแล้วไ,ม,่。 ลงแล้วไง。 สมมุติถ้าเราแบบมีตรงฐานติดแล้วเราสามารถเฝ้ามองตัวใช้สิทธิ์ตรงนี้ครับเป็นการเฝ้ามองการเกิดความคิดหรือว่าอารมณ์เฉยๆแล้วก็เฝ้ากันให้มันให้เห็นจนกระทั่งสุดทางการเกิดมันไปอย่างนี้ครับเป็นเป็นอย่างนี้ใช่ไหมครับคือมองคือที่。 เกิด。 ดูการเกิดระดับนั่นคือสิ่งเกิดดับคือธรรมชาติที่เกิดดับตัวที่เราสร้างขึ้นมาครับก็คือเป็นงแค่สร้างไว้ปกติตัวตนมีที่อยู่ไม่รูปร่างแต่เราสร้างสร้างเพื่อว่าเป็นเครื่องลอกของจิตให้มีที่เฝ้ามองแล้วเราต้องสังเกตไหมตัวฐานมันก็เกิดจากได้เหมือนกั。 นและ。 และสิ่งที่เกิดดับ。 ที่เราสร้างไว้ก็ไปดับสรุปแล้วเกิดดับก็เป็นดับ。 ไว้ดับสิ่งดับเราไว้ดับดับ。 ครับครับได้ครับขอบคุณที่หลวงตาเมตตาครับ。 ไม่ได้เลย。 สัญาเร็วมาก。 ครับหลวงตาขอบคุณที่เมทานหลวงตาแล้วก็แม่ชีทุกท่านแล้วก็กัยาครับ。 ทบารมีมาหลายประเทศเร็ว。 แต่ไม่ได้ถอนคืนก็เลยฟังทำก็เลยก็แค่ฉาบฉวยกก็นึกตามไปเลยก็ถอนไปเลย。 ก็เลเวลาฟังก็เข้าถึงใจไปเลยเข้าใจไปเลย。 เพราะว่ามีปัญญาพูดไว้ถอนเข้าใจเหตุแล้วผลไม่ต้องขอก็ถอนไปเลย。 เร็วใจเร็ว。 แต่มันก็ต้องอาศัย。 ชั่วโมงบิน。 ชั่วโมงบินเข้าใจแล้วล่ะนี่ก็เข้าใจแล้วแต่。 มันต้องเห็นที่จริงด้วยใจจริงว่าตัวใจหรือเดิมที่เราสร้างไว้เพื่อเห็นดับอันนี้ก็ดับดับไว้ก็ดับดับ。 เข้าใจหมดแล้วนะแต่เหรู้จริงแล้วก็เป็นจริงแบบนั้นจริจริงเห็นใจจริงๆก็เลยสุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย。 ไม่เหลืออะไรเลยไม่เหลือฐานที่ตั้งไม่เหลือไม่เหลือผู้ที่หลงไปกับสิ่งที่เกิดดับและไม่เหลือผู้ที่พ่อมองสิ่งที่เกิดจากเพื่อไม่ให้หลงสุดท้ายไม่มีตัวตนของผู้ที่พ่อบอกเพื่อตัวเองไม่หลง。 และไม่มีตัวตนของผู้ที่หลงไม่มีตัวตนผู้บอกเพื่อไม่หลงและไม่มีตัวตนของผู้ที่หลงแล้จะเหลืออะไร。 มันจะเหลือฐานอังกฤษไว้เหลือ。 สุดท้ายก็ไม่เหลือนั่นแหละ。 ถึงจะเป็นความจริง。 ขอบคุณครับคลๆข้อสงสัยแล้วครับอาจารย์。 เร็วเดียว。 ถามตอนแรกยัง。 ยังbasicมาก。 a sมาก。 แต่จบลงคนละเรื่องเลยภายในไม่กี่นาทีเลย。 คือถามตอนแรกมันติดในรูปแบบทุกรูปแบบเลยเพราะไปสำนักศึกษามาเยอะ。 จะจบลงในเวลารวดเร็วเลย。 เข้าใจแล้วเข้าใจเลยไม่ไม่อะไรนะ。 อะไรนะจบแล้วใจก็คือลงใจไปเลยไม่ไม่อะไรนะ。 ไม่รู้จะพูดภาษาว่าอะไรไม่ไม่วกวนไม่งอแงไม่เราหรือไม่。 อ่อน。 วนงอแงหรือ。 เป็นไหมตัวเองไหม。 ขับก็ไม่ค่อยมันแกก่ใจอะไรไม่ลงแก่ใจแก่ใจมีเหตุผลแก่ใจก็ยอมเลยโอเคยอม。 แต่ถ้าไม่ต้องแใจไม่ยอมเหตุผลไม่ต้องเสียใจไม่ยอม。 ไม่รู้ว่าเนี่ยนกว่ามานกกว่าเพื่อนคนเก่าเนี่ยใส่แม้แต่เรานกว่าเพื่อนคนเก่าคุยกับผมปฏิเลยเขาบอกว่าเขาเพื่อนคนเก่ามาที่เคยพามาเราก็เลยไม่ไ。 ด้ถามว่า。 อะไรเลยนะนะที่นั่นครับชื่อบุชื่อเล่นชื่อบุชื่อจริงชื่อนทีนั้นนั้นนะที่นั่นที่นั่นครับ。 ก็มาเยอะมันจะทำให้。 เข้าใจจะทำความจริงรวบยอดไปเลยทีเดียวเป็นอย่างนี้พรุ่งนี้ทางนี้พรุ่งนี้ต้องรอก็เป็นอย่างนี้เข้าใจทีเดียวรวยอดเลย。 หลยอดเลยว่าไม่ต้องมีเครื่องรอแบบนี้ไม่มีเครื่องลอกก็แบบนี้เขาเข้าใจแบบนี้แล้วก็ไม่ต้องมีเครื่องลอกที่คนมีเครื่องลอกแบบนี้เข้าใจก็ที่เดียวเลยนะไม่เยอะเลย。 ได้ได้เต็มที่พอดีไม่หมายถึงว่าพอดีการมีเครื่องล่อครับทำให้ผมรู้สึกว่าก่อนหน้านี้อาจจะก็ไม่ได้รู้สึกรู้ตัวอะไรพอดีได้ลองปฏิบัติเมื่อไม่นานมานี้เองครับว่ามันมีเครื่องล่อมีฐานของจิตมันทำให้สังเกตคือเราแค่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นว่าการเกิดมันเกิดขึ้นแล้。 วก็ดับไปได้ง่ายขึ้นแต่เราก็อาจจะ。 รวมตัวไปบ้างถ้าเราแบบ。 ยึด。 มันก็จะเหมือเราไปยึดมันามันไม่รู้ตัวมันก็จะไปสักฐานแล้วก็จะสังเกตเห็นว่าเราไปยึดมันก็จะเป็นที่ฐานมันจะทำให้เราแบบการนิฐานทำให้สังเกตง่ายในขณะเดียวกันเนี่ยก็ให้ตัวฐานเนี่ยเราก็ไม่แน่ใจว่ามันทำให้เราเป็นอัตราตัวตนจากฐานหรือเปล่าซึ่งจริจริงมันก็หาย。 ไปเหมือนกันเก่งคือปัญญาลยอดทีเดียวเลย。 เหตุใดจึงต้องมีฐานหัวใจฐานจิตฐานของกรรมฐาน。 เรายึดฐานกรรมฐานก็คือยึดเหมือนกัน。 แต่ตอนแรกต้องมีฐานก่อน。 สุดท้ายเข้าใจรวยอดเป็นแบบนี้ที่ถูกกระจกลงแบบนี้ว่าถนนจะมากี่สายกำมฐาน。 ปัญหาจะต่างกันแต่สุดท้ายคือเป้าหมายเดียวกันคือยึดหลงตัวตนของผู้ยึดตัวตนตัวตนของผู้หลงตัวตนที่ยึดที่หลงนะไม่มีอยู่จริงจะเป็นนะตาทำทั้งหมดไม่มีตัวตนจริง。 ก็ใจือกเดียว。 เต็มที่เลยยกให้เราเลยยกให้เราเลยเลยวันนี้ให้พอดีคือเรื่องพอดีตอนที่ไปผมนึงนะครับก็คือตอนที่ไปเหมื,อ,น,เ,ข,า,ค,่,า,ย,ทำ,ง,า,นของมหาลั,ย,ช。 ่ว,งเรียน。 ก็คือตอนนั้นน่ะเรายังไม่รู้แน่ใจว่าเราก็กำหนดลมหายใจแบบยุคหน่อพองหน่อปกติสุดท้ายมันก็เข้าสู่ความสงบเราก็เลยเห็นตอนหลไม่รู้ว่าผมทำถูกผิดตอนนั้นก็เลยพิจารณาร่างกายเป็นโครงกระดูกพอดีว่าช่วงลืมตาครับมันเหมือนเป็นภาพพติดตาก็เลยแบบเหมือนทุกคนที่เห็นมั。 นเป็นภาพที่เรามันก็เป็น。 โครงกระดูกหมด。 มันเหมือนก็เหมือนสะเทือน。 เปลี่ยมาในใจว่าแบบเออนี้นะมัน。 ไม่เที่ยงไหม。 อย่างนี้มันเหมือนเป็นความรู้สึกขึ้นมาครับ。 ขึ้นมาเองที่คิดว่าไม่ได้เกิดจากความคิดอะไร。 อย่างนี้มันก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งได้คือทุกคนก็ผ่านอันนี้มาลงแก่ใจว่าร่างกายเนี่ย。 คุยกันตายในสิ่งที่สุดไม่เที่ยวต้องดับไป。 อันนี้คือทุกคนต้องผ่านไปแต่ว่าผ่านในลักษณะที่ว่าในลักษณะอย่างไรอยากรบอกว่า。 หลวงปู่ดูนััตรโลลพ่อแม่ครอาจารย์เป็นพระสงฆ์เจ้าแห่งจิตนั้นก็ผ่านมาก่อนคือเห็นร่างกายตัวเองเป็นโครงกระดูกเห็นความไม่เที่ยงไปแล้วคือคือไม่ต้องกำหนดยุ่งยากเลยไปเลยแล้วก็แล้วก็จบแก่ใจเลยไม่ลงกลับมาเวลาเ。 นี่ย。 สมัยเด็กๆถ้าเป็นเด็กเลี้ยงควาย。 แล้วถ้าเกิดพ่อแม่ท่านปู่ย่าตายายและบาากการทำนาเลี้ยงควายมาแล้วถ้าเกิดมาอีกมาเป็นลูกหลานท่านก็ต้องขี่หลังควายมาเลี้ยงควายทำนาเห็นชีวิตที่ยุ่งยากลำบากแบบนี้อยู่ๆก็คงสลดสังเวศและเห็นร่างกายท่านเป็นโครงกระดูกหน้าบนหลังควายตั้งแต่。 เด็ก。 ทุกอย่างทุกท่านต้องผ่านตรงนี้มามาแล้วมันผ่านมาโดยไม่รู้ตัวหรือว่ารู้ตัวแต่คือผ่านมาแล้วเห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ไม่ได้เป็นสิ่งที่มีสาระเขสารไม่เที่ยงเลยไม่ไม่มีอะไรที่น่ายึดมั่นบ้า。 นเลย。 ใจมันก็ไปหาจะทำสูงสุดเองเลยตอนนี้ว่าอะไรคือสัจธรรมสูงสุดจะลงไปแสวงหาแสวงหานี่อยู่พักนึงแล้วกว่าจะเมื่อที่เรียกว่าอะไรที่ท่านกล่าว่าเมื่อติดอะไรนะพร้อมแม่ครูบาอาจารย์ที่ที่เป็นครูบารมีการที่เป็นเลิศก็จะปรากฏ。 เมื่อถึงเวลาเขาเรียกว่าเมื่อถึงเวลาพร้อม。 อาจารย์ที่ก็จะปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน。 ไอ้ที่เราแสวงหาไปทั่วโลก。 แสวงหาทุกวิถีทางวิธีสุดท้ายก็มาจบลงที่ใจ。 ยึด。 ที่ตัวตน。 ที่ตัวตนก็ที่ยึด。 อันไหนก็ถูกหมด。 ตัวตนก็ผู้ยึด。 ยึดสิตัวตน。 ไม่มีตัวตนของผู้ยึด。 น่าจะเป็นคำถามสุดท้ายแล้วครับ。 ก็คือ。 การที่การมีสถานที่ติดตอนนั่งสมาธิครับ。 มันผมรู้สึกวามันแตกต่างจาก。 การใช้ชีวิตนิดนึงคือสมุดตอนนั่งสมาธิพอดีมองไปที่ฐานติดไปเรื่อยๆครับแล้วสุดท้ายมันก็จะลงไปสู่ความว่างว่างนี่คือมันว่างแบบว่างแบบเหมือนไม่ว่างจนเรารู้สึกตกใจแบบว่าเหมือนไม่ไม่เห็น。 ไม่เห็นอะไรเลย。 เราควรทำยังไงต่อล่ะครับตอนนั้นแหละสังเกตดีๆในความว่างอ่ะมันไม่ว่าจะตัวเราแต่มันว่างจริงอ่ะแต่มันไม่ว่าจะตัวเราใ,น。 ความว่าง。 แล้วก็เห็นว่าในความว่ามีตัวเราที่มีอะไรวแบบนี้เห็นว่าความปรแต่งเป็นตัวเราอ่ะที่อยู่ในในความว่างอ่ะมันเป็นเหมือนคนว่าแล้วก็ความว่าใจที่มันว่าเปล่า。 มันก็จะยึดถือมันไม่ไปยึดถือความว่ามันก็จะสิยึดถือถ้าารู้เนี่ยมันรู้ทั้งความว่างและมนรู้ทั้งไอ้ตัวเราที่อยู่ในความว่างแล้วมันก็ยึดถือตัวเราในความว่ามันก็เลยไม่มีตัวเราไปยึดถือความว่างด้วยแล้วก็ไม่ยึดถือไอ้ตัวที่เป็นตัวเรา。 ด้วย。 ครับก็ขอบคุณเมตาหลวงตาที่เมตตาครับหมดขายข้อสงสัยล่ะครับแบบ。 ว่าก็เลยว่าจะตัวเราก็เลยไม่มีตัวเรายึดถือสิ่งใดเป็นทุกข์ษสมุดเรียกว่าที่ผ่านมา。 ได้อีกเต็มที่ยกให้คนเดียวเลยวันนี้。 หรือ。 ไม่ได้ฟังคำถามอย่างนี้มานานแล้วก็ได้。 ต้องถามคำต่อ。 ยังอาจจะต้องไปปฏิบัติต่อก่อนนะครับเกตดูเกิดขึ้นเกจะคิดอะไรเพื่อจะเอาอะไรแต่สังเกตเห็นว่าไม่ได้เลยที่ยึบ้านได้ยะทำทั้งมวลจบลงแค่นี้ยะทำทั้งมวลไม่ควรจะึบ้านที่สมมุติถ้าเราเฝ้าสังเกตความคิดสมมุติมันเป็นความคิดที่เกิด。 ขึ้น。 มันอาจจะแยก。 จะถามรู้ว่าครับแต่เรารู้วามันคิดไม่ดีนะ。 เราควร。 กำกับความคิดใหม่ไหมครับหรือว่าเราก็คือปล่อยให้แล้วก็สังเกตให้มันจบไปสุดท้ายวิธีคิดของเรามันก็จะเปลี่ยนไป。 ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในใจดีชั่วสุเมื่อธรรมชาติตัวตนของเราไม่มีจริงเป็นธรรมชาติที่ได้แต่สรู้แล้วมันก็เป็นธรรมชาติที่รู้ความจริงในปัจวขนาดแต่ไม่มีใครไปอะไรกับความคิดหรืออารมณ์หรือความรู้สึกในปัจจุบันขนาดนั้นเลยครับขอบคุณ。 ครับ。 นิผ่านอยู่ตรงไหนที่ผ่านคือธรรมชาติดั้งเดิมแท้เป็นธรรมชาติที่รู้ที่ไม่มีตัวตนรูปลักษณ์ได้แต่ศวรู้ศเห็นนั่นแหละธรรมชาติของที่พานเมื่อพยะที่เป็นฆราวาสความพุทธเจสัตว์ตรงนี้ก็พานพานคือ。 เป็นธรรมชาติรู้ที่เป็นธรรมชาติที่มีตัวรูปลักษณ์แต่รับรู้รู้รู้แจ้ง。 ธรรมชาติที่สักขนาดนั้นคือธรรมชาติคนที่ผ่านแต่ไม่ใช่เอาตัวเราไปรู้แต่เป็นธรรมชาติที่รู้。 ในใจของเราทุกอย่างตามความเป็นจริงแต่ผู้จะถือไม่มี。 ครับขอบคุณหลวงตาครับรู้ตั้งใจที่ไม่เกิดไม่ดับด้วยและก็รู้ทั้งขาที่เกิดดับในใจด้วยแต่เนไปคือ。 ไม่มีผู้ยึดตั้งใจที่ไม่เกิดระดับและก็ไม่มีผู้ยึดทั้งสังหารที่เกิดดับในใจได้คือธรรมชาติของที่ผ่านธรรมชาติที่เป็นที่ผ่านธรรมชาติที่ผ่านคือรู้สังขารที่เกิดระดับในใจด้วยและก็รู้ใจ。 เป็นที่เกิดดับของสังหารส่วนใจไม่มีอะไรเลยไม่มีที่อยู่ไม่มีท่านบอกว่าที่เราหาที่อยู่ที่ตั้งให้ฐานเพื่อจะที่เกิดดับในใจแล้วเราเอาใจเราไปตั้งไว้ตรงไหนเป็นสิ่งที่เราสมุดไว้ก่อนแต่จริงๆอ่ะที่เกิดดับของสังขารในใจอ่ะมันไม่มีใจไม่มีที่อยู่ที่ตั้งเมื่อเห。 ็นใจไม่ที่ตั้งก็ยังเห็นว่าสังขารเกิดดับในใจที่ไม่มีที่อยู่ที่ตั้ง。 ขึ้นไปก็คือ。 แต่ว่าว่ารับรู้รับทราบแต่ผู้ยึดถือใจและผู้ยึดถือสังขารที่เกิดระดับในใจไม่มีมีแต่รับรู้รับทราบตามความเป็นจริงทุกประขนาดคือธรรมชาติกว่าที่ผ่านรู้ซๆรู้ๆที่ผ่านมา。 เรียกว่ามันเป็นเวลาใจหมดยางเหนียวต่อสังขารและมีสังขารหมดยางเหนียวต่อสังขารที่เกิดจากในใจหมดหมดยางเหนียวต่อใจที่,ไ。 ม่สังขาร。 หมดอย่างางเหนียวต่อความรู้สึกเป็นตัวตนเป็นตัวเราของเรา。 นี่เริ่มต้นแบบ。 basicมากๆเลยจบลงเลย。 ความมันเป็นที่สุด。 ทุกบเลย。 ภายในไม่กี่นาที。 ในใจไม่มีข้อวกวนเลย。 ไม่มีข้อบก่น。 เพื่อเหตุผลลงลงแกก่ใจรับได้ก็โอเค。 เหตุผลลงแกใจรับได้โอเคเลย。 ไม่มีวกวน。 อยากจะซักเขาแม่ลองดูซิหมอตรงนี้เลยตรงนี้มาหมอให้ให้เพื่อนก็ลองทักดูซิ。 หมอตอบจากใจจริงๆก็ต้องกลผิดถูกลูกตาเป็นแบบให้。 พวกเราก็ได้เพื่อนมาทุกคนซักได้。 ไม่รู้ใครผมเป็นพี่แน่นอน。 ใจจริงๆที่หลวงตาบอกว่าอะไรผมก็มองน้องมันมาแบบหนึ่งทำไมกระจกมันแล้วงง。 เมื่อกี้ก่อนที่จะเริ่มถามหลวงตาครับ。 แล้วตอนนี้มันมีอะไรที่มันเปลี่ยนมันต่างกันครับ。 คือ。 หนึ่งก็คือที่ต่างหนึ่งก็คือในเรื่องสมมุติฐานจิตผมก็ส่งสงสัยอยู่เหมือนกันว่าการเรียนคนั้นเรื่องของตัวฐานจิตครับให้เป็นแบบการรับรู้สังขารเนี่ยเราจะต้องยังไงบ้างจริงๆมันก็คือเกิดแบบเหมือนกันคือจริงๆทุกอย่างมันก็คือไอ้ตัวที่เป็นฐานจิตมันก็เป็นการเกิ。 ดแบบเราก็แค่รู้รับรู้ส่วนนี้เพิ่มเติมเหมือนกัน。 แล้วก็ในแง่เรื่องของตัวทุกอย่างที่เรามองเห็นนะครับ。 คือที่เรา。 ที่เราเหมือนเราแยกแล้วก็รู้เฉยๆ。 โดย。 โดยเราไม่ต้องไปจับแล้วก็ไปถือไปยึด。 เราก็จะผ่านมันไป。 แต่การมองผ่านการที่เรามองเห็นมันจะค่อนข้างยากยากนิดนึงว่าบางทีเราอาจจะหลเข้าไปแล้วแต่เราคิดว่าเรารู้ตัวอันนี้เราจะต้องแยกให้รู้ว่ามีสติแล้วก็มีสัมปชัญญะเพื่อให้รู้ว่าเราเราไม่ได้ไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่มันคือของของมันอันนี้คือเราอยู่ตรงนี้มัน。 ไม่เกี่ยวข้องกัน。 แต่คือการที่ให้เรารับรู้เนี่ยเรารออาจจะต้องมีเรียกว่าสติแล้วก็สัมปัชัญญะเพื่อให้เกิดการรับรู้ไม่ใช่การเอาตัวเข้าไป,ย。 ึดกับมัน。 สติคืออะไรครับก็สติคือที่คือสมมุติถ้ามีฐานผมที่ผมที่ผมรับผึ้งเริ่มทำแต่ก็ที่รู้ตัวก็คือมันจะเป็นการรู้ตัวว่าเราก็มีเหมือนแบบฐานที่ตั้งมีสมาธิที่แบบไม่ได้อาจจะไม่ต้องบางทีกันของผมเป็นเรื่องความรู้ตัวตรงกำมถันน้ำเย็นหรือว่าพุทธโท。 นั้น。 รู้สึกอยู่ตรงนี้แล้วครับ。 แล้วก็ทีนี้ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นเราก็จะให้เห็น。 เห็นแล้วก็。 แล้วก็เออแล้วก็ปล่อยมันไป。 เห็นแล้วก็ปล่อยมันไป。 ประมาณ。 แล้วก็คือคือสตินี้คือการเห็น。 แล้วก็เกิดขึ้นสัมปชัญญาก็เกิดขึ้นแล้วก็หายไป。 แล้วก็เกิดขึ้นหายไป。 คือโดยไม่ได้ไปหลงว่าต้องไปจับ。 เกาะมันไปถ้าเราเห็นเนี่ยมันจะเป็น。 เหมือนโยตรฐานแล้วมันจะไปยึดจับอะไรมันแบบ。 ความรู้สึกในใจเปลี่ยนไปไหมครับ。 คือก่อนหน้าคือผมจริงๆสารภาพเลยเพิ่งมา。 เริ่มทำอีกรอบนึงเพราะว่า。 รัชตะ。 หนึ่งก็คือ。 ถ้าเราทำคือความรู้สึกมันจะโล่ง。 คือคือคือความหมายคือ。 คือเราก็จะเห็นตัวเองว่าสมัยก่อนเราก็ไปตามไหลไปกับมัน。 เหมือนไหลไปเรื่อยๆครับ。 ไม่มีที่สิ้นสุด。 หมายถึงไหลไปตามมันลงการที่เรารู้ว่ามันก็จะเห็น。 เห็นแล้วก็เราก็จะลดมันเป็นความสบายใจ。 มันเป็นความมันโล่งแล้วกันครับ。 วงโป่ง。 คำถามคือเมื่อก่อนน้องก็ทำอย่างนี้คือจริงๆไม่ได้คือผมอ่ะเคยปฏิบัติสมัยมหาลัยแต่ก็นั่งเฉยๆไม่ได้นั่งเยอะนะตอนนั้นก็นั่งแล้วก็เจออย่างนี้แล้วเราก็ตอนนั้นพอดีนั่งอย่างนี้เสร็จแล้วก็เหมือนยายเสียพอดีก็เคยไปบวชแต่ก็ไม่รู้ว่าจะแนวทางไหนดีอะไรก็เลยไม่ได。 ้ปฏิบัติอะไรมาสักพักนึงเลย。 แล้วเพิ่งมาเริ่มปฏิบัติอีกทีก็ประมาณ。 เดือนเดือนเดือนนึงเดือนกว่าๆจาก。 ฟังว่าเออมันอาจจะต้องมีวิธี。 ฐานของจิตที่เป็นตัวกำหนดให้เราให้ไหลก่อนอะไรย。 แล้วก็มีน้องรัชตะชวนมา。 พูดธรรปฏิบัติอย่างนี้นะเธอเราก็เลยวเอนเรามาลองทำใหม่อีกสักรอบนึงไหมเพื่อเรียนรู้ในสิ่งนี้。 แล้วจะมีคำแนะนำกับน้องรักษากับพี่กับหมอบีของเราแนะนำผมอาจจะเป็นแนวทางที่ผม。 หักปฏิบัติในช่วงนี้เฉยๆก็หลักๆน่าจะเป็น。 การรู้ตัว。 รู้ตัวว่า。 เราไหลไปกับมันหรือไม่ได้ไหไปกับมันคือตราบใดที่ไม่รู้ตัวมันคิดว่าไม่น่าจะเกิด。 ความปัญญาอันอื่นขึ้นหรือว่าความเข้าใจอย่างอื่นขึ้นมาได้คือถ้าไม่รู้ตัวเราก็แค่อาจจะหลไปว่าเราเราอาจจะคิดหลงในความแบบสักอย่างคือจริงๆถ้าเราไม่รู้ตัวไม่สามารถแยกออกมาว่านี้ไม่ใช่เราได้มันก็จะไม่。 เกิด。 ความถ่ายเมื่อกี้ให้ที่น้องฟังพวกพี่คุยกันเนี่ยเรารู้ตัวกันไหมสามคนนี้ยังไม่สามารถบอกอะไรได้ครับเพราะว่าผมแล้วก็เป็นแนวทางนี้ก็เลยสงสัยว่ามันยังไงบ้างก็เลยได้มาสอบถามหลวงตาให้หลวงตาเมตตาเลย。 ครับ。 คือถ้าจะเน้นก็ผมรู้สึกว่าเป็นความรู้ตัว。 รู้ตัวมากกว่าครับ。 amazingครับ。 ตอนเริ่มอนุบาลได้ตอน。 เล่นไปด้วย。 ขออนุญาตนะคะ。 พอดีฟังที่หลวงตามันบอกว่าพอเหตุผลลงใจมันลงใจเลยอ่ะไม่มีแบบๆทางปฏิบัติมันคิดว่าน่าจะเป็นทางปฏิบัติแล้วก็เราเหมือนทำมาแล้วเราเห็นสอ,ด。 คล้องว่า。 ตามปัญหาที่พบว่าเราจะมันเห็นอย่างนั้นแล้วก็ที่ลงใจก็คือความหมายคือเหตุผลมันครบองค์กับที่เราสงสัยว่าเราจะต้องเฝ้าสังเกตยังไงเพื่อการไปต่ออีกระดับในการเฝ้าสังเกตครับก็คือลงใจความหมายที่ผมรู้สึกเองก็คือน่าจะเป็นมันก็เห็นตามจากการปฏิบัติอย่างนั้น。 จ。 ริ。 งๆ。 มันเหมือนกับว่า。 เดิมก่อนมาเนี่ยหมอบุกเขา。 รู้แต่วิธีปฏิบัติ。 แต่ก็ไม่รู้。 ไม่เหมือนกับว่าได้การปฏิบัติแต่ไม่รู้จุดสิ้นสุด。 แต่ตอนนี้มันใช่เลย。 วิธีปฏิบัติกับจุดที่สุด。 แกก่ใจเลยว่าไปตอได้แล้วเลยไปแต่สุดท้ายรู้จุดที่แล้วเนี่ย。 มันก็คือจุดที่ปฏิบัติที่สุดมารวมอย่างเดียวก็คือรวมที่ใจที่ยอมรับที่ไม่มีตัวตนมันไม่มีเงื่อนไขเลย。 หนูก็ไม่รู้จะถามยังไง。 ไม่เหมือนกัน。 อย่างนี้ทำถึงสุดท้ายจที่ไม่มีอะไรไม่มีตัวเราไปได้เป็นอะไรก็ได้เป็นอะไรก็ทุกขตลอดไปมากขึ้นมากขึ้นมากขึ้นทุกมากขึ้นไม่ใช่ว่าความทุกข์น้อยลงจไม่มีตัวตนไม่มีตัวเราเป็นอะไรแต่ความไม่มีมารวมที่และปลายทางมารวมสุดท้ายมารวที่ใจไม่มีผู้เดิ。 นทาง。 ไม่มีผู้ที่พาน。 มีอยู่ก็มารวมที่ใจผู้เดินทางไปที่ผ่านก็ไม่มีเพราะว่า。 ใจนั่นแหละที่ผ่านตั้งแต่แรกแล้ว。 ไม่มีตัวเราไปเอาที่ผ่านที่ปลายทาง。 พระไตรปิฎกหรือในท้ายของคัมภีภิสุทธิมากขึ้นที่กล่าวว่า。 ทางนี้อยู่แต่ผู้เดินทางไม่มี。 นิผ่านมีอยู่ที่ผ่านมาไม่มี。 คือหนูเห็นมันว่าเขาพอเขาเห็นความมีเป็นสิ่งเกิดจากไม่มีเจ้าของแล้วมันก็ลงไปมันก็ลงไปแล้วมันก็ลงไปอย่างนั้นนะคะ。 ความเป็นตัวตนเขาก็เลยเล็กลงไปเรื่อยๆเล็กลงไปเรื่อยๆจะความไม่มี。 สินค้าจะหลงขนาดก็เป็นความมีบขนาดแล้วก็ก็ความที่เขาถึงใจความไม่มีมันก็จะกลับกลับคืนมาสู่ความไม่มีไม่มีอะไรไม่มีใครได้ใครเป็นอะไรไม่มีใครต้องพยายามให้ตัวเองไปถึงไปได้เป็นอะไรอันนี้ก็จะเป็นมาตรฐานของใจเขาเลยไปเลยมันก็กลายเป็นกรรมฐานที่เปลี่ยนไปจากเ。 อากรรมฐานที่ว่าเอาไปลอกไปตรงไหนในหน้าอกในปีในตรงไหน。 กรรมฐานมันคือไม่มีที่อยู่ที่ตั้ง。 ไม่มีอะไรปรากฏไปเลย。 แล้วก็อยู่กับความไม่มีพระเจ้าทั้งหลาย。 ไปถึงธรรมชาติที่ไม่มีแล้วอยู่กับความไม่มีแล้วก็ตายไปกับความไม่มี。 หมอบุกพูดให้หมอพี่ฟังหน่อย。 ก็。 คือหลักๆ。 ผมแค่รู้สึกว่ามันก็ต้องตั้งต้นจาก。 การมีความรู้ตัวนะ。 เป็นจุดตั้งต้นของของทุกอย่างแต่เราต้องไว้เหมือนเราต้องรู้รู้จริงๆไม่ใช่รู้แบบว่ารู้โดยความคิดที่ยึดกับจิตคืออันนั้นไปแล้วคือเราแค่เห็นเป็นผู้เห็น。 ผู้เห็นโดยได้ไม่ไม่ได้ไปยุ่งไปจับกับอะไรกับมันนะครับ。 แล้วมันก็จะผ่านของมันไป。 ตราบใดที่เหมือนอันนี้ผมว่าจะเป็นอันที่ทำให้พอพอเห็นทุกอย่างแบบนี้มันผมรู้สึกว่ามันจะค่อยๆขายไปโดยไม่,ต,้,อ,ง,ใช้อ,ะ,ไ,ร,ก,็,คือแต่มันก็,จ,ะ。 ค่,อยๆขาย。 ตาจะบอกให้คือหมอมีไม่เห็นตัวเองใช่ไหม。 ความแตกต่างตอนนี้ณขณะนี้เลย。 สภาวะจิตสวธรรมของบุกับพี่。 คือหมอบุกตอนนี้คือเป็นความ。 แต่เขาเป็นความไม่มีความดิ้นรนไม่มีความปรแต่งที่หลทะยาอยากอยากรู้อยากเห็นอยากเอาอยากได้อยากเป็นอยากอยากสงสัยสงสัยจะไปเอาอะไรเป็นอะไรจะอยากจะไปทำอะไรเป็นอะไร。 แต่ก็เป็นธรรมชาติเป็นธรรมชาติไม่แตกไปเลย。 หมายจะมาซไม่รู้กี่ตัวเลย。 หมอมีความเพียรพยายามอย่างไรก็้าเพื่อจะให้ถึงให้ได้ให้เป็นให้สำเร็จให้เหมือนกับเขา。 มีความพยายามอย่างแรงกล้า。 แล้วมันมีความคิดเปรียบเทียบทีหลังเป็นแบบนี้เรามาปฏิบัติตั้งนานแล้วเลยกลายเป็นแตมันต่างกันมากเลยตอนนี้。 เนี่ยคือความคิดในปัจจุบันขณะเลยเนี่ยทำในปัจจุบันขณะมันต่างกันตรงนี้แหละเราบเนี่ยก็ดีรู้ว่าจิตรู้ทำของอื่นได้แต่กลายเป็นในใจเราคงแตแตแตแตใจรู้ให้เป็นให้สำเร็จ。 หาขทางที่จะนพพาน。 เครื่องหมายจะมาเครื่องหมายคำถามเกิดขึ้นในใจเต็มไปหมดความดิพยายามอยากเต็มหมดมีแต่แต่เขาสงบเย็นยิ่งรู้แจ้งที่สงบเย็นเป็นอย่างเดียวกับธรรมชาติที่ไม่แตก。 มันแตกต่างกันอย่างนี้。 ความสงบเย็นเป็นนาสันติพลังสุขังสุขได้ราเหนโอกาสใจที่สงบสันติ。 คือสิผมแต่งเป็นไม่มี。 แต่ถ้าผมแตผมแต่งด้วยความคิดว่าชาวบ้านมันก็เป็นสมุไทยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ด้วยไป。 ขอถามก็ได้。 ไม่บอกว่าจะถามในใจบอกว่าจะถามว่าแล้วทำไมหนูถึงจะสิ้นกว่าปรุงแต่งอย่างเขาอย่างหมอใช่ไหมบอกว่าอยากจะถาม。 จะตอบได้ไง。 จริงๆมันมันไม่ต้องสิ้นคือคือก็แค่เฝ้าสังเกตครับ。 แน่ถูกหรือเปล่าคิดก็ก็ปล่อยก็ส่วนของมันไปอะไร。 เข้าใจไหมว่าพี่ก็บอไม่ใช่เราพยายามให้สิ้นความพแตกแต่พอสังเกตว่าเมื่อมันแตก็ปล่อยเขาเกิดระดับไปของเ,ข,า,เ,อ,ง,ไ,ม,่มีเ,ราไปไม่มี,เ,ร。 าไ,ปปล่อย。 บพี่。 ประว่าที่ผ่านมาหมอพี่พยายามปรุงแต่งให้สิ้นความปรุงแต่ง。 แต่ไม่ปล่อยให้ความปรุงแต่งเป็นความปรุงแต่ง。 ของเข้าไปไปเองแล้วก็ดับไปของเขาเอง。 แต่พยายามจะปรุงแต่งให้ที่ความปรแต่ง。 แต่เขาคือความแตก็ปล่อยเขาเป็นความแตเป็นธรรมชาติที่เกิดต่อไปเป็นของเขาเอง。 คนละอย่างกันแนไหม。 แต่เลยไหมเนี่ยขาคนละทาง。 ใช่ๆมันเดินทางผิดคนละทาง。 เดินทางด้วยความอยากให้มันเป็น。 เดินทางความทุกข์ด้วยกเลสทางตกข้ามผ่าน。 ยอมรับตามความเป็นจริงทุกปัญหาในจิตใจเราอันไหนวามันเป็นผู้แตก็ปล่อยให้เป็นสังผู้แต่งและเกิดดับไปก็เขาไม่มีใครไปลอะไรกับเขาก็สังเกความจริงอย่างนี้จากใจไม่มีตัวเราไปฝสังเกต。 พี่อยากให้มันเป็นไปอย่างไรแต่ยอมรับความเป็นจริงของจิตใจมันเป็นเช่นนั้นเอง。 ธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นเอง。 มันคนแตกต่างกันฟ้ากันดี。 หนูไม่เคยเรียนรู้แบบนี้เลย。 ไม่เคยฟังมาก่อนเลยเนาะ。 ไม่เคยเรียนรู้แบบนี้。 มันยังไม่ถึงเวลามั้ง。 ความจริงคำสอนมีเช่นนี้ตลอดเวลา。 แทมีอยู่ในทุกฝ่าย。 ทุกไฟลเสียง。 แต่ละเหมือนไม่เคยได้ฟังมาก่อนเลยเพิ่มมาเลยฟังครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต。 มันเหมือนเรียนรู้คนละระบบกันหลวงตา。 เพราะเห็นความปรุงแต่งก็กระบวนการจัดการเต็มไปหมด。 ไม่เคยที่จะเรียนรู้แบบนี้เลย。 จะเรียกว่าอะไรบางตาใจ。 อะไรมาๆตาปัญญา。 พูดได้คำเดียวยังไม่ถึงเวลามันเหมือนกับทุกอย่างฟังแล้วพูดแล้วบอกแล้วก็ไม่รู้อะไรมาบัง。 ทำให้เข้าใจคลดเคลื่อนไปจากปธรรมความจริง。 เมื่อสาขาอะไรเกิดขึ้นในใจมีตัวเราเข้าไปจัดการทั้งหมดทุกระบบ。 รวมทั้งเมื่อยังไม่มีอะไรในใจตัวเราก็เข้าไปจัดการก่อนแล้วเพื่อจะให้มันรู้ให้เห็นให้มันเป็นให้มันแบบนี้ให้มันเป็นแบบนี้ไม่ผิดระบบไปหมดมันคือว่าอันนี้มันเป็นเหตุปัญหาที่ไปทางตรงข้าม。 ผ่าน。 ที่ได้กล่าวไว้เสมอว่า。 พระพุทธธพระพระจย์บอจะเดินทางนี้พระเจ้าทั้งหลายไม่ต้องดำเนินนี้เป็นทางที่เจตนา。 ไปลูกค้าที่ผ่านที่ผ่านคือซื่อ。 ธรรมชาติทั้งหลายเป็นไปอย่างไรก็เขาก็เป็นไปเช่นนั้นไม่มีใครไปทำให้เขาเป็นไม่มีใครเข้าไปจัดการเขาสังหารก็คงเป็นสังหารสนใจธรรมชาติที่ไม่มีอะไรปรากฏก็คงเป็นใจที่อะไรปรากฏ。 ที่ธรรมชาติได้แต่รู้ความจริง。 เช่นนั้นด้วยใจไม่มีใครเป็นคนไปรู้แต่ใจเขารู้ความจริงแค่นั้นเอง。 เมื่อสังขารใดๆก็ตามจะสุขทุกสงไปเศร้าองไปกุกุศลเขาเกิดเองแล้วเขาก็ดับไปของเขาเองไม่มีใครต้องไปทำอะไร。 เป็นความรู้ด้วยใจลูกออกมาจากใจที่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีตัวตนลูกรักณ์ไม่มีไรปรากฏ。 ใจก็กลายเป็น。 ถ้ารู้ที่คู่กับความว่างปากคู่กับธรรมชาติของณจักรวาลตลอดกาล。 เมื่อขันห้าสังขารที่ตายแตกดับอาการปรแต่งภายในใจก็ดับลงเหลือแต่ความรู้คู่ธรรมชาติคู่กับว่าป่าธรรมชาติจ,ั,ก,รวาลที,่,ไ,ม,่,ม,ี,ต,ัวตนรูรัก,ณ,์。 อี,กต่อไป。 ธรรมชาตินี้ได้สั่งสอนมาตลอด。 แต่มันยังไม่ถึงเวลามันก็ตัวเราเข้าไปจัดการทุกระบบเพื่อจะให้มันเปลี่ยนไปอย่างที่เราต้องการ。 มันเหมือนถูกสอนมาคนละเรื่องเดินทางคนละฝั่งเลยมันยังไม่ถึงเวลามันได้ยินครั้งแรกในชีวิตเลยเนี่ยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลกมากเมื่อยังไม่ถึงเวลาไม่รู้อะไรบางตาใจปัญญาบ้างปัญญาใจแปลกมากๆ。 ก็ยังไม่ถึงเวลา。 หยุด。 ดิ้นรนทยานอยาก。 หยุดดิ้นรนปรุงแตในความอยากและความยึดมัถือมั่นแค่นั้นแหละธรรมชาติ。 ไม่มีผู้พยายามพยายามพยายามจะหยุดอยากมันไม่มีความอยากผมมีแต่สังขารเกิดก็ดับไปในธรรมชาติไม่เกิดไม่ดับของใจ。 ธรรชาติไม่เคยสนใจมันก็จะรู้ความจริงเรื่อยไปไม่มีอยากให้อะไรหายไปอยากให้ความอยากหายไป。 หรืออยากให้ไม่อยากมันไม่มี。 มีแต่รู้ความจริงอย่างนี้ออกมาจากใจสิใดเกิดที่ระดับไฟเป็นธรรมดา。 ส่วนถ้าาดูนะไม่เกิดไม่ดับไม่มีรูปลักษณ์ไม่มีสัรักณ์ใดๆลูกมาจากความไม่มีของผมเองคือสมัยก่อนผมก็จะไม่มีความรู้ตัวการกุโลบายที่ของสามารถทำให้เห็น。 สิ่งต่างๆได้ชัดขึ้นใช่ไหมครับน่าจะเป็นแนวทางอันหนึ่งที่ที่พอช่วยได้ที่ที่เป็นกุโลบายหนึ่งนะ。 มีฐานกรรมฐานไว้。 คือติดตั้งที่ใจดูอยู่ที่ใจรู้ใจและที่ใจไปว่าที่ใจ。 แต่ใจอ่ะที่ไปสร้างสารไว้นะมันเป็นเป็นสถานที่ที่สมมุติเอาไว้ก็ยังไม่จริงแต่ไปฐานเพื่อดูไปวางสังฐานที่เกิดอยู่ในใจ。 อยากจะแนะนำอย่างนี้ใช่ไหมหลังได้ผ่านตอนนั้นก็จะเฝ้าสังเกตฐานอีกทีแบบที่หลวงตาเมตตาบอกอีกทีว่าสถานที่เราตั้งไว้สำหรับดูรู้เห็นที่เกิดดับในใจฐานจริงๆแล้วก็ไม่มีที่อยู่ที่ตั้งที่ดูดิฐานที่เป็นที่อยู่ที่ตั้งเรียกว่าตั้งอยู่ที่ใจดูอยู่ที่ใจรู้ใจและอย。 ู่ที่ใจทุกอย่างที่เกิดดับในใจ。 ถลาภไปแล้ว1อย่าง。 เมื่อรับทุกอย่างที่เกิดอาหาใจแล้วไม่เห็นว่าไอ้ใจที่ตั้งผ่านไว้นะ。 มันก็มีที่อยู่ที่ตั้งจริงอีก。 ใจที่ตั้งฐานไว้สำหรับดูสิ่งกระดับในใจมันมีฐานมันก็เลยว่างเปล่าไปเลยเหมือนกับที่หมอไปเจอความว่างว่างหม,ด,แ,ต่สุดท,้,า,ย,ค,ื,อ,ไ,อ้ผู้ที่ร,ู,้。 คว,ามว่าง。 ดับ。 อะไรว่าจะตัวตนเลย。 เมื่อวานจับตัวตนแล้วก็เลยไม่มีตัวตนหรือที่ใดไปทุกภาษาสมุดเรียกว่าที่พาน。 ไม่ใช่ไปเป็นความว่างอันแรกที่ยังมีตัวตนไปรู้ความว่าเมื่อไม่รู้ความว่างแล้วก็สุดท้ายก็รู้ความว่าจริงแต่ดับมันก็เลยเป็นเหมือนว่าตอนแรกใจใจร้ายใจปล่อยวาจริงใจคือปล่อยวางสิ่งกระดับในใจสุดท้ายยึดกระดับในใจแล้วแต่ใจที่ตั้งไว้มันก็ดับใจก็เลยว่า。 งเลย。 ว่าจะฐานที่ตั้ง。 ว่าจะพูดยึดถือผิดระดับในใจแต่มันหมดแล้วที่บอกเขาสงสัย。 ยังไงต่อ。 ปฏิบัติยังไงต่อ。 ก็เดี๋ยวว่า。 ไอ้ธรรมชาติของความว่างเปล่าที่มีอะไรมันรู้ตัวมันเองไม่ได้มันรู้สภาวะมันเองไม่ได้。 แต่มันมีเราที่ไปรู้แล้วเราก็ว่าแบบนี้เราจะปฏิบัติไงต่อนี่แหละแหละเห็นว่าไอ้ตัวนี้ผมแตให้เราที่ไปรู้นี่แหละเป็นตัวผมแต่งมันก็เลยปล่อยวา่างใจที่มันว่างแล้วมันก็เลย。 ตัวเราที่เป็นสิ่งปรุงแต่งที่เกินความไม่มีมันก็เหลือแต่ความไม่มีตัวเราแต่ความว่าก็คงยังว่างอยู่ก็เกิดจากอยู่แต่ไม่มีตัวเราชัดเจนในเส้นทางไม่หมอขอบคุณ。