徒: 师父,我该如何训练我的心呢? 师: 首先要让心平静下来,不要急躁。不要对任何事情过于急躁。不要渴望知道、看到、得到或成为什么。当平静和安宁充满你的内心时,你就会开始理解实相的真理,也就是不再执着于任何事物。一个方法是念诵“佛陀”或者专注于呼吸,同时观察你的心。这样可以帮助你保持正念,不会失去觉知,不会陷入散乱的思绪中。 徒: 我去观察我的心了。 师: 我们持续念“佛陀”,并观察它。“佛陀,佛陀,佛陀...” 不用太快。然后仔细观察,当我们念“佛陀”的时候,心是否只专注于此,还是会想到其他的事情? 我们要把“佛陀”和我们的觉知放在一起,不要让念诵“佛陀”消失。当我们想到其他事情的时候,我们要觉察到这些念头是从心里生起的。我们念“佛陀”的时候,不是只想着这一个念头,比如我们会想:“佛陀,佛陀,佛陀... 哎,我是不是又想别的事情了?” “哎,没有啊,我没有想别的事情,佛陀,佛陀,佛陀...或者它是不是在我没有觉察到的时候想了别的事情呢?佛陀,佛陀...” 我们会这样观察。我们专注地念“佛陀”这一个念头,但各种各样的其他念头会穿插进来。这些念头就是无常、苦、无我的老师,因为我们无法控制它们。而我们念的“佛陀”也是无常、苦、无我的老师,因为当我们停止念“佛陀”的时候,它就停止了。但是我们想要看到的是,除了我们专注念的“佛陀”之外,其他的念头都是无常、苦、无我的,它们不在我们的控制之下,我们可以放下它们,只是观察它们。接下来,当我们清楚地看到这些,用从内心生起的智慧清楚地知道:“哦,这些杂乱的念头并没有什么实质意义”,我们就不会再被它们迷惑了。我们就不再需要依靠“佛陀”作为依靠。因为我们已经完全看清了什么是散乱的心,我们不再被迷惑,不再迷失,不再执着于任何事物。我们就不再需要依靠“佛陀”作为诱饵。如果我们不通过与念诵“佛陀”进行比较来观察,我们就不会知道。我们会把我们自己投入到思考中,比如我们持续地念“佛陀”,然后观察,观察我们的心,我们会想:“哎,它好像什么都没想啊,怎么这么久了,什么都没想,它什么都没想。” 在我们努力观察的整个过程中,有时我们甚至来不及跟上念头的速度,因为我们努力,努力加速,想要跟上它。哎,有时它在我们没有觉察到的时候就已经想了,我们没来得及知道它就想了。接下来,当我们完全看到我们的心有各种各样的想法、念头、感受、分别的时候,我们就不会再被它们迷惑了,也不会试图去熄灭它们。我们不会全身心地投入到这些念头中,与它们融为一体,去思考,去分别,去造作。 如果我们不被迷惑,我们就只是觉知着,持续地放下,放下那些在心里生起的念头,放下它们,没有人去成为什么,没有人去对它们做什么,让它们自己生起,自己熄灭。如果我们这样观察,我们就不用再用“佛陀”作为辅助了。 徒: 什么是“知根源之心”? 师: 知道心的源头是贪恋。知道心的末端就会立刻出错。念头不是觉知的心。 徒: 那么念头又是什么呢? 师: 念头只是对某个对象的执着。如果失去正念,跟随这些念头,就会迷失,让心向外追逐,这就是苦的根源。通过学习觉察自己的心,不让心去想任何事物,保持平静和安宁,这并不是正确的修行方法,这违背了自然的规律。因为这会压抑心的自然运作,心本来就需要思考、感受、分别。我们需要不断地观察、学习、理解、运用,这样才能成为一个对世界和事件有敏锐洞察力的人。我们需要知道善与恶、好与坏、有益与无益,知道在不同的时间、地点、场合,对不同的人,什么事情是合适的,什么是不合适的。 徒: 那么,正确的修行方法是什么呢? 师: 正确的修行方法是培养正念、禅定和智慧,让它们合而为一。通过观察心或者识蕴,也就是“觉知者”。“觉知者”的功能是觉知外在的六尘:色、声、香、味、触、法。然后有心所,也就是受、想、行,与心或者识蕴的每一个刹那相伴随。因此,心或者识蕴,也就是“觉知者”,会根据伴随的心所而呈现出不同的状态,并且迅速地变化、消失。所以被称为“虚假的觉知者”。当我们持续地以正念、禅定和智慧觉知这个“虚假的觉知者”时,就不会迷失,让心向外追逐,执着于所想的事物,也不会迷失、沉溺于散乱的思绪中。只是单纯地觉知每一个当下的“虚假的觉知者”。而那个觉知“虚假的觉知者”的觉知者,或者说,觉知念头生起的源头的觉知者,在当下表现为观察者、觉知者、看见者。但它本身并没有任何显现的特征,它是本然的觉知,不造作,没有实体,也没有任何事物显现。 徒: 师父,回头寻找我们那个“能知”的心,是什么意思? 师: “能知”的意思是,当眼睛看到形状的时候。不要只关注那个形状,而是要观察那个能知的心,是如何看待那个形状的,它在心里是如何评论、判断的。然后我们只是单纯地觉知这个心是如何把那个形状拿来思考、分别、评论、判断的。这叫做“以正念来觉知,以正念来觉知”。当听到声音的时候,也同样用正念来觉知,觉知这个心是如何听到声音的,然后它是如何把这个声音拿来思考、分别、评论、判断的。“以正念来觉知”气味,当闻到什么气味的时候...它一定会评论、判断:喜欢还是不喜欢,它是如何评论、判断的?“有人喷了香水,真香啊!” 然后就评论了。“哇,现在好臭啊,这是什么?谁在这里放屁了?真臭!” 当闻到香或臭的气味时,我们内心会说什么?这个能知的心一感知到,它会说什么?它不可能不说话、不想、不分别、不在心里评论。它感知到什么,就一定会评论。当有食物放进嘴里的时候... 当有什么东西接触到嘴巴的时候,好吃不好吃,酸甜苦辣,它都会立刻评论。“真好吃啊!这次真好吃。” “不好吃,不好吃。” 它会评论。“太咸了,太酸了,不好吃。” 它会评论。然后是身体接触到的事物:天气太热了,天气太冷了,有蚊虫叮咬。然后心会说什么,它是怎么说的?“哎呀,好热!” “哎呀,好冷!” “哎呀,这里好舒服!”它会评论,它会在心里说话。有舒服、不舒服、轻松、自在的感觉。心平静、安宁、空旷,不是不平静、不空旷。它会评论,它会说它是什么感觉。当有念头产生的时候,能知的心感知到那个念头,它会说什么?它会评论:“哎呀,这是一个不好的念头,这是一个好的念头,这是善念,这是恶念,这是福报,这是罪过。哎呀,我又迷失了,我又陷入念头里了。哎,现在没有迷失在念头里,嗯,现在很好很好,没有迷失在念头里。哎,我又迷失在念头里了。” 它会评论,它会说话。迷失在念头里还是没有迷失在念头里并不重要,重要的是,我们是否知道它正在发生什么,它在评论什么,它在说什么,我们只是单纯地觉知那个能知的心。 徒: 大多数修行人都是这样修行的吗? 师: 大多数修行人都是这样的:我们把自己投入到念头和分别中,当感到舒服的时候,就安住于舒服的感觉中。这是我们执着于结果。因为舒服的感觉是被觉知的对象。如果不觉知自己的心,它就会非常混乱,因为它总是执着于结果,而不知道源头。源头就是心的源头,知道心的源头是贪恋。知道心的末端就会立刻出错。末端是被觉知的对象,源头是能知的心。我们不是去看末端,比如我们想什么,我们就一直想下去,我们执着于我们所想的事情,这就是末端。但是那个知道我们在想什么的心,就是源头。 徒: 所以大多数修行人只是练习觉知心的末端? 师: 是的,大多数修行人只是练习觉知心的末端,这只是觉知外在的六尘:色、声、香、味、触、法。 徒: 那么,修行人的错误是什么呢? 师: 许多修行人厌恶痛苦,喜爱快乐;喜爱善,厌恶恶;或者执着于平静、安宁、轻松、自在、空旷的感觉,而厌恶相反的状态。他们会迷失,让心向外追逐,去寻找“法”,而“法”是外在的六尘。通过觉知心所想的事物,然后把心拉回来,这只是在与心的末端作战,而不是觉知念头生起的源头,或者说,觉知“虚假的觉知者”。“虚假的觉知者”会表现出心的状态或行为。它是观察者、觉知者、看见者、评论者、说话者、理解者、觉悟者、放下者。 徒: 那么,如何通过观察“虚假的觉知者”来培养正念、禅定和智慧呢? 师: 通过观察“虚假的觉知者”来培养正念、禅定和智慧,我们就不会迷失,执着于“虚假的觉知者”,也就是:迷失,把自己当作观察者、觉知者、看见者、理解者、觉悟者、放下者。拼命地寻找,想要让自己解脱,却没有放下“自己”。迷失,让心向外追逐那些念头和分别,或者努力压制心,不让它思考、感受、分别。努力不让心思考、感受、分别,本身就是迷失在造作中。努力去观察、觉知、觉察心,想要帮助自己解脱痛苦,这本身就是迷失在造作中。当我们持续地以正念、禅定和智慧观察“虚假的觉知者”的每一个当下时...就不会失去正念,迷失,沉溺于散乱的思绪中,也不会迷失,让心向外追逐,执着于外在的六尘:色、声、香、味、触、法,这些在当下接触到的事物。因此,在每一个当下,如果正念、禅定和智慧合而为一,不让心向外追逐,不执着于内在,不执着于任何事物。在那一刻,就没有无明。就会观察到念头的生灭,在不生不灭的心或者本然的觉知中,或者说,在不造作的本性中。当不执着于世间和...“法”,也就是造作的本性和不造作的本性,也就是心或者本然的觉知,或者说不生不灭的本性。不执着于涅槃,就解脱了。地、水、火、风,不会存在于涅槃的境界中。在涅槃的境界中,星辰不会发光,太阳不会出现,月亮不会发光,黑暗也不存在。什么时候,婆罗门被称为“牟尼”?因为他了知四圣谛,自己亲证了真理。那时候,婆罗门就从有形和无形、从快乐和痛苦中解脱了。 --- 翻译以下佛法讲座为中文(Chinese),要求: 1. 将内容整理为对话问答的形式,问问题的部分加上“徒:”,回答问题的部分加上“师:” 2. 完整翻译,不遗漏内容 3. 翻译结果输出为对话问答的形式 4. 不要包含泰语,全部翻译为中文 5. 保证翻译后的文本通顺,易读 6. 同一个角色(例如师 或 徒)如果有连续说话,请合并到一起 --- ฝึกจิต. เออสงบใจก่อนอย่าเร่าร้อนไป. สงบใจก่อนอย่าเร่าร้อนไป. เดี๋ยวเร่าร้อนไปในประการใดใดทั้งปวง. แกอยากรู้อย่าอยากเห็นอย่าอยากได้อย่าอยากเป็น. เดี๋ยวความสงบร่มเย็นก็จะเข้าแผ่ซ่านเข้ามาในใจ. แล้วความรู้สัจธรรมความจริงก็จะเกิดขึ้นคือไม่หลงติดไปกับอะไร. อุบายการภาวนาพุทโธหรือลมหายใจเข้าออก. ควบคู่ไปกับการสังเกตเห็นจิตคู่ภาวนา. จะทําให้ไม่ขาดสติหลงมือเผลอเผลอคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่าน. กูไปเห็นจิคิส. คือเราพุทโธไว้อัน. บริการฟุตโทรไว้. พุทโธพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธไม่ต้องเร็วก็ได้อย่างเงี้ยพุทโธพุทโธพุทโธ. แล้วดูให้ดีนะว่าตัวเราพูดพุทโธเน. มันคิดว่าตัวอย่างเดียวแล้วมันไปคิดอะไร. เราย้ายกูโทรหายนะค่ะไอ้ความรู้สึกตัวอยู่กับพุทโธนี่แหละอย่าให้การบริการพุทโธหายแล้วเรามันไปคิดอย่างอื่นเราเห็นว่ามันไปคิดอย่างอื่นลุกออกมาจากใจลุกมาจากใจนะตัวเราผู้โตเนี่ยมันไม่ได้บุตรตัวอย่างเดียวหรอก. เช่นว่าพุทโธพุทโธพุทโธพุทโธเอ๊ะมันคิดอย่างอื่นอีกหรือเปล่าวะเนี่ย. เอ๊ะไม่นี่มันไม่คิดอย่างอื่นแล้วเนี่ยพุทโธพุทโธพุทโธเอ๊ะหรือมันคิดไปว่าเราไม่รู้ตัวว่ะพุทโธพุทโธมันก็จะดูอย่างงี้นะฮะเราตั้งใจคิดพุทโธหนึ่งเดียวนะมันสารพัดแต่คิดอย่างอื่นแทรกเข้ามาอันนั้นน่ะเป็นอาจารย์ทุกขังอนัตตาที่ที่เราบังคับมันไม่ได้แต่พุทโธที่เราพุทโธมันก็เป็นอาจารย์ทุกขังอะอนัดตาแล้วพอพอเราเราหยุดเราหยุดพุทโธเมื่อไหร่มันก็หยุดใช่มั้ยแต่เราต้องการจะเห็นว่านอกจากไอ้พุทโธที่เราเนี่ยตั้งใจจะคิดแล้วเนี่ย. ความคิดอื่นเนี่ยเป็นจําทุกวันหน้าตาหมดเลย. ไม่อยู่ในบังคับของเราเลยนะเราก็ตัดหางปล่อยวัดมันเราก็เห็น. ต่อไปเนี่ยพอเราเห็นชัดชัดแล้วเนี่ยเรารู้ชัดชัดจากใจของเราเนี่ยด้วยปัญญาญาณลูกออกมาจากใจของเรารู้ชัดชัดจากใจของเราว่าอ๋อไอ้ความคิดจุกจิกกุ๊กกิ๊กกุ๊กกิ๊กกุ๊กกิ๊กกุ๊กกิ๊กกุ๊กกิ๊กในใจของเราอะมันไม่เป็นสาระแก่นสารอะไรเลยเราก็ไม่เคยหลงไปกับมันแล้วมันเลย. เราก็ไม่ต้องอาศัยพุทโธเป็นที่พึ่ง. เพราะว่าเราเห็นไปหมดแล้วไงว่าอะไรเป็นจิตวงแตกแล้วเราก็ไม่หลงแล้วไม่เหมือนเผลอเผินไม่เหม่อเผื่อเพลินติดไปกับอะไรแล้วเราก็ไม่ต้องอาศัยพุทโธเป็นเป็นเครื่องล่อไว้ถ้าเราไม่ไม่ไม่ไม่สังเกตไว้จากการเปรียบเทียบกับพุทโธพุทโธไว้เนี่ยเราจะไม่รู้เราก็เอาตัวเราลงไปคิดเช่นว่าเราคิดพุทโธไปเลยใช่ไหมแล้วเราก็ดูเราก็ดูจิตเราก็ดูว่าเอ้ไม่เห็นมันคิดอะไรว่ะ. ทําไมตั้งนานแล้วไม่เห็นไปคิดอะไร. มันมันไม่คิดอะไรเลย. ไอ้ตลอดเวลาที่เราเนี่ยพยายามให้เห็นมันเฮ้ยเราก็ดูกันบางทีมันคิดไปรีบไม่ทันสักทีเพราะพยายามพยายามเร่งสปีดให้ทันมันให้ได้เอ๊ะบางทีมันเผลอไปคิดโดยเราไม่เห็นมันไม่ทันรู้ตัวมันคิดแล้วต่อไปเนี่ยพอเราเห็นหมดเลยว่าเห็นเห็นตัวเราเนี่ยมันมีความคิดความลึกความตึกความต้องความปรุงแต่งอย่างก็จะมีทั้งมันจะไม่เราเราไม่เคยหลงไปกับมันเลยไม่เคยหลงไปกับมันแล้วไม่พยายามไม่ไปดับมันเลยไม่ไม่เคยหลงไปกระโดดคือโถมไปทั้งตัวเนี่ยไปเป็นมันโถมไปทั้งตัวไปไปคิดไปตึกไปต่อไปปรุงแต่งไปพยายาม. ตัวถ้าเราเนี่ยไม่หลงเป็นแบบนี้นะเราก็รู้อยู่เนี่ยปล่อยวางมันไปเรื่อยเรื่อยปล่อยวางไอ้สิ่งที่กระดุกกระดิกขึ้นมาในใจปล่อยวางไม่มีใครไม่มีไม่มีใครไปเป็นอะไรกับมันไม่มีใครไปอะไรอะไรกับมันปล่อยให้มันมันเกิดเองดับเองกันเองกับเอง. ถ้าเราเห็นอย่างงี้เราเราก็ไม่ต้องใช้พุทโธเป็นตัวช่วยอะไร. รู้ต้นจิตจิตต้นพลโหยหวน. รู้ปรายจิตผิดทันที. ความคิดไม่ใช่จิตผู้รู้. ความคิดถึงสิ่งใดเป็นเพียงทําอารมณ์. และถ้าขาดสติหลงไปตามความคิดนี้ก็จะเป็นการหลงส่งจิตออกนอก. ซึ่งเป็นสมุดไทยคือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์. แต่การเรียนรู้เท่าทันจิเพื่อไม่ให้จิตไปคิดถึงสิ่งใดให้สงบนิ่งเฉยนี้. ก็คือเป็นการปฏิบัติที่ผิดธรรมชาติมหันต์. พระจะเป็นการสะกดจิตที่จะคิดนึกดึกดองตามปกติธรรมชาติ. ที่จะต้องมีการหมั่นสังเกตศึกษาเรียนรู้ทําความเข้าใจทําได้ใช้เป็น. จึงจะเป็นคนฉลาดทันโลกทันเหตุการณ์. รู้ดีรู้ชั่วรู้บุญรู้บาปรู้กุศลรู้อกุศล. รู้อะไรควรไม่ควรแก่กาลละเทศะบุคคลโอกาสสถานที่. การปฏิบัติที่ถูก. จะต้องเพชรฝึกให้มีสติสมาธิปัญญารวมเป็นหนึ่งเดียว. กันด้วยการสังเกตที่จิตหรือวิญญาณขันธ์หรือผู้รู้. ซึ่งทําหน้าที่รู้อายตนะภายนอกคือรูปเสียงกลิ่นรสโพสต์ทับพระและธรรมมารมย์. แล้วมีเจตสิกคือเวทนาสัญญาสังขารประกอบจิตหรือวิญญาณขันทุกดวง. ดังนั้นจิตหรือวิญญาณนาขันหรือผู้รู้จึงมีอาการต่างๆไปตามเจตสิกที่มาประกอบแล้วดับไปเร็วมาก. จึงเรียกว่าผู้รู้ตัวปลอม. เมื่อมีสติสมาธิปัญญาสักแต่ว่ารู้ที่ผู้รู้ตัวปลอมตลอดเวลา. ก็จะไม่หลงสมจิตออกนอกติดไปกับสิ่งที่คิดถึง. หรือไม่ลงมือเผลอเพลินที่ปรุงแต่งฟุ้งซ่านไป. เพียงแค่สักแต่ว่ารู้ที่ผู้รู้ตัวแปรในทุกปัจจุบันขนาดเท่านั้น. ส่วนผู้รู้ที่สักแต่ว่ารู้ผู้รู้ตัวปลอม. หรือรู้ต้นจิตปรุงแต่ง. ที่แสดงอาการเป็นผู้ดูผู้รู้ผู้เห็นในปัจจุบันขณะ. โดยไม่ปรากฏอาการของผู้รู้นั้นเป็นธาตุรู้ตามธรรมชาติที่เป็นวิสังขาร. คือไม่ปรุงแต่งไม่มีตัวตนและไม่มีอะไรปรากฏ. ว่า. กูปายทวนหาตัวเราผู้รู้. ผู้รู้ก็หมายถึง. เวลาขณะที่ตาไปเห็นรูปเน. อย่าไปสนใจแต่รูปนั้นแต่ให้สังเกตว่าตัวเราที่ไปรู้รูปเนี่ยมันเอารูปนั้นน่ะมาวิพากษ์วิจารณ์ไว้ใจว่ายังไง. แล้วเราก็สัตว์แต่ว่ารู้ไอ้ตัวเราที่เอารูปนั้นน่ะมาคิดมาปรุงแต่งมารวิพากษ์วิจารณ์วิจัย. เนี่ยเรียกว่ามีสติกํากับรู้สติกํากับรู้. พอไปรู้เสียงก็เอาเนี่ยสติกํากับรู้อ่ะรู้เนี่ยมันไปรู้เสียงแล้วมันไม่ว่าอันนํามาคิดมาติดต่อวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรเออสติกํากับรู้กินเวลาได้กลิ่นอะไรอะ. มันต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังไงอะถูกใจไม่ถูกใจนํามาวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรไม่ใครจะใส่น้ําหอมอะหอมจริงจริงเลยแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์แล้วโอ้โหตอนนี้เหม็นมากเลยมันอะไรนะใครมาตดตรงนี้เนี่ยเหม็นจังเนี่ยพอได้กลิ่นแก้วหอมเหม็นปุ๊บข้างในใจเราคงจะพูดว่าอะไรตัวเราเนี่ยไปรู้ปุ๊ปมันจะพูดว่าอะไรมันไม่มีหรอกไอ้ที่ไม่พูดไม่คิดไม่ตึกไม่ต่อไม่ไม่พูดไม่พรากในใจอะมันรู้อะไรมันต้องต้องพากย์มีรถมาถูกมามาใส่ปากปุ๊บ. พอกินอะไรโดนปากปุ๊บอร่อยไม่อร่อยเปรี้ยวหวานมันเค็มมันก็จะวิพากษ์วิจารณ์เลยอร่อยจริงจริงมั้ยเออคราวนี้อร่อยมากไม่อร่อยอร่อยไม่อร่อยมันจะวิพากษ์วิจารณ์ไอ้เค็มไปอะไรไปเปรี้ยวไปไม่อร่อยมันก็จะวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็รู้ทางสิ่งที่มาสัมผัสกายอากาศร้อนไปอากาศเย็นไปเหลือบยุงไรแมลงมาตรอมไต่. แล้วใจมันพากย์ว่ายังไงพูดไปยังไงเฮ้ยร้อนไปอุ้ยเย็นไปอุ้ยที่นี่สบาย. มันก็จะพากมันก็จะพูดในใจอะมีความรู้สึกสบายใจไม่สบายใจโปร่งโล่งเบาสบายใจใจนิ่งเฉยเฉยจะสงบใจว่างทําให้นิ่งไม่ใช่ไม่สงบไม่ว่างมันพากย์มันพูดว่ายังไง. พอมีความคิดเงี้ยพอไปรู้ความคิดอย่างนั้นน่ะไอ้ผู้ที่ไปรู้เนี่ยมันพากย์ว่ายังไงพากย์โอ๊ยนี่มันเป็นความคิดที่เป็นอกุศลนี่ความคิดที่เป็นกุศลอันนี้มันคิดดีนี่มันคิดชั่วนี่มันคิดเป็นบุญเป็นบาปเอ้ยเราหลงอีกและนี่มันหลงคิดไปอีกแล้วเนี่ยเอ๊ะตอนนี้ไม่หลงคิดเออตอนนี้ดีดีดีไม่หลงคิดเอ๊ะนี่เราหลงคิดไปอีกละมันก็พลาดมันก็พูดอยู่เนี่ยหลงคิดหรือไม่หลงคิดไม่ใช่สารสําคัญแต่รับคําเรารู้มั้ยว่ามันกําลังอะไรเกิดขึ้นมันพลาดมันพูดยังไงแล้วก็แต่ว่ารู้ไอ้ตรงผู้รู้แน่แน่. ส่วนใหญ่พวกที่ปฏิบัติธรรมก็เป็นอย่างเงี้ยคือ. เราเอาตัวเราเนี่ยไปคิดปรุงแต่งพอใจสบายก็ไปอยู่กับใจสบาย. อันเนี้ยคือเราไปอยู่กับปลายทาง. เพราะว่าใจสบายเนี่ยเป็นสิ่งที่ถูกรู้. คือถ้าไม่รู้ตัวเราเนี่ยมันวุ่นจริงจริงแหละมันยุ่งเพราะมันไปที่ปลายทางหมดมันไม่รู้ที่ต้นทาง. คือต้นทางมันคือต้นจิตรู้ต้นจิตจิตต้นพลในหวนรู้ไปจิตผิดทันที. คือปลายทางเนี่ยเป็นคือสิ่งที่ถูกรู้ต้นทางคือผู้รู้. ตัวเลขเราไม่ได้ไปดูที่ปลายทางคือเราคิดอะไรเราก็คิดไปเลยอะเราไปกันเรื่องที่เราคิดนั่นคือปลายทางแต่ผู้ที่รู้ว่าเราคิดอะไรเนี่ยคือต้นทาง. ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ฝึกรู้เท่าทันเพียงปลายจิต. ซึ่งเป็นการรู้เห็นแต่อยนะภายนอกคือรูปเสียงกลิ่นรสโปรดทับพระและธรรมอารมณ์. ข้อผิดพลาดของผู้ปฏิบัติ. ผู้ฝึกจิตจํานวนมากที่เกลียดทุกข์รักสุขดีรักชั่วชั่งหรือติดแค่ความรู้สึก. หรืออารมณ์ที่สงบนิ่งเฉยโปร่งโล่งเบาสบายว่างและเกลียดอาการตรงกันข้าม. จะหลงส่งจิตออกนอกไปหาธรรม. ์ซึ่งเป็นอายตนะภายนอก. การฝึกจิตด้วยการรู้เท่าทันจิตที่คิดไปถึงสิ่งใด. แล้วคอยดึงจิกกลับมาน. จึงเป็นเพียงการรบลายจิตเท่านั้น. ไม่ใช่การรู้เท่าทันต้องจิตปรุงแต่งหรือผู้รู้ตัวปลอม. ซึ่งจะแสดงอาการหรือพฤติแห่งจิต. เป็นผู้รู้ผู้ดูผู้เห็นผู้พากย์หรือพูดในใจผู้เข้าใจผู้รู้แจ้งผู้ปล่อยวาง. เพี้ยนฝึกสติสมาธิปัญญาด้วยการสังเกตให้เห็นผู้รู้ตัวปลอม. จะได้ไม่หลงติดไปกับผู้รู้ตัวปลอมคือ. หลงเอาตัวเราเป็นผู้ดูผู้รู้ผู้เห็นผู้เข้าใจผู้รู้แจ้งผู้ปล่อยวาง. คู่ดิ้นรนค้นหาเพื่อให้ตัวเรานิพพานโดยไม่ได้ปล่อยวางตัวเรา. การหลงส่งจิตออกนอกไปตามจิตที่คิดปรุงแต่ง. หรือการพยายามไป5มจีบไม่ให้คิดดึงดูดดอง. ผู้พยายามไม่ให้คิดนึกดองก็หลงสังขารหรือหลงปรุงแต่งเสียเอง. ความพยายามจะดูรู้เห็นหรือรู้เท่าทันจิต. เพื่อพยายามช่วยตัวเองให้พ้นทุกข์นั้นเป็นการหลงสังขารหรือหลงปรุงแต่ง. เมื่อมีสติสมาธิปัญญาสังเกตเห็นผู้รู้ตัวปลอมทุกปัจจุบันขณะกระทบ. ก็จะไม่ขาดสติหลงมือเผลอเพลินส่งจิตออกนอกด้วยการหลงคิดปรุงแต่งฟุ้งซ่าน. หรือหลงส่งจิตออกนอกไปติดยึดกับอายัดภายนอก. คือรูปเสียงกลิ่นรสผชและธรรมอารมณ์ที่มากระทบในปัจจุบันขณะ. ดังนั้นในทุกปัจจุบันขณะกระทบหากมีสติสมาธิปัญญารวมเป็นหนึ่งไม่หลงส่งจิตออกนอกไม่สยบติดอยู่ภายในไม่หลงยึดติดยึดถืออะไร. ขนาดเขตนั้น. ก็ไม่มีอวิชชา. ก็จะสังเกตเห็นจิตปรุงแต่งเกิดดับในความไม่เกิดดับใจหรือจิตเดิมแท้หรือธรรมชาติ. เมื่อไม่หลงยึดถือทั้งโลกและ. ทําคือธรรมชาติฝ่ายสังขารและทําฝ่ายวิสังขารคือใจหรือจิตเดิมแท้หรือธรรมชาติที่ไม่เกิดดับ. ไม่ยึดถือแม้นิพพาน. ก็ผลถูก. ดินน้ําไฟและลม. ย่อมมีอย่างลงในนิพพานธาตุใด. ในนิพพานธาตุนั้น. ดาวทั้งหลายย่อมไม่สว่าง. พระอาทิตย์ย่อมไม่ปรากฏ. พระจันทร์ย่อมไม่สว่าง. ความมืดย่อมไม่มี. ก็เมื่อใดพราหมณ์ชื่อว่าเป็นมุนีเพราะรู้สัจจะ4. รู้แล้วด้วยตน. เมื่อนั้น. รามย่องหลุดพ้นจากรูปและอรูป. จากสุขและทุกข์.